มีเพียงกฎหมาย ยังไม่ทำให้ครอบครัวผู้ถูกอุ้มหายได้รับความเป็นธรรม
‘อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ’ (International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance: ICPPED) ได้รับการรับรองโดยสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติเมื่อ ค.ศ. 2006 เพื่อเป็นกลไกจัดการปัญหาการบังคับสูญหาย อันเป็นปัญหาร่วมของรัฐเผด็จการที่ใช้ปราบปรามผู้เห็นต่างทางการเมือง
ผ่านมา 20 ปี แม้ประชาคมโลกจะคิดค้นเครื่องมือเพื่อรับมือกับปัญหานี้ แต่การบังคับสูญหายก็ยังคงเป็นปัญหาในหลายพื้นที่ทั่วโลกและมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบไป
สำหรับประเทศไทยได้ยื่นสัตยาบันสารเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาใน พ.ศ. 2567 หลังจากที่มี พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย แม้มองจากแง่มุมกฎหมายแล้ว ประเทศไทยดูจะมีพัฒนาการในการจัดการปัญหาอุ้มหาย แต่ในความเป็นจริงตลอดสามปีที่มีกฎหมายฉบับนี้ยังไม่มีคดีอุ้มหายใดที่ถูกนำเข้ากระบวนการพิจารณาจนนำผู้กระทำผิดมารับผิดได้
การมีกฎหมายถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญของการจัดการปัญหา แต่หากภาครัฐไม่มีการบังคับใช้อย่างจริงจังและความตั้งใจจริงที่จะคืนความยุติธรรมให้ครอบครัวผู้เสียหาย ท้ายสุดแล้วกฎหมายฉบับนี้จะเป็นเพียงการมอบความหวังที่ไม่เป็นจริงให้ครอบครัวที่รอคอยความจริงและความยุติธรรมให้คนที่พวกเขารัก
วันโอวันชวนมองสถานการณ์การบังคับสูญหายในประเทศไทยผ่านงานเสวนา‘20 ปีอนุสัญญาว่าด้วยการบังคับสูญหาย: ‘ผู้เสียหายต้องมาก่อน ลงมือทันที’ จากมาตรฐานระหว่างประเทศสู่ประสบการณ์ของครอบครัวในประเทศไทย’ โดย แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ร่วมกับ มูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพ, คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35, ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ The Reporters

ฮวน ปาโบล อัลบัน อาเลนกัสโตร, อังคณา นีละไพจิตร, เมธา มาสขาว, สิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์, ภัทรานิษฐ์ เยาดำ และเพชรรัตน์ ศักดิ์ศิริเวทย์กุล
ผู้เสียหายต้องมาก่อน
ในโอกาสครบรอบ 20 ปี อนุสัญญา ฮวน ปาโบล อัลบัน อาเลนกัสโตร (Juan Pablo Albán Alencastro) ประธานคณะกรรมการว่าด้วยการหายสาบสูญโดยถูกบังคับแห่งสหประชาชาติ (Committee on Enforced Disappearances: CED) เล่าถึงความเป็นมาของอนุสัญญานี้โดยสังเขปว่า การรับมือปัญหาบังคับบุคคลให้สูญหายของประชาคมระหว่างประเทศเริ่มต้นในคริสต์ทศวรรษ 1970 เมื่อคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติตั้งคณะทำงานเพื่อสืบสวนเหตุการณ์บังคับสูญหายที่เผด็จการชิลีทำต่อผู้เห็นต่างทางการเมือง จากนั้นจึงเห็นความจำเป็นที่ต้องมีกลไกถาวรเพื่อทำงานเรื่องนี้
ค.ศ. 1980 คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนจัดตั้ง ‘คณะทำงานว่าด้วยการหายสาบสูญโดยถูกบังคับหรือโดยไม่สมัครใจ (WGEID)’ ซึ่งเป็นกลไกเก่าแก่ที่สุดในโลกที่ออกแบบมาเพื่อจัดการปัญหาการบังคับสูญหายโดยเฉพาะและยังคงทำงานอยู่จนถึงปัจจุบัน ต่อมา ค.ศ. 1992 สหประชาชาติรับรองปฏิญญาว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับสูญหาย แต่ปฏิญญาไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย จึงเป็นเหตุผลให้มีการทำอนุสัญญาขึ้นมา
ค.ศ. 2006 อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ (ICPPED) ได้รับการรับรองโดยสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ โดยอนุสัญญาจัดทำขึ้นตามรายงานของศาสตราจารย์แมนเฟรด โนวัค (Manfred Nowak) นักวิชาการชาวออสเตรียผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ
“แนวคิดในตอนต้นเมื่ออนุสัญญาได้รับการรับรองคือการจัดการกับการบังคับสูญหายในรูปแบบดั้งเดิมซึ่งเชื่อมโยงกับการปราบปรามทางการเมืองและการขัดกันทางอาวุธ แต่ปัจจุบันการบังคับสูญหายปรากฏแนวโน้มใหม่ๆ เช่น การบังคับสูญหายที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรม การกดปราบข้ามชาติ การย้ายถิ่นของผู้อพยพ เราเห็นการบังคับสูญหายโดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงของชาติและการบังคับสูญหายที่เชื่อมโยงกับการรับบุตรบุญธรรมโดยผิดกฎหมาย”
แม้สถานการณ์บังคับสูญหายจะมีแนวโน้มใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไป แต่ฮวนเห็นว่าพันธกรณีของรัฐภาคียังคงเป็นเช่นเดิม คือ การป้องกันไม่ให้เกิดการบังคับสูญหาย, การค้นหาบุคคลที่สูญหาย, การสืบสวนสอบสวนคดีและให้ความยุติธรรมแก่ผู้เสียหาย, การคุ้มครองผู้ที่มีส่วนร่วมในการค้นหาและสืบสวน ซึ่งมักเผชิญการคุกคาม ข่มขู่ ถูกทำร้าย หรือกลายเป็นผู้ถูกบังคับสูญหายเสียเอง, การค้นหาความจริง, การลงโทษผู้กระทำผิดด้วยบทลงโทษที่เหมาะสม และการชดเชยเยียวยาผู้เสียหาย
“อนุสัญญาฉบับนี้เป็นผลจากการผลักดันของครอบครัวของผู้ถูกบังคับสูญหาย ต่างจากสนธิสัญญาสิทธิมนุษยชนฉบับอื่นๆ ที่รัฐเป็นผู้ตัดสินใจว่าจำเป็นต้องมีขึ้นเพื่อรับรองสิทธิของบุคคล นี่เป็นเหตุผลว่าในโอกาสครบรอบ 20 ปีอนุสัญญา คณะกรรมการฯ จึงเปิดตัวแคมเปญ ‘Victims First. Immediate Action.’ เพราะผู้เสียหายควรเป็นศูนย์กลางของการทำงานเรื่องนี้ ไม่เฉพาะสำหรับคณะกรรมการฯ แต่รวมถึงประชาคมระหว่างประเทศโดยรวม อันหมายรวมถึงรัฐที่ไม่ได้เป็นภาคีอนุสัญญาด้วย และองค์กรภาคประชาสังคม ที่ควรทำหน้าที่เพื่อให้คำตอบแก่ครอบครัวผู้เสียหายที่รอคอยให้คนที่รักกลับมาและให้เขาได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนเหล่านั้น
“20 ปีที่ผ่านมาทำให้เราได้เรียนรู้อะไรมาก เราไม่เพียงเรียนรู้ว่าผู้เสียหายคือศูนย์กลางของการทำงาน แต่ยังเรียนรู้ว่าความจริงรอไม่ได้ การค้นหาที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพสามารถช่วยชีวิตคนได้ เราเรียนรู้ว่าการลอยนวลพ้นผิดหล่อเลี้ยงให้เกิดการกระทำซ้ำ เราเรียนรู้ว่าความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญ” ฮวนกล่าว
สำหรับประเทศไทยที่เป็นรัฐภาคีของอนุสัญญามาสองปีแล้วมีหน้าที่ต้องจัดทำรายงานเกี่ยวกับการอนุวัติพันธกรณีฉบับแรกเสนอต่อคณะกรรมการฯ ในปีนี้ ซึ่งฮวนระบุว่าปัจจุบันยังไม่ได้รับรายงาน แต่หากได้รับแล้วคณะกรรมการฯ จะเปิดโอกาสให้ภาคประชาสังคม ครอบครัวผู้สูญหาย และองค์กรสิทธิมนุษยชนส่งข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อใช้เปรียบเทียบกับข้อมูลของรัฐก่อนจะมีข้อเสนอแนะต่อไป
“อนุสัญญานี้ออกแบบมาเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการบังคับสูญหายควบคู่ไปกับการให้คำตอบแก่ผู้เสียหาย นั่นทำให้เราต้องทำงานร่วมกัน ทั้งผู้เสียหาย ภาคประชาสังคม รัฐ และคณะกรรมการฯ ดังนั้น แนวคิดของเราไม่ใช่การเผชิญหน้า แต่เป็นการร่วมมือกัน” ฮวนกล่าวทิ้งท้าย
มีเพียงกฎหมายยังไม่เพียงพอแก้ปัญหา
สำหรับ เพชรรัตน์ ศักดิ์ศิริเวทย์กุล ผู้จัดการฝ่ายรณรงค์ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย มองว่าเหตุผลของการมีอนุสัญญาอุ้มหายและกฎหมายอุ้มหายในไทยไม่ใช่เพราะผู้มีอำนาจยื่นความเมตตาให้ แต่เกิดจากที่ครอบครัวผู้เสียหายและประชาชนไม่ยอมเงียบต่อความอยุติธรรม
“ตลอดประวัติศาสตร์ การบังคับให้บุคคลสูญหายถูกใช้เป็นเครื่องมือของระบบอำนาจนิยมเพื่อจัดการผู้เห็นต่างและปิดปากผู้ที่พูดในสิ่งที่ผู้มีอำนาจไม่อยากให้พูด เป้าหมายไม่ใช่แค่การทำให้คนหนึ่งหายไป แต่เป็นการพยายามสร้างบรรยากาศแห่งความกลัวให้กับครอบครัว ชุมชน และสังคม
“แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายแล้ว แต่อยากตั้งคำถามต่อว่าประเทศไทยทำให้ครอบครัวได้รับข้อมูลเพิ่มขึ้นขนาดไหน ทำให้การค้นหาเริ่มต้นได้โดยทันทีหรือเปล่า ทำให้การสืบสวนมีความอิสระ เป็นกลาง มีประสิทธิภาพจริงหรือไม่ ทำให้ผู้ที่มีความรับผิดรับชอบถูกนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมหรือไม่ และทำให้ครอบครัวได้รับความจริง ความยุติธรรม และการเยียวยาหรือเปล่า” เพชรรัตน์กล่าว
เธอยังสะท้อนต่อไปว่าการบังคับบุคคลให้สูญหายสะท้อนปัญหารากลึกของกระบวนการยุติธรรมและยืนยันว่าความมั่นคงของประเทศไม่สามารถสร้างขึ้นจากความกลัว ศักดิ์ศรีของรัฐไม่สามารถตั้งอยู่บนการปฏิเสธศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ได้
“ปัจจุบันประเทศไทยเป็นสมาชิกของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติและกำลังเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการเป็นสมาชิก OECD (องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา) บทบาทเหล่านี้ไม่ควรเป็นแค่เครื่องหมายแสดงสถานะบนเวทีระหว่างประเทศ แต่ต้องสะท้อนออกมาถึงการปฏิบัติต่อประชาชนในประเทศด้วย เพราะการมีกฎหมายโดยไม่ทำให้ประชาชนเข้าถึง การเข้าเป็นภาคีโดยไม่ค้นหาความจริง หรือการประกาศยึดมั่นในสิทธิมนุษยชนโดยไม่รับผิดชอบย่อมไม่เพียงพอ
“จากนี้ไปรัฐบาลไม่ใช่เพียงต้องทำงานเพื่อให้ความช่วยเหลือครอบครัวด้วยความสงสารหรือความเมตตา แต่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามพันธกรณี ส่วนหน้าที่ของสังคมคือการไม่ปล่อยให้แต่ละครอบครัวต้องอยู่เพียงลำพัง เราต้องมองเห็นรูปแบบการปราบปราม ไม่ทำให้การละเมิดกลายเป็นเรื่องปกติ ไม่ยอมรับคำอธิบายที่ว่าการสูญหายเป็นผลที่ตามมาจากการพูด การคัดค้าน หรือการมีความคิดเห็นที่แตกต่าง
“เราต้องตอบโต้ความกลัวด้วยความกล้า ตอบโต้การปฏิเสธด้วยความจริง ตอบโต้การลอยนวลพ้นผิดด้วยการลงมือทำ โดยยืนยันร่วมกันว่าไม่ควรมีมนุษย์คนใดหายไปอีกและไม่ควรมีครอบครัวใดถูกทิ้งให้อยู่กับความไม่รู้เพียงลำพัง” เพชรรัตน์กล่าว
เมื่อญาติผู้สูญหายส่งเสียง พวกเขากลับถูกรัฐคุกคามซ้ำ
“เราพูดเรื่องนี้ซ้ำๆ ทุกปีและทุกโอกาส เพื่อให้สังคมไม่ลืมปัญหา”
อังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา ผู้ก่อตั้งมูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพ และอดีตสมาชิกคณะทำงานแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการหายสาบสูญโดยถูกบังคับหรือโดยไม่สมัครใจกล่าว
อังคณาเล่าว่า หลังเกิดกรณีทนายสมชาย นีละไพจิตร สามีของเธอหายตัวไป ทางครอบครัวจึงตั้งมูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพเพื่อทำงานวิจัยเรื่องคนหายในประเทศไทยเป็นครั้งแรก เพราะแม้กรณีทนายสมชายจะเป็นที่รับรู้ในวงกว้าง แต่คนหายในเหตุการณ์อื่นกลับยังไม่เป็นที่รับรู้ว่าพวกเขามีตัวตนและหายไป อย่างกรณีสงครามยาเสพติดและเหตุการณ์สามจังหวัดชายแดนใต้ ในการวิจัยนั้นมีการบันทึกกรณีบังคับสูญหาย 40 กรณี คนหาย 59 คน ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย เป็นครั้งแรกที่ทำให้ชื่อคนหายในประเทศไทยปรากฏ โดยคณะทำงานของสหประชาชาติรับไว้เป็นกรณีคนหายและติดตามความคืบหน้ากับรัฐบาลไทยมาตลอด
“สิ่งที่ท้าทายที่สุดคือรัฐไม่ค่อยยอมรับว่ามีการบังคับสูญหายเกิดขึ้นจริง หลายครั้งรัฐบาลพยายามทำให้เรื่องร้ายแรงเป็นเรื่องไม่ร้ายแรง เช่น อ้างว่าคนที่หายไปทะเลาะกับเมียแล้วหนีไป หรือบอกว่าเขาหนีคดี หรือหนีหนี้สิน ทำให้ญาติไม่สามารถนำเรื่องออกมาสู่สาธารณะได้ เพราะอาจถูกถามว่าเขาหนีคดียาเสพติดหรือก่อการร้ายหรือเปล่า
“การข่มขู่คุกคามมีมาตลอด เราเคยจัดงานครบรอบการสูญหายทนายสมชายแล้วมี กอ.รมน. แฝงตัวเข้ามาแล้วถ่ายรูปผู้ร่วมงานจนทำให้ครอบครัวที่มาเข้าร่วมหวาดกลัว เมื่อดิฉันร้องเรียนไปที่กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ก็มีการแจ้งกลับมาว่าทางกรมฯ ส่งเรื่องให้ กอ.รมน. ตรวจสอบแล้ว นั่นคือการส่งเรื่องให้ผู้คุกคามตรวจสอบ ผ่านมาสองปีก็เงียบหายไป นี่คือความล่าช้า ทำให้ครอบครัวรู้สึกว่าร้องเรียนแล้วไม่ได้รับการตอบสนอง ทุกครั้งที่เราร้องเรียนก็ถูกตั้งคำถามว่าคิดไปเองหรือเปล่า การคุกคามเกิดขึ้นจริงหรือเปล่า เรื่องเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อการเรียกร้องให้เกิดความจริงและความยุติธรรม” อังคณากล่าว
ในฐานะครอบครัวผู้สูญหาย อังคณามองว่าการตามหาคนหายเป็นภารกิจที่ไม่มีวันสิ้นสุด แม้ทนายสมชายจะหายตัวไป 22 ปีแล้ว เธอก็ไม่เหนื่อยที่จะพูดถึงเรื่องนี้ต่อไป เพียงแต่อยากให้มีคนพูดแทนญาติของผู้สูญหายมากขึ้น
“เวลามีใครหายไปจากครอบครัว เหมือนเป็นคำสาปให้เราอยู่กับความคลุมเครือ ดิฉันเลี้ยงลูกมาอย่างยากลำบาก ลูกๆ ถูกถามตลอดว่าพ่อหายไปไหน มันเป็นคำถามที่เด็กๆ ตอบไม่ได้ ในวันนี้มีหลายครอบครัวที่ผู้หญิงเริ่มชีวิตใหม่กับใครสักคนแล้วถูกประณามว่าผัวหายไปแล้วท้องได้อย่างไร คำพูดเหล่านี้บั่นทอนกำลังใจและลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์”
ในปีนี้ที่อนุสัญญาอุ้มหายครบรอบ 20 ปี เมื่อชวนอังคณามองไปข้างหน้า เธอบอก “20 ปีข้างหน้าอยากเห็นคนมาเป็นแนวร่วมทวงถามความยุติธรรมกับเรามากขึ้น อยากเห็นรัฐทำตามคำมั่นที่ให้กับสหประชาชาติเรื่องการตามหาคนหาย อยากให้รัฐใส่ใจ ทุกวันนี้ยังไม่เคยเชิญญาติไปให้ข้อมูลเลย บางครอบครัวถูกเจ้าหน้าที่แวะไปหาแล้วถามว่าใครส่งเรื่องไปสหประชาชาติและขอให้ญาติถอนเรื่องออก วิธีการแบบนี้ซ้ำเติมเหยื่อ
“ในฐานะเหยื่อเราหวังว่าจะไม่มีใครถูกทำให้หายไปอีก แต่เร็วๆ นี้มีคนที่ยะลาถูกควบคุมตัวแล้วหายไป บอกญาติว่าปล่อยตัวไปแล้ว แต่เขาไปไม่ถึงบ้าน วันนี้ยังไม่มีกระบวนการตามหาตัวคนหาย ยังไม่มีการนำข้อเสนอแนะของสหประชาชาติมาใช้จริง ระเบียบที่ควรออกมาก็ยังไม่ออก แล้วเราจะมาฉลองครบรอบการออกกฎหมายได้อย่างไร ขณะที่ดิฉันเห็นความพยายามผลักญาติออกจากกระบวนการมากกว่าการสร้างการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง” อังคณากล่าว
รัฐมีหน้าที่เสาะหาความจริง ไม่ใช่ให้ญาติสืบสวนเอง
ปัญหาสำคัญของญาติที่ต้องตามหาคนหายคือการต่อสู้กับอำนาจที่ใหญ่กว่าและต้องรับมือกับระบบยุติธรรมที่นิ่งงันและต้องการให้เรื่องเงียบหายไป
สิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ นักปกป้องสิทธิมนุษยชนและพี่สาวของวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ เล่าว่า วันที่เธอรู้ว่าน้องชายหายตัวไป มีคนจำนวนมากโทรหาบอกว่าให้เธออยู่เงียบๆ ไม่อย่างนั้นจะหายไปแบบวันเฉลิม
“ก่อนหน้านั้นมีผู้ลี้ภัยไทยหายตัวไปเก้าราย แต่เรื่องก็เงียบ ตอนมีศพลอยมาในแม่น้ำโขงก็มีคนให้ความเห็นว่าเป็นเรื่องจีนเทาหรือขัดผลประโยชน์กันเองหรือเปล่า พอเกิดเรื่องกับวันเฉลิม เรานอนไม่หลับอยู่หนึ่งอาทิตย์แล้วคิดว่าถ้าไม่ลุกขึ้นมาเก็บหลักฐานตอนนี้อาจมีรายต่อไป เราทั้งโดนคนติดตามและดักฟังโทรศัพท์ วันนั้นเราทั้งสูญเสียการงานและเงินจากการออกมาตามหาน้อง แต่เราคิดว่าต้องผ่านเรื่องนี้ไปให้ได้ เพื่อสักวันจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับน้องชาย
“เราดีใจที่ทำอย่างนั้น เพราะวันเฉลิมทำให้คนรุ่นใหม่เข้าใจเรื่องการอุ้มหายจนเกิดม็อบไปทั่วประเทศ แม้เรามี พ.ร.บ.อุ้มหาย มาสามปีแล้ว แต่ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ การตามหาคนควรเป็นงานของเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ควรผลักภาระให้ญาติ อัยการมักถามว่า ‘ใครทำ ชี้ตัวมาสิ’ หรือ ‘มีหลักฐานอะไรบ้าง’ รวมถึงโยนความผิดว่าน้องเราทำความผิดที่ไม่ไปรับทราบข้อกล่าวหา ดิฉันไปมาทุกหน่วยงานแล้ว เจ้าหน้าที่มักบอกว่าน้องชายเราทำผิด มาตามหาอยู่ได้ เจ้าหน้าที่รัฐควรเห็นความเป็นมนุษย์ ไม่ควรโทษเหยื่อ นี่คือความยากของญาติผู้เสียหาย
“หกปีที่ผ่านมาครอบครัวเราเสียอะไรไปเยอะมาก บางคนสมน้ำหน้าด้วยซ้ำ แต่น้องชายเราไม่ใช่ฆาตกร ไม่ได้ทำความผิดอะไร เพียงแค่ไม่ไปรายงานตัวกับ คสช. อยากฝากหน่วยงานของรัฐว่า กรุณาทำงานอย่างจริงใจ จริงจัง และให้เกียรติพวกเราด้วย เราคือผู้เสียหาย เป็นหน้าที่ของท่านที่ต้องเสาะหาความจริง ไม่ใช่ให้ญาติผู้เสียหายหาข้อมูลเอง” สิตานันกล่าว
มองไปในอนาคต สิตานันหวังว่าคนในสังคมไทยจะเข้าใจปัญหานี้มากขึ้นและไม่เกิดการอุ้มหายอีก
“ในอนาคตถ้าคนเข้าใจมากขึ้นหวังว่าจะไม่มีการอุ้มหายหรือการแลกตัวผู้ต้องหาระหว่างประเทศอีก เรื่องพวกนี้ถ้าไม่เจอกับตัวเองจะไม่เข้าใจ เขาเพียงแค่เห็นต่างทางการเมืองแล้วถูกผลักเป็นผู้ร้าย การส่งกลับผู้ลี้ภัยก็คือการส่งกลับไปตาย เมื่อไทยลงนามอนุสัญญาแล้วอยากให้เห็นใจคนเหล่านี้และปฏิบัติตามอนุสัญญาอย่างจริงใจและจริงจัง” สิตานันกล่าว
จัดการ ‘ความไม่รู้’ – ให้ความสำคัญครอบครัวผู้สูญหาย
ส่วน เมธา มาสขาว คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 กล่าวถึงกรณีพฤษภาคม 2535 ว่ามีผู้เสียชีวิต 44 คน และผู้สูญหาย 38 คนในข้อมูลทางการ แต่ความเป็นจริงอาจมีผู้สูญหายมากกว่านั้น
“ต้องมีการจัดการความทรงจำเหล่านี้อย่างเป็นระบบในหลายเหตุการณ์ รวมถึงกรณีเมษา-พฤษภา 53 ต้องมีกระบวนการค้นหาความจริง ให้ความจริงปรากฏและมีการเยียวยา ควรมีการยอมรับความจริงว่าคนสูญหายเกิดขึ้นที่ไหนบ้าง ใครกระทำการ มีการสำนึกผิดหรือไม่ แม้จะมีการนิรโทษกรรมภายหลัง แต่การยอมรับผิดจากรัฐและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องก็เป็นเรื่องสำคัญ”
เขาเล่าว่ากรณีคนหายในเหตุการณ์พฤษภา 35 เคยมีการร้องเรียนไปยังสหประชาชาติ แต่ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรมพยายามติดตามญาติคนหาย เพื่อสอบถามว่าประสงค์จะติดตามกรณีคนหายต่อหรือไม่ โดยที่ทางรัฐไม่มีคำตอบอะไรให้ แต่ทำเพียงเพื่อจะกลับไปบอกกลไกของสหประชาชาติว่าญาติไม่ประสงค์ติดตามแล้ว จำนวนเคสจึงน้อยลง
“รัฐชินชากับวัฒนธรรมแบบอำนาจนิยม ในอดีตที่ตำรวจมีการอุ้มบุคคลต่างๆ ก็มีคำเรียกคนในกรมตำรวจที่ทำหน้าที่นี้ว่าเป็นพวก ‘ถุงมือดำ’ ความท้าทายคือการที่ประชาชนพยายามที่จะไม่ลืมในเรื่องที่รัฐพยายามลบ
“หากผู้คนในสังคมยังจดจำเหตุการณ์นั้นอยู่ ถึงวันหนึ่งเจ้าหน้าที่รัฐที่มีส่วนร่วมอาจกล้าที่จะเปิดเผยเพื่อให้เกิดบรรทัดฐานในสังคม การสร้างความเปลี่ยนแปลงเกิดจากพลังของคนเล็กคนน้อยที่ไม่หยุด แล้วสังคมไทยจะไปต่อได้ เหมือนการขึ้นบันไดทีละขั้น” เมธายังบอกว่าอยากให้รัฐบาลแต่งตั้งคณะทำงานติดตามคนหายภายใต้คำสั่งนายกฯ โดยมีภาคประชาชนร่วมด้วย เพื่อให้มีระบบในการติดตามและสืบค้นคนหายและเป็นบรรทัดฐานต่อไปไม่ให้ใครกล้าทำแบบนี้อีก
ด้าน ภัทรานิษฐ์ เยาดำ เจ้าหน้าที่สิทธิมนุษยชนประจำประเทศไทย สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (OHCHR Regional Office for South-East Asia) ชวนมองว่า สถานการณ์บังคับบุคคลให้สูญหายในไทยจนถึงปัจจุบันยังไม่มีตัวเลขผู้เสียหายอย่างเป็นทางการด้วยปัจจัยสามประการ
1) ไม่มีการจดบันทึกหรือขึ้นทะเบียนอย่างเป็นระบบและเป็นทางการ ทั้งที่เรื่องนี้เป็นหนึ่งในมาตรการที่ระบุไว้ในอนุสัญญาอุ้มหายที่กำหนดให้เป็นหน้าที่ของรัฐภาคีในการขึ้นทะเบียนหรือจัดทำทะเบียนบุคคลที่ถูกบังคับให้สูญหาย
2) ไม่มีการค้นหาบุคคลที่ถูกบังคับให้สูญหายอย่างเป็นทางการและเต็มรูปแบบ ทั้งที่คณะกรรมการว่าด้วยการหายสาบสูญโดยถูกบังคับแห่งสหประชาชาติมีหลักการค้นหาคนหายที่ร่วมกันพัฒนาโดยผู้เชี่ยวชาญและญาติผู้ถูกบังคับให้สูญหาย ซึ่งอาจเป็นเพราะที่ผ่านมาไทยยังไม่ได้ใช้กฎหมายอุ้มหายเต็มรูปแบบ
“หลักการค้นหาคนหายไม่ซับซ้อนเลย สิ่งสำคัญคือการสื่อสารกับครอบครัวคนหายอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะช่วยสร้างความไว้วางใจระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับครอบครัวคนหายที่จะนำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพในการค้นหาคนหายและการสอบสวน นี่คือหลักการในอนุสัญญาและหลักการพื้นฐานความเป็นมนุษย์ เพราะแม้ไม่มีความคืบหน้าในการค้นหาหรือสอบสวน แต่รัฐควรสื่อสารกับญาติอย่างสม่ำเสมอ” ภัทรานิษฐ์กล่าว
3) ไม่มีการสอบสวนอย่างเป็นทางการในกรณีบุคคลที่ถูกบังคับสูญหาย โดยเฉพาะกรณีที่เกิดก่อน พ.ร.บ.อุ้มหาย มีผลบังคับใช้ ข้อมูลการบังคับบุคคลให้สูญหายที่คณะทำงานของสหประชาชาติมี 77 กรณี ที่ผ่านมาภาครัฐติดต่อญาติ มีการสำรวจเอกสารที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการจ่ายเงินเยียวยา แต่ยังไม่มีการสอบสวนอย่างเป็นทางการถึงการกระทำความผิดและยังไม่มีการนำบุคคลที่เกี่ยวข้องมาลงโทษ ยกเว้นกรณีคุณสมชาย นีละไพจิตร ที่ครอบครัวดำเนินการเองให้มีการดำเนินคดีอาญากับเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง
“ปัจจัยสามประการนี้ทำให้สังคมไม่รู้ถึงสถานการณ์ปัจจุบันเรื่องคนหายในประเทศไทย ความไม่รู้ทำให้บางคนไม่เชื่อว่ามีการบังคับบุคคลให้สูญหายจริง หมายความว่ามีการปฏิเสธว่าไม่มีการกระทำนี้เกิดขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่ความสูญเสียของครอบครัว แต่อาจส่งผลกระทบถึงความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมและหลักนิติธรรมโดยรวม” ภัทรานิษฐ์กล่าว
เธอยังแนะนำว่าอนุสัญญาอุ้มหายมีกลไกให้ความช่วยเหลือทางเทคนิคแก่รัฐภาคีในการค้นหาบุคคลที่สูญหาย ขณะที่ประเทศไทยทั้งเป็นรัฐภาคีตามอนุสัญญาและมีกฎหมายภายในประเทศที่กำหนดความผิดทั้งการทรมานและการบังคับบุคคลสูญหาย จึงควรมีการสร้างบรรทัดฐานให้หลักการสำคัญในกฎหมายมีผลทั้งในระดับการบังคับใช้และระดับนโยบาย
สุดท้าย ภัทรานิษฐ์ฝากถึงเรื่องที่ควรเกิดขึ้นว่า 1) ภาครัฐสามารถค้นหาคนหายและสอบสวนความผิดไปพร้อมกันได้ โดยต้องทำทันทีและไม่จำเป็นต้องรอการร้องเรียนจากญาติคนหาย 2) ประเทศไทยเป็นภาคีอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน การทบทวนการดำเนินงานรอบที่ผ่านมามีข้อเสนอแนะเรื่องการมีส่วนร่วมของญาติผู้เสียหายในกลไกต่างๆ ภายใต้ พ.ร.บ.ซ้อมทรมาน-อุ้มหาย 3) การให้ความคุ้มครองกับญาติผู้เสียหายจะเพิ่มประสิทธิภาพและสัดส่วนความสำเร็จในการสอบสวนและการค้นหาตัวบุคคลที่สูญหายได้
CED ICPPED การบังคับบุคคลให้สูญหาย การบังคับสูญหาย ภัทรานิษฐ์ เยาดำ สิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ สิทธิมนุษยชน อังคณา นีละไพจิตร อุ้มหาย ฮวน ปาโบล อัลบัน อาเลนกัสโตร เพชรรัตน์ ศักดิ์ศิริเวทย์กุล เมธา มาสขาว