ตีโจทย์ PISA 2025 สัญญาณบวก การศึกษาไทย? - มติชนสุดสัปดาห์

| การศึกษา
ถือเป็นสัญญาณบวก ของการศึกษาไทย เมื่อผลประเมิน PISA 2025 พบว่า คะแนนนักเรียนไทยขยับขึ้นทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการอ่าน ส่งผลให้ประเทศไทยเลื่อนจากอันดับ 58 มาอยู่ที่ 53 ของโลก
กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในฐานะโต้โผหลัก จึงตั้งเป้าหมายใหม่ว่า ในการประเมิน PISA 2029 ประเทศไทยจะขยับขึ้นมาอยู่ใน 50 อันดับแรกของโลก
นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ระบุว่า ผลการประเมิน PISA ของประเทศไทยขยับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้ครั้งนี้มีประเทศเข้าร่วมการประเมินเพิ่มขึ้น จากนี้สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) จะนำผลการประเมินไปวิเคราะห์ในรายละเอียด เพื่อใช้เป็นข้อมูลกำหนดยุทธศาสตร์การจัดการศึกษาของประเทศต่อไป
ผลวิเคราะห์จะเป็นข้อมูลสำคัญในการยกระดับมาตรฐานผู้เรียน และเตรียมความพร้อมสำหรับ PISA ครั้งต่อไปในปี 2029 ซึ่งจะเพิ่มการประเมินด้าน AI Literacy หรือความฉลาดรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์ ศธ.จึงเตรียมจัดทำกรอบ AI Framework ตั้งแต่ระดับปฐมวัย ครอบคลุมทั้งผู้เรียนและครูผู้สอน เพื่อให้สามารถใช้และเข้าใจเทคโนโลยี AI ได้อย่างเหมาะสม
“ที่ผ่านมา ศธ.ได้ปูพื้นฐานและเตรียมความพร้อมเรื่อง PISA ให้กับนักเรียนทั่วประเทศ แต่อันดับและคะแนนที่ขยับขึ้นครั้งนี้เกิดจากหลายปัจจัย จึงต้องนำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์ว่าอะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้ผลการประเมินดีขึ้น และนำไปต่อยอดในการพัฒนาการจัดการศึกษาในโรงเรียนทั่วประเทศ” นายประเสริฐกล่าว
อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลข PISA จะเป็นสัญญาณบวก แต่นายสมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา มองว่า สังคมไทยไม่ควรรีบดีใจจนเกินไป เพราะเมื่อเจาะลึกตัวเลขยังพบโจทย์ใหญ่ที่ระบบการศึกษาไทยต้องเร่งสะสาง
แม้คะแนนไทยปรับตัวดีขึ้น แต่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของ OECD และยังมีความเหลื่อมล้ำด้านผลสัมฤทธิ์ระหว่างนักเรียนกลุ่มคะแนนสูงกับกลุ่มคะแนนต่ำอย่างชัดเจน
โดยยังมี 7 โจทย์ใหญ่ที่ต้องจับตา
1. ระบบดีขึ้น หรือแค่ติวเพื่อสอบ
คะแนน PISA ที่เพิ่มขึ้นทั้ง 3 ด้าน นำมาซึ่งคำถามว่าเกิดจากการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการเรียนรู้จริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงผลจากการติวเข้มระยะสั้นเพื่อทำคะแนน หากเป็นอย่างหลัง ประเทศไทยก็ยังวนอยู่ในวงจรเดิม และไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนได้
2. คะแนนอ่านเพิ่ม แต่เด็กยังอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ แม้คะแนนการอ่านจะดีขึ้น แต่เสียงสะท้อนจากครูและผู้ปกครองยังพบเด็กจำนวนไม่น้อยมีปัญหาอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ หรืออ่านได้แต่จับใจความไม่ได้
3. อันดับขึ้น แต่ยังห่าง OECD
แม้ไทยขยับอันดับขึ้น แต่คะแนนยังตามหลังค่าเฉลี่ย OECD อยู่มาก โดยมีช่องว่างประมาณ 40-50 คะแนน สะท้อนว่า หากมองในมิติของคุณภาพทุนมนุษย์ ประเทศไทยยังต้องเร่งเครื่องอีกมาก
4. คะแนนสูงยังกระจุกตัว
เมื่อเจาะลึกจะพบว่า ผลสัมฤทธิ์ที่สูงมักกระจุกอยู่ในโรงเรียนสาธิต โรงเรียนที่เน้นวิทยาศาสตร์ หรือโรงเรียนขนาดใหญ่ในเมือง ขณะที่โรงเรียน สพฐ. โรงเรียนขยายโอกาส และสถานศึกษาในพื้นที่ห่างไกลยังเผชิญข้อจำกัดด้านทรัพยากร ปัญหานี้คือความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างที่ตัวเลขเฉลี่ยระดับประเทศไม่สามารถปิดบังได้
5. ถึงเวลาปฏิรูปหลักสูตรฐานสมรรถนะ
การขับเคลื่อนหลักสูตรฐานสมรรถนะในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาเริ่มส่งสัญญาณเชิงบวกต่อทักษะการคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหา แต่การขับเคลื่อนยังเป็นไปอย่างล่าช้า
6. รื้อเวลาเรียน คืนพื้นที่ STEM และ Learning by Doing ข้อเสนอหนึ่งคือ แบ่งการเรียนเป็น “ครึ่งวันเรียน ครึ่งวันทำ” ช่วงเช้าเน้นทักษะพื้นฐาน อ่านออก เขียนได้ คิดเลขเป็น
ส่วนช่วงบ่ายเปิดพื้นที่ให้เด็กทำโครงงาน STEM และกิจกรรมตามความสนใจ
ลดความอัดแน่นของ 8 กลุ่มสาระ และเพิ่มทักษะชีวิตที่เด็กสามารถนำไปใช้จริง
7. ปฏิรูประบบราชการ ผูกวิทยฐานะครูกับผลลัพธ์เด็ก โจทย์ใหญ่ที่สุดอาจไม่ได้อยู่ที่เด็ก แต่อยู่ที่ระบบราชการและระบบการบริหารครู การประเมินวิทยฐานะควรลดการเน้นเอกสารและผลงานเชิงธุรการ แล้วหันมาเชื่อมโยงกับผลการเรียนรู้และพัฒนาการของนักเรียนอย่างแท้จริง

สอดคล้องกับนายบุณยพงศ์ โพธิวัฒน์ธนัต ผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ที่เห็นว่า ผลประเมิน PISA 2025 เป็นสัญญาณที่น่ายินดีสำหรับการศึกษาไทย
สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของหลายฝ่ายที่ร่วมกันขับเคลื่อนการศึกษา ทั้งในระดับนโยบายของ ศธ. หน่วยงานต้นสังกัด ผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอน
ตลอดจนผู้ปกครองและนักเรียน ซึ่งแต่ละฝ่ายมีส่วนสำคัญในการจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับทักษะที่จำเป็นในโลกยุคใหม่
ทุกคนพยายามปรับปรุงหลักสูตร วิธีการจัดการเรียนการสอน และพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะที่หลากหลายมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้ผล PISA จะปรับตัวดีขึ้น แต่ยังไม่ควรตีความว่าปัญหาคุณภาพการศึกษาไทยได้รับการแก้ไขแล้วทั้งหมด
เนื่องจากระบบการศึกษายังมีโจทย์สำคัญอีกหลายด้านที่ต้องเร่งดำเนินการ โดยเฉพาะการพัฒนาทักษะการสื่อสาร การอ่านจับใจความ การใช้ภาษา รวมถึงความสามารถในการนำความรู้จากหลายศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในการแก้ไขปัญหา ซึ่งถือเป็นพื้นฐานสำคัญในการเตรียมเด็กไทยให้สามารถแข่งขันและทำงานร่วมกับคนในระดับนานาชาติได้
สิ่งที่ควรให้ความสำคัญมากกว่าการมุ่งติว PISA คือ การนำแนวคิดและลักษณะการประเมินของ PISA มาปรับใช้กับการเรียนการสอนในห้องเรียน เนื่องจาก PISA ไม่ได้เน้นการวัดความสามารถในการจดจำเนื้อหาหรือท่องจำสูตร แต่ให้ความสำคัญกับการนำความรู้ไปใช้ในสถานการณ์จริง รวมถึงการคิดวิเคราะห์ การตีความข้อมูลจากหลายแหล่ง และการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ
ดังนั้น หากโรงเรียนต้องการยกระดับผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน ไม่ควรแก้ปัญหาด้วยการจัดติวข้อสอบเพียงอย่างเดียว เพราะอาจทำให้นักเรียนสามารถทำข้อสอบรูปแบบหนึ่งได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมีทักษะในการคิดและแก้ปัญหาในชีวิตจริงเพิ่มขึ้น
การเปลี่ยนแปลงจึงควรเกิดขึ้นตั้งแต่กระบวนการเรียนรู้ในห้องเรียน ขณะเดียวกัน ครูจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนทั้งด้านองค์ความรู้ เครื่องมือ และเทคโนโลยี เพื่อให้สามารถจัดการเรียนรู้รูปแบบใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“สำหรับประเด็นความเหลื่อมล้ำด้านทรัพยากรและคุณภาพการศึกษาระหว่างโรงเรียนในเมืองกับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล ยอมรับว่าเป็นปัญหาที่มีความซับซ้อน เนื่องจากแต่ละพื้นที่มีข้อจำกัดแตกต่างกัน ทั้งจำนวนครู งบประมาณ อุปกรณ์การเรียนรู้ โครงสร้างพื้นฐาน และโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้”
“อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ภาครัฐสามารถทำได้คือ การใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการลดช่องว่างดังกล่าว โดยเฉพาะการเชื่อมโยงโรงเรียนที่มีความพร้อมสูง ซึ่งมีทั้งครูผู้เชี่ยวชาญ สื่อการเรียนรู้ และองค์ความรู้ ไปยังโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล เพื่อให้เด็กสามารถเข้าถึงแหล่งความรู้ที่มีคุณภาพได้โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางเข้ามาเรียนในเมือง” นายบุณยพงศ์กล่าว
สําหรับผล PISA ที่ปรับตัวดีขึ้นควรเป็นกำลังใจให้ทุกฝ่ายเดินหน้าพัฒนาการศึกษาไทยต่อไป แต่ไม่ควรหยุดอยู่เพียงตัวเลขคะแนนหรืออันดับ เพราะเป้าหมายสำคัญที่สุดคือ การทำให้ผู้เรียนสามารถใช้ความรู้ในการดำเนินชีวิตได้ รวมถึงอยากเสนอแนะให้รัฐบาลและ ศธ.สนับสนุนการศึกษาในทุกภาคส่วนอย่างทั่วถึง โรงเรียนที่มีศักยภาพสูงก็ควรได้รับการส่งเสริมให้ดียิ่งขึ้น
ขณะที่โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล รัฐต้องเร่งกระจายเทคโนโลยีและองค์ความรู้ลงไปให้ทั่วถึง เพื่อให้เด็กทุกพื้นที่ได้รับโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาทักษะให้ทันต่อโลกยุคใหม่
เพราะท้ายที่สุดแล้ว เป้าหมายสูงสุดของการศึกษาไทยไม่ใช่การพาประเทศไปอยู่ในอันดับ 50 ของโลก
แต่คือการทำให้เด็กไทยทุกคนมีคุณภาพชีวิตและโอกาสในการเรียนรู้ที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง