PLAYER Profile: กัญจุฑา ภัทรบุญซ่อน จากแชมป์โลกมวยไทย-ยูยิตสู สู่เส้นทาง MMA กับวันที่เรียนรู้ว่า ‘ความสุข’ ไม่จำเป็นต้องควบคุมทุกอย่าง
กว่า 9 ปีบนเส้นทางสายนักสู้ของ แอมป์-กัญจุฑา ภัทรบุญซ่อน เต็มไปด้วยทั้งความสำเร็จและบททดสอบ จากนักมวยไทยอาชีพสู่แชมป์โลกยูยิตสู 3 สมัย แต่ลึกลงไปในชัยชนะเหล่านั้น สิ่งที่เธอทำกลับเป็นเพียง ‘หน้าที่’ มากกว่าสิ่งที่หัวใจรัก
- เส้นทาง 9 ปี กว่าหน้าที่และความรักจะเดินทางมาพบกัน
- ละทิ้งอีโก้ เพื่อเริ่มต้นใหม่ที่แท้จริง
- เมื่อชัยชนะไม่ใช่เป้าหมายเดียวของการมีชีวิต
- คู่แข่งสำคัญ
- MMA แข่งที่ไหน ชิงกี่เหรียญทอง
จนวันหนึ่ง แอมป์ตัดสินใจวางทั้งสถานะและความสำเร็จ ยอมทิ้งอีโก้เพื่อกลับมาเป็น ‘มือใหม่’ บนเส้นทาง MMA จากวันแรกที่ซ้อมจนถึงขั้นอ้วกแตก วันนี้เธอกลายเป็นแชมป์โลกบนสังเวียนแห่งความฝัน และกลายเป็นดาวดวงใหม่ ความหวังเหรียญรางวัลรุ่น 54 กิโลกรัมหญิงของทัพนักกีฬาไทยในเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20
ทว่าสิ่งที่เธอค้นพบบนเส้นทางนักสู้ MMA ไม่ได้มีเพียงชัยชนะ หากคือบทเรียนที่ทำให้รู้จักปล่อยวาง ยอมรับความไม่แน่นอน และเข้าใจว่า การต่อสู้ที่สำคัญที่สุด อาจไม่ใช่การเอาชนะใคร แต่คือการได้เป็นตัวเองและทำในสิ่งที่รัก
เส้นทาง 9 ปี กว่าหน้าที่และความรักจะเดินทางมาพบกัน
ตลอดเส้นทางกว่า 9 ปีในฐานะนักกีฬา แอมป์พูดได้เต็มปากว่า ชีวิตบนสังเวียนที่ผ่านมา ‘สะบักสะบอม’ ไม่น้อย
จากเด็กที่รักกีฬาเป็นทุนเดิม เธอเริ่มต้นเส้นทางนักสู้ด้วยมวยไทย เพราะในเวลานั้น MMA ยังไม่เป็นที่รู้จักในประเทศไทยมากนัก ก่อนก้าวขึ้นมาเป็นนักมวยไทยอาชีพและคว้าแชมป์สภามวยไทยโลก
“แอมป์เป็นคนที่รักกีฬาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และรัก MMA มากๆ แต่ตอนนั้นในประเทศไทยยังไม่ได้รับความนิยม ก็เลยเลือกที่จะเล่นมวยไทย พอถึงวันหนึ่งก็ได้เป็นนักมวยไทยอาชีพ ลงแข่งจนได้แชมป์สภามวยไทยโลก”
ทว่า ความแข็งแกร่งที่พาเธอไปถึงจุดสูงสุดกลับกลายเป็นข้อจำกัด เมื่อแอมป์หาคู่ชกได้ยากในพิกัด 100 ปอนด์ เส้นทางมวยไทยจึงต้องหยุดลง และเธอหันไปเริ่มต้นบทใหม่ในฐานะนักกีฬายูยิตสูทีมชาติไทย
จากนั้นคือการเดินทางสายใหม่ในระดับนานาชาติ พร้อมความสำเร็จถึงขั้นคว้าแชมป์โลกมาได้ 3 สมัย
ชื่อของแอมป์มีทั้งแชมป์และเหรียญรางวัล แต่เมื่อมองย้อนกลับไป เธอกลับรู้สึกว่าสิ่งที่ทำมาตลอดคือ ‘หน้าที่’ มากกว่าสิ่งที่หัวใจต้องการ
เธอเปรียบเทียบชีวิตในช่วงเวลานั้นเหมือนคนที่ต้องนั่งทำงานอยู่หน้าโต๊ะคอมพิวเตอร์ทุกวัน ทั้งที่สิ่งที่อยากทำจริงๆ คือการวาดรูป
หน้าที่คือสิ่งที่ต้องรับผิดชอบ ส่วนความรักคือสิ่งที่เราอยากทำ และสำหรับแอมป์ สิ่งที่ขาดหายไปคือวันที่สองอย่างนี้จะกลายเป็นเรื่องเดียวกัน
กระทั่งวันหนึ่ง MMA เริ่มได้รับความนิยมในประเทศไทยมากขึ้น มีการจัดตั้งสมาคมกีฬาอย่างเป็นระบบ และโอกาสที่เคยดูไกลตัวก็เริ่มเดินเข้ามาหาเธอ
ครั้งนี้แอมป์ไม่ต้องเลือกอีกแล้ว
เธอได้กลับมาทำในสิ่งที่รัก พร้อมกับทำหน้าที่ในฐานะนักกีฬาไปพร้อมกัน
“มันคือความกลมกล่อมที่ลงตัวมากๆ เราใช้คำว่าพร้อมถวายชีวิตให้กีฬานี้เลยก็ได้ จากวันที่เริ่มเป็นนักมวยจนมาถึงวันที่ได้เป็นนักกีฬา MMA มันเหมือนเราได้ทำในสิ่งที่เรารักไปพร้อมๆ กับหน้าที่บนสังเวียน ทุกอย่างมันเลยดีไปหมด สามารถหาเลี้ยงตัวเองได้จากสิ่งที่เราชอบจริงๆ”
ละทิ้งอีโก้ เพื่อเริ่มต้นใหม่ที่แท้จริง
แม้จะได้กลับมาทำในสิ่งที่รัก แต่เส้นทาง MMA กลับไม่ได้เริ่มต้นอย่างสวยงามนัก
ความสำเร็จจากมวยไทยและยูยิตสูไม่ได้ช่วยให้ทุกอย่างง่ายขึ้น เมื่อก้าวเข้าสู่ MMA อย่างจริงจัง แอมป์พบว่าทั้งรูปแบบการแข่งขัน เวลาการแข่งขัน และวิธีการฝึกซ้อม ล้วนแตกต่างออกไป
“พอมาเริ่มเล่นจริงๆ จังๆ ก็รู้สึกว่ามันต่างกันเยอะมาก ทั้งรูปแบบการแข่งขัน เวลาการแข่งขัน วิธีการฝึกซ้อม มันคนละเรื่องกันเลย”
“วันแรกที่กลับมาซ้อมเลยคืออ้วกแตก มันหนักมาก หนักถึงขั้นที่เริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่าหรือว่าเราควรเลิกล้มความตั้งใจนี้ เพราะมันรู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว”
แต่การแข่งขันครั้งแรกกลับกลายเป็นคำตอบ
แม้ยังไม่พร้อมเต็มร้อยและเหนื่อยจนแทบร้องไห้ แอมป์กลับคว้าเหรียญเงินได้สำเร็จ
“บอกกับตัวเองว่าขนาดที่เราไม่พร้อมอะไรเลย เรายังได้เหรียญเงินเลย แล้วข้างหน้าโอกาสมันไม่ได้มีแมตช์นี้แมตช์เดียว บวกกับคนรอบตัวคอยให้กำลังใจ ทำให้ลุกขึ้นสู้ต่อ”
เหรียญเงินครั้งนั้นทำให้แอมป์ตัดสินใจเดินหน้าต่อ แต่สิ่งที่ต้องเปลี่ยนกลับไม่ใช่เพียงร่างกาย หากเป็นตัวตนที่เธอเคยยึดติดมาตลอด
“เราเป็นถึงระดับแชมป์โลกยูยิตซูนะ แต่ทำไมมาเล่น MMA ถึงทำไม่ได้”
คำตอบจึงไม่ใช่การพยายามกลับไปเป็นแชมป์โลกคนเดิม แต่คือการยอมทิ้งมันไว้ข้างหลัง
“ต้องยอมทิ้งอีโก้ทั้งหมดเลย รวมถึงความรู้สึก ทุกๆ อย่าง แล้วมาเริ่มนับหนึ่งใหม่”
เมื่อไม่ต้องแบกสถานะเดิมขึ้นไปบนสังเวียน แอมป์จึงเปิดพื้นที่ให้ตัวเองเรียนรู้ MMA อย่างแท้จริง จากการเริ่มต้นใหม่ เธอค่อยๆ พัฒนาตัวเอง คว้าเหรียญทองแรก ก่อนก้าวไปถึงตำแหน่งแชมป์โลก MMA ในที่สุด
บทเรียนครั้งนั้นเปลี่ยนวิธีมองการแข่งขันของเธอไปอย่างสิ้นเชิง
แอมป์ไม่ได้ขึ้นเวทีด้วยความคิดว่าตัวเองต้องชนะทุกครั้ง แต่ต้องการนำสิ่งที่ฝึกซ้อมมาออกไปแสดงให้ดีที่สุด และเมื่อเลิกกดดันตัวเองว่าต้องชนะทุกครั้ง เธอก็พบว่าคู่ต่อสู้ที่ยากที่สุดอาจไม่ได้อยู่ตรงข้ามบนเวที แต่อยู่ในความคิดของตัวเอง
เมื่อชัยชนะไม่ใช่เป้าหมายเดียวของการมีชีวิต
จากมวยไทยสู่ยูยิตสู และจากยูยิตสูสู่ MMA เส้นทางของแอมป์ไม่ได้สอนเพียงทักษะการต่อสู้ แต่ค่อยๆ เปลี่ยนวิธีที่เธอมองโลกและมองตัวเองไปพร้อมกัน
“แอมป์มองว่า MMA มันเหมือนเราต้องอ่านเกมอยู่ตลอดเวลา ไม่มีทางรู้เลยว่าคู่ต่อสู้จะมาในรูปแบบไหน เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน นักกีฬาก็ต้องเปลี่ยนตาม ทั้งรุก ทั้งรับ และแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ทำให้ต้องใช้ความคิดควบคู่ไปกับพละกำลัง”
“ในชีวิตก็เหมือนกัน จากคนอารมณ์ร้อนกลายมาเป็นคนที่ใจเย็นลงและคิดรอบคอบมากขึ้นก่อนจะลงมือทำอะไร”
ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา แอมป์ต้องเผชิญทั้งคำตัดสิน ความคาดหวัง และภาพจำจากคนรอบข้าง รวมถึงคำถามเกี่ยวกับเพศสภาพที่อยู่กับเธอมาตั้งแต่วัยเด็ก
สิ่งเหล่านี้อาจเคยเป็นบาดแผล แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันก็ทำให้เธอเรียนรู้ว่าอะไรควรเก็บไว้ และอะไรควรวางลง
MMA จึงกลายเป็นพื้นที่ที่แอมป์ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยคำพูด
บนสังเวียนไม่มีคำจำกัดความว่าเพศไหนควรแข็งแกร่งกว่าใคร มีเพียงความสามารถ การฝึกฝน และตัวตนที่แต่ละคนเลือกแสดงออกมา
“ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย ไม่ว่าจะเพศไหน ทุกคนก็มีศักยภาพในตัวเอง”
จากวันที่เคยมองกีฬาผ่านคำว่า ‘หน้าที่’ มาถึงวันนี้ MMA กลับกลายเป็นพื้นที่ที่ทำให้แอมป์ได้พบทั้งความรัก ความฝัน และตัวตนของตัวเอง
เมื่อมองย้อนกลับไป การเดินทางของเธอจึงไม่ได้มีเพียงแชมป์หรือเหรียญรางวัล แต่คือการเรียนรู้ที่จะล้ม ยอมรับข้อบกพร่อง กลับมาเริ่มต้นใหม่ และปล่อยวางในสิ่งที่ไม่อาจควบคุม
เพราะท้ายที่สุดแล้ว การต่อสู้อาจไม่จำเป็นต้องหมายถึงการเอาชนะใคร
บางครั้งมันอาจเป็นเพียงการได้เป็นตัวเอง ทำในสิ่งที่รัก และเมื่อชีวิตพาให้ล้มลง ก็ยังพร้อมลุกขึ้นสู้อีกครั้ง
แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว
คู่แข่งสำคัญ
แม้ กัญจุฑา ภัทรบุญซ่อน จะผ่านการคว้าแชมป์โลกและคว้าแชมป์เอเชียมาแล้ว แต่เอเชียนเกมส์ครั้งนี้ถือเป็นอีกบททดสอบ เพราะนอกจากต้องรับมือกับคู่แข่งฝีมือดีแล้ว เธอยังต้องลงแข่งขันท่ามกลางความกดดันของมหกรรมกีฬาระดับทวีป
หนึ่งในคู่แข่งที่น่าจับตามองคือ Tomoe Katayama จากญี่ปุ่น เจ้าภาพเอเชียนเกมส์ครั้งนี้ ซึ่งนอกจากจะได้เปรียบจากเสียงเชียร์ในบ้านแล้ว ยังเป็นคู่ต่อสู้ที่แอมป์ยอมรับว่าเป็นคนที่เธอหวั่นใจมากที่สุด
เหตุผลสำคัญคือทั้งคู่ยังไม่เคยเผชิญหน้ากันมาก่อนในทัวร์นาเมนต์ระดับนานาชาติ แม้แอมป์จะเคยศึกษาฝีมือของนักสู้เจ้าภาพผ่านเทปการแข่งขันมาบ้างแล้วก็ตาม
อีกหนึ่งคู่แข่งที่ประมาทไม่ได้คือ Vallensia Fahira จากอินโดนีเซีย แม้นักสู้สาวไทยจะเคยเอาชนะด้วยการ TKO ในรอบชิงชนะเลิศการแข่งขันซีเกมส์ 2025 เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา แต่การพบกันบนเวทีเอเชียนเกมส์จะประมาทไม่ได้เช่นกัน
MMA แข่งที่ไหน ชิงกี่เหรียญทอง
MMA หรือ มิกซ์มาเชียลอาร์ต ในเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 ชิงชัย 6 เหรียญทอง แข่งขันระหว่างวันที่ 20-22 กันยายน ที่ นาโกย่า ซิตี้ อินาเอะ สปอร์ตเซ็นเตอร์ เขตฮิกาชิ เมืองนาโกย่า จังหวัดไอจิ
สมาคมกีฬามิกซ์มาเชียลอาร์ตแห่งประเทศไทย ส่งนักกีฬาเข้าร่วม 2 คน ได้แก่ ศักดิ์สิทธิ์ จันทร์หอม รุ่น 71 กิโลกรัมชาย และ กัญจุฑา ภัทรบุญซ่อน รุ่น 54 กิโลกรัมหญิง โดยสมาคมฯ ตั้งเป้าคว้าเหรียญรางวัลจากการแข่งขันครั้งนี้ และทั้งสองคนจะเป็นตัวแทนนักกีฬาไทยที่ลงสนามลุ้นสร้างประวัติศาสตร์ให้กับ MMA ในเอเชียนเกมส์ครั้งแรก