ปลัดสธ. ลงพื้นที่บึงกาฬ ผนึกกำลัง ราชวิทยาลัย-ศิริราช ดันแพทย์ประจำบ้าน แก้ปัญหาแพทย์ขาดแคลน

ปลัด สธ.ลงพื้นที่แก้ปัญหาแพทย์ขาดแคลนผนึกกำลังร่วมกับราชวิทยาลัย-ศิริราช -เขตสุขภาพที่ 8 พร้อมเร่งพัฒนาที่พักบุคลากร สร้างความมั่นคงกำลังคน มุ่งให้บริการประชาชนเต็มประสิทธิภาพ

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมคณะ ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานตามนโยบายและเยี่ยมเสริมพลังการดำเนินงานด้านสาธารณสุขจังหวัดบึงกาฬ เดินหน้าแผนเชิงรุก 3 ระยะ แก้ปัญหาการขาดแคลนแพทย์โรงพยาบาลบึงกาฬ ยึดหลัก One Region One Province One Hospital หมุนเวียนแพทย์เฉพาะทางจากเครือข่ายเขตสุขภาพที่ 8 จับมือคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล นำแพทย์ประจำบ้านเสริมทัพตรวจรักษา พร้อมเดินหน้าโครงการ BK MED Inspire สร้างแพทย์และทันตแพทย์รุ่นใหม่ ควบคู่กับการพัฒนาที่พักบุคลากร เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างความมั่นคงในการปฏิบัติงาน และเพิ่มศักยภาพการดูแลประชาชนอย่างยั่งยืน ตลอดจนขับเคลื่อนโรงพยาบาลคาร์บอนต่ำ ลดค่าไฟฟ้าได้กว่า 6.8 ล้านบาทต่อปี

โดยมี นพ.สามารถ ถิระศักดิ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 8 /นพ.ภมร ดรุณ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดบึงกาฬ /นพ.สถาพร โมราราช ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบึงกาฬ แพทย์เพิ่มพูนทักษะ และแพทย์ประจำบ้านชั้นปีที่ 3 สาขาอายุรศาสตร์ คณะอาจารย์ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย คณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่บุคลากรทางการแพทย์เขตสุขภาพที่ 8 และ จนท.โรงพยาบาลบึงกาฬ เข้าร่วมประชุมและติดตามตรวจเยี่ยมการดำเนินงานด้านสาธารณสุข ณ โรงพยาบาลบึงกาฬ อ.เมืองบึงกาฬ จ.บึงกาฬ

โดยก่อนตรวจราชการ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการให้บริการของห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลบึงกาฬ ซักถามปัญหาเรื่องติดขัดในด้านต่างๆ ในการให้บริการแก่ประชาชน พร้อมตรวจเยี่ยมห้องพักของแพทย์เพิ่มพูนทักษะ และแพทย์ประจำบ้าน เพื่อติดตามความเป็นอยู่ สวัสดิการและสิ่งอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ

จากนั้นร่วมประชุมรับฟังปัญหาในด้านต่าง และรับทราบข้อมูลความเป็นมาของโครงการสนับสนุนการฝึกปฏิบัติงานภายนอกสถาบันฝึกอบรมของแพทย์ประจำบ้าน ประจำปี 2569 พร้อมพบปะพูดคุยเสริมสร้างขวัญกำลังใจ แก่แพทย์ประจำบ้าน สาขาอายุรศาสตร์ ชั้นปีที่ 3 คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล และคณาจารย์จากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย และคณะแพทย์ โรงพยาบาลบึงกาฬ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในการทำงาน

สำหรับโรงพยาบาลบึงกาฬ มีแนวทางแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแพทย์ เช่น หมุนเวียนแพทย์เฉพาะทาง ได้แก่ ศัลยแพทย์ วิสัญญีแพทย์ แพทย์ออร์โธปิดิกส์ ศัลยแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะ และอายุรแพทย์ จากโรงพยาบาลในเขตสุขภาพ ได้แก่ รพร.ท่าบ่อ รพ.อุดรธานี รพ.นครพนม รพ.กุมภวาปี รพ.หนองหาน รพ.หนองคาย และ รพ.เซกา มาปฏิบัติงาน ทำให้สามารถให้บริการด้านศัลยกรรมได้อย่างต่อเนื่อง ลดภาระงานแพทย์ประจำ ลดความเสี่ยงจากความล่าช้าในการรักษา สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในจังหวัดบึงกาฬ และผู้ป่วยชาวต่างชาติ

นพ.สมฤกษ์ กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขมุ่งยกระดับระบบบริการให้ประชาชนเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพอย่างไร้รอยต่อ ผ่านนโยบาย One Region One Province One Hospital โดยโรงพยาบาลบึงกาฬถือเป็นตัวอย่างความสำเร็จในการนำนโยบายสู่การปฏิบัติที่เห็นผลเป็นรูปธรรม ทั้งการเพิ่มศักยภาพการดูแลผู้ป่วยโรคซับซ้อนในพื้นที่ ลดการส่งต่อที่ไม่จำเป็น เพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงบริการเฉพาะทางใกล้บ้าน ขยายศักยภาพการดูแลผู้ป่วยวิกฤตด้วยการเพิ่มเตียง ICU รองรับการดูแลประชาชนในจังหวัดบึงกาฬ และพื้นที่ใกล้เคียง ตลอดจนเชื่อมโยงข้อมูลผู้ป่วยระหว่างโรงพยาบาลแบบเรียลไทม์ ผ่านระบบ R8 Simulate Refer และแพลตฟอร์มข้อมูลสุขภาพของเขตสุขภาพที่ 8 ทำให้การประเมินอาการ การปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง และการส่งต่อผู้ป่วยเป็นไปอย่างรวดเร็ว ปลอดภัย ไร้รอยต่อ ช่วยลดระยะเวลาการรอคอย เพิ่มความต่อเนื่องในการรักษา ช่วยยกระดับคุณภาพบริการของเครือข่ายสุขภาพทั้งเขต

สำหรับการแก้ไขปัญหาด้านการขาดแคลนแพทย์ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขได้จัดทำแผน ไว้แล้ว ปัญหาส่วนใหญ่อยู่ที่การกระจายตัวของแพทย์ในบางที่ ที่ไม่เหมาะสม ก็เลยพยายามที่จะลิสต์รายชื่อโรงพยาบาลที่มีความขาดแคลนแพทย์ และก็สนับสนุนให้หมอมาอยู่ในโรงพยาบาลที่ขาดแคลน ซึ่งตอนนี้ก็แบ่งออกเป็น 2 ส่วนที่มีปัญหามากๆ คือโรงพยาบาลชุมชน กับโรงพยาบาลไซส์ขนาดกลางบางจังหวัด เช่น โรงพยาบาลบึงกาฬ และอีกที่คือ แม่ฮ่องสอน วันนี้ได้มาเยี่ยมที่บึงกาฬ เพื่อมาดูระบบในการจัดการต่างๆ ส่วนของโรงพยาบาลชุมชน สร้างแรงจูงใจให้กับน้องๆหมอที่จบใหม่ ให้สนใจที่จะไปอยู่ในโรงพยาบาลที่มีขาดแคลน และเป็นโรงพยาบาลที่ห่างไกล โดยกระทรวงก็จะจัดการดูแลเรื่องการทำงาน ให้มีพี่เลี้ยง หรือมีแพทย์รุ่นพี่เป็น staff ค่อยเป็นที่ปรึกษาในระหว่างเวลาทำงาน ส่วนเรื่องที่ 2 ก็เป็นเรื่องเวลาทำงาน ที่กำลังจะสรุปกันอยู่ว่าจะใช้ 60 ชั่วโมง/สัปดาห์ ทั้งหมดนี้ก็จะเป็นบรรยากาศการทำงานของน้องหมอจบใหม่ แล้วเราก็เพิ่มแรงจูงใจว่า คนที่เสียสละไปอยู่ในโรงพยาบาลที่ไกลๆ เราก็จะให้สิทธิ์เรื่องทุนที่จะไปเรียนต่อ และสถานที่ที่จะไปเรียนต่อ ซึ่งจะทำให้น้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน

ในส่วนของโรงพยาบาลบึงกาฬ เองที่เป็นโรงพยาบาลจังหวัดที่มีปัญหาเรื่องของจำนวน staff (หรือมีแพทย์รุ่นพี่)ที่ไม่เพียงพอ ขณะเดียวกัน staff (หรือแพทย์รุ่นพี่) ในโรงพยาบาลเหล่านี้ก็จะทำงานทั้งในโรงพยาบาลของตัวเอง ที่เป็นเฉพาะทาง และเป็นงานกลาง ซึ่งกระทรวงก็ได้ปรับแนวทางให้มีคุณหมออินเทิร์น (Intern) ปีที่ 2 ปีที่ 3 สามารถเข้ามาประจำอยู่ในโรงพยาบาลของจังหวัดได้ อันนี้ก็จะช่วยงาน staff (หรือแพทย์รุ่นพี่) ที่ทำงานกลางอยู่ในจังหวัดให้ลดลง ขณะเดียวกันก็ได้ปรึกษาและขอความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย ลงทีมแพทย์ลงมาช่วยร่วมทั้งพิจารณาแพทย์ที่จะไปเรียนต่อ โดยเอาทุนจากโรงพยาบาลเหล่านี้ในการไปเรียนต่อ ทั้งหมดนี้ก็คงจะเป็นแนวทางที่จะทำให้จังหวัดบึงกาฬ และจังหวัดอื่นๆที่มีลักษณะแบบนี้ มีแพทย์ที่จะอยู่ได้นานขึ้น และมีมาเพิ่มเติมขึ้นใหม่ๆด้วย

ในส่วนของพยาบาล หรือบุคลากรอื่นๆที่ขาดแคลนอยู่ ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ให้กระทรวงหารือกับร่วมกันกับสำนักงาน กพ. และสำนักงบประมาณ ซึ่งในส่วนของกระทรวงสาธารณสุขเองเราแบ่งออกเป็น 2 ส่วนราชการ คือราชการที่ประจำอยู่ตามกรมกองต่างๆที่อยู่ในส่วนกลาง อันนี้เราคิดว่าการบริหารจัดการคงเหมือนกับ กพ.เราอาจจะมีการลดไซส์ หรือในขณะเดียวกันก็มีอีกกลุ่มคือโรงพยาบาล ซึ่งให้บริการประชาชน ตรงนี่เราขาดแคลนอยู่และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเนื่องจากผู้ป่วยมีมากขึ้น ซึ่งทางสำนักงาน กพ.ก็เข้าใจเรื่องนี้ดี ก็คงจะมีแนวทางดีๆออกมา โดยอย่างแรกก็คือตำแหน่งข้าราชการ ทางสำนักงาน กพ.จะไม่ลดของกระทรวงสาธารณสุข แต่ก็จะเพิ่มได้ไม่มากตามที่กระทรวงสาธารณสุขต้องการ ก็กำลังพิจารณาหาแนวทางที่จะให้ดูแลเจ้าหน้าที่ที่เราจ้างด้วยเงินบำรุง ซึ่งก็อยู่ในระหว่างหารือยังไม่สามารถให้รายละเอียดได้มากกว่านี้

ด้าน ศ.นพ.สมชาย ลีลากุศลวงศ์ หัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และเป็นหัวหน้าศูนย์ทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลศิริราชปิยมหาราชการุณย์ (SiPH) กล่าวว่า ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ร่วมมือกับคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ส่งแพทย์ประจำบ้านปีที่ 3 ซึ่งเป็นปีสุดท้าย มาอยู่ในพื้นที่ที่มีปัญหาเรื่องจำนวนแพทย์และจำนวนประชากรในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมกัน และพื้นที่ห่างไกล เช่นจังหวัดบึงกาฬ เราก็ส่งมาเป็นปีแรก สนับสนุนแพทย์ประจำบ้าน จำนวน 25 คน หมุนเวียนมาฝึกปฏิบัติงาน รอบละ 4 คน เพื่อร่วมดูแลผู้ป่วยใน ภายใต้การกำกับดูแลของอายุรแพทย์ และปฏิบัติงานร่วมกับแพทย์เพิ่มพูนทักษะ ทำให้โรงพยาบาลมีศักยภาพในการดูแลผู้ป่วยเพิ่มขึ้น

ขณะเดียวกันแพทย์ประจำบ้านยังได้เรียนรู้จากโรงพยาบาล ก่อนจะออกไปทำงานจริงๆ ให้รู้ว่าพอเรามาทำงานในโรงพยาบาลที่มีความขาดแคลน จะทำงานได้อย่างไรบ้าง ซึ่งผลตอบรับก็ออกมาค่อนข้างดี เพราะโรงพยาบาลเองก็มีบุคลากรมาช่วยเสริมตลอดอยู่แล้ว ทำให้งานของแพทย์ประจำบ้านที่ทำอยู่ก็ดีขึ้น ทั้งการเรียน การสอนที่เขาร่ำเรียนมาในโรงเรียนแพทย์มาปรับใช้ ในการดูแลผู้ป่วย ซึ่งก็ถือว่าเป็นการร่วมมือที่ดีต่อกัน โรงเรียนแพทย์เองก็ได้ช่วยซัพพอร์ตกระทรวงสาธารณสุข ในพื้นที่ที่ขาดแคลนบุคลากร โรงเรียนแพทย์เองก็ได้แพทย์มาฝึกประสบการณ์ มาเรียนรู้เพิ่มเติม ซึ่งโปรเจคแบบนี้ถ้าประเมินร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข แล้วมันออกมาดี ก็น่าจะเป็นโครงการที่จะต้องสานต่อออกไปอีกหลายๆพื้นที่ ซึ่งจะช่วยลดการขาดแคลนของบุคลากรลงได้ หากเห็นพ้องต้องกันว่าโครงการนี้ได้ผลดี อนาคตอาจจะมีโครงการนี้ขยายต่อออกไปเรื่อยๆ

ด้าน นพ.สถาพร กล่าวเสริมว่า โรงพยาบาลบึงกาฬ เป็นโรงพยาบาลทั่วไป ระดับ A+ ขนาด 295 เตียง มีบุคลากรรวม 860 คน อัตราส่วนแพทย์ต่อประชากร อยู่ที่ 1: 1,953 คน ได้พัฒนาศักยภาพการให้บริการอย่างต่อเนื่อง ร่วมขับเคลื่อน R8 Seamless Referral มีระบบ Fast Pass เพิ่มประสิทธิภาพการส่งต่อผู้ป่วยวิกฤต ช่วยลดความแออัดห้องฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีแผนเพิ่มจำนวนรถ Refer และอุปกรณ์, เสริมบุคลากรเฉพาะทางในสาขาที่ขาดแคลน, พัฒนาระบบ MOPH Refer ให้รวดเร็วและเชื่อมโยงมากขึ้น, พัฒนาระบบประสานงานสำหรับผู้ป่วยบาดเจ็บหลายระบบ (Multiple Trauma) ตลอดจนขยายบริการเฉพาะทางเพิ่มเติมเพื่อรองรับผู้ป่วยในพื้นที่ ควบคู่กับการพัฒนาสู่การเป็นต้นแบบโรงพยาบาลคาร์บอนต่ำ (Net Zero MOPH) โดยติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) บนหลังคาอาคารและลานจอดรถ กำลังผลิตรวมกว่า 1 เมกะวัตต์ โดยในปี 2567-2569 สามารถผลิตไฟฟ้าได้กว่า 2 ล้านหน่วย ทดแทนการซื้อไฟฟ้าจากระบบสายส่งได้ประมาณ ร้อยละ 30 ช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าเฉลี่ย 6.82 ล้านบาทต่อปี และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 864.33 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

นพ.สมฤกษ์ กล่าวทิ้งท้ายเพิ่มเติมว่า การพัฒนาระบบบริการสุขภาพให้มีคุณภาพและยั่งยืน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเพิ่มจำนวนบุคลากรเพียงอย่างเดียว แต่ต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตและสภาพแวดล้อมในการทำงานควบคู่กัน โดยเฉพาะการจัดหาที่พักที่มีความเหมาะสมและปลอดภัยสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างขวัญกำลังใจ การดึงดูดและรักษาบุคลากรให้อยู่ปฏิบัติงานในพื้นที่ โดยกระทรวงสาธารณสุขพร้อมสนับสนุนการพัฒนาที่พักบุคลากร เพื่อให้บุคลากรสามารถปฏิบัติงานได้อย่างเต็มศักยภาพ และประชาชนได้รับบริการสุขภาพที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง