งานเข้า! ‘ศรีสุวรรณ’ บุก กกต.ร้องสอบ ผู้สมัคร สว.สีส้ม จัดประชุมก่อนเลือก เข้าข่ายฮั้วด้วยหรือไม่
งานเข้า! ‘ศรีสุวรรณ’ บุก กกต.ร้องสอบ ผู้สมัคร สว.สีส้ม จัดประชุมก่อนเลือก เข้าข่ายฮั้วด้วยหรือไม่
วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.34 น.
“ศรีสุวรรณ”บุก กกต.ร้องสอบ ปม"จัดประชุมก่อนเลือก" เข้าข่ายฮั้วด้วยหรือไม่/แนะ กกต.สามารถหยิบไต่สวนได้เอง ชี้ต้องใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกฝ่าย
วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้เดินทางมายื่นคำร้องต่อกกต. เพื่อขอให้ใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติประ กอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.) ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง 2560 มาตรา 41 ในการสืบสวนหรือไต่สวนเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐาน กรณีมีการพูดกันว่ามีกลุ่มผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา(สว.) 300 คน ที่มาพบกันที่ห้องจูปิเตอร์ เมืองทองธานี มีพฤติการณ์หรือการกระทำที่มีการวางแผนจัดคนฝ่ายของตนมาดำเนินการในการเลือก สว.อันมิชอบด้วยกฎหมาย หรือทำให้การเลือกดังกล่าวอาจไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมหรือไม่ อย่างไร
นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า ตามที่สื่อมวลชน อินฟลูเอนเซอร์ นักวิชาการ และนักการเมืองตอบโต้กันไปมาเกี่ยวกับการฮั้วการเลือก สว.กลุ่มหนึ่งที่ผ่านมา โดยเรื่องดังกล่าวอยู่ในการสืบสวนและไต่สวนของ กกต. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI)แล้วนั้น แต่ปรากฎว่ามีการพูดถึงพฤติการณ์ของการเลือก สว.อีกกลุ่มหนึ่งที่มักเรียกกันว่า สว.สีส้ม ซึ่งก็มีพฤติการณ์ไม่ต่างกับกลุ่ม สว.ชุดแรกที่ กกต. และดีเอสไอกำลังสืบสวนและไต่สวนอยู่ ซึ่งผู้สมัคร สว.กลุ่มนี้ประมาณ 300 คนมีการจัดประชุมและพบปะกันที่ห้องจูปีเตอร์ เมืองทองธานีด้วยเช่นกัน จะถือเป็นการวางแผนฮั้วกันด้วยหรือไม่
นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า เหตุดังกล่าวจึงเป็นข้อสงสัยในการกระทำของผู้สมัครกลุ่มดังกล่าวที่อาจทำให้การเลือก สว.ไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ซึ่ง กกต. มีอำนาจเริ่มสืบสวนหรือไต่สวนได้เอง แม้ไม่มีผู้ร้องเรียน ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. ปี2560 มาตรา 41 ซึ่งบัญญัติไว้โดยสรุปว่า “เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยหรือความปรากฏต่อคณะกรรมการไม่ว่าโดยทางใด ไม่ว่าจะมีผู้แจ้งหรือผู้กล่าวหาหรือไม่… คณะกรรมการมีหน้าที่ต้องดำเนินการให้มีการสืบสวนหรือไต่สวนเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐานโดยพลัน”
นายศรีสุวรรณ กล่าวอีกว่า การเลือก สว. เป็นการแข่งขันของผู้สมัครแต่ละคนอย่างอิสระ แต่มีบางคนออกมาพูดว่าเป็นเรื่องของ “ภารกิจร่วม” “ทีมเดียวกัน” “ส่งคนของเราเข้าไป” และ “ส่งไม้ต่อ” อย่างเปิดเผย ซึ่งถ้าฝ่ายหนึ่งเรียกสิ่งนี้ว่า “การจัดตั้ง” หรือ “การทำงานเป็นทีม” แล้วเหตุใด เมื่ออีกฝ่ายถูกกล่าวหาในลักษณะคล้ายกันจึงถูกเรียกว่า “ฮั้ว” ซึ่งเรื่องนี้จะผิดหรือไม่ผิด เป็นหน้าที่ของกระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่ใครจะตัดสินกันเอง แต่สิ่งที่สังคมมีสิทธิถามคือ ทำไมพฤติกรรมที่ดูคล้ายกัน พอเป็นคนที่ตัวเองเชียร์ถึงเรียกว่า “ทำงานร่วมกัน” หรือ “จัดตั้ง” แต่พอเป็นฝ่ายตรงข้ามกลับรีบใช้คำว่า “ฮั้ว” เพราะถ้าจะใช้มาตรฐาน ก็ใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกฝ่าย อย่าให้คำว่า “ฮั้ว” กลายเป็นแค่คำด่าทางการเมืองที่เลือกใช้เฉพาะกับคนที่ตัวเองไม่ชอบเท่านั้น
ดังนั้นเพื่อมิให้เป็นการเลือกปฏิบัติ กกต. ในฐานะที่เป็นผู้ใช้อำนาจตาม พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. ปี2560 จะต้องทรงไว้ซึ่งความเป็นธรรม จำต้องดำเนินการสืบสวนและไต่สวนแสวงหาข้อเท็จจริงให้เป็นที่ยุติตามกฎหมายโดยพลัน โดยตนได้ทำคำร้องพร้อมพยานหลักฐานเบื้องต้นมามอบให้ กกต.ได้ตั้งเรื่องเพื่อนำไปสู่การสืบสวนและไต่สวนตามครรลองของกฎหมายต่อไป
ข่าวที่เกี่ยวข้อง





