หอการค้าจี้ 'ยกเครื่องสุวรรณภูมิ' รับ Peak Season ชี้ Air Cargo 5.53 ล้านล้าน เสี่ยงฉุดความเชื่อมั่นประเทศ

หอการค้าไทยเร่งผลักดันแก้คอขวดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ หลังเผชิญปัญหาทั้งเที่ยวบินล่าช้า ผู้โดยสาร-สัมภาระตกค้าง และ Air Cargo แออัดจากข้อจำกัดด้านพื้นที่ กำลังคน อุปกรณ์ และขั้นตอนการทำงาน ชี้ 7 เดือนแรกปี 2569 การค้าทางอากาศมีมูลค่าถึง 5.53 ล้านล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นการส่งออก 2.42 ล้านล้านบาท จี้เร่งแก้ก่อนเข้าสู่ Peak Season พร้อมเตรียมเสนอแนวทางระยะเร่งด่วน-กลาง-ยาวต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม 5 ตุลาคมนี้

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หอการค้าไทยกำลังเร่งผลักดันการแก้ไขปัญหาการให้บริการของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิทั้งระบบ หลังช่วง 3-4 วันที่ผ่านมา ฝนตกหนักและน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ส่งผลกระทบต่อการเดินทางเข้า-ออกสนามบิน ขณะเดียวกันเกิดเที่ยวบินล่าช้าและยกเลิกจำนวนมาก รวมถึงมีผู้โดยสารและสัมภาระตกค้าง สร้างผลกระทบต่อผู้โดยสารและนักธุรกิจ

ปัญหาที่เกิดขึ้นมีผลมากกว่าความไม่สะดวกในการเดินทาง เพราะสนามบินเป็นจุดแรกที่ผู้เดินทางสัมผัสเมื่อเดินทางเข้าประเทศ และมีผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ของประเทศไทย

“สนามบินเป็นประตูด่านแรกที่ผู้เดินทางสัมผัสเมื่อมาถึงประเทศไทย การให้บริการที่ติดขัดย่อมกระทบต่อความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ของประเทศ”

สถานการณ์ยิ่งมีความสำคัญ เนื่องจากประเทศไทยกำลังเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปี ซึ่งจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเพิ่มขึ้น และเตรียมเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปี IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569

หอการค้าไทยจึงเห็นว่ารัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งบูรณาการการแก้ปัญหา เพื่อให้ระบบการเดินทางและการให้บริการของท่าอากาศยานกลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

สำหรับการขนส่งสินค้าทางอากาศ หรือ Air Cargo ดร.พจน์ระบุว่า ปัญหาความแออัดและข้อจำกัดของระบบสุวรรณภูมิเป็นปัญหาสะสมมาตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ครอบคลุมทั้งพื้นที่คลังสินค้า กำลังคน อุปกรณ์ และขั้นตอนการทำงาน และเห็นชัดมากขึ้นเมื่อปริมาณขนส่งทางอากาศเพิ่มสูงขึ้น

ข้อมูลช่วงเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2569 ระบุว่า ประเทศไทยมีมูลค่าการค้าผ่านทางอากาศประมาณ 5.53 ล้านล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นการส่งออกประมาณ 2.42 ล้านล้านบาท หรือประมาณหนึ่งในสามของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด

สินค้าสำคัญที่พึ่งพาการขนส่งทางอากาศ ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์ มูลค่ากว่า 1.32 ล้านล้านบาท และสินค้าเกษตรและอาหารกว่า 380,000 ล้านบาท สะท้อนความสำคัญของระบบ Air Cargo ต่อการส่งออกและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ที่ผ่านมา จำนวนเที่ยวบินขนส่งสินค้าแบบเช่าเหมาลำ หรือ Charter Flight และปริมาณสินค้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนระบบต้องรองรับงานในระดับสูง โดยคลังสินค้าของการบินไทย หรือ TG เคยขอระงับการรับ Charter Flight เข้าคลังเป็นการชั่วคราว เพื่อบริหารจัดการสินค้าที่สะสมอยู่

ดร.พจน์กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนข้อจำกัดด้านความสามารถในการรองรับสินค้าของระบบสุวรรณภูมิอย่างชัดเจน

“ปัญหาไม่ได้เกิดจากปริมาณสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ กำลังคน อุปกรณ์ ขั้นตอนการทำงาน และโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้ตรวจสอบความปลอดภัยของสินค้าก่อนขึ้นเครื่อง เมื่อหลายข้อจำกัดเกิดขึ้นพร้อมกัน ก็อาจทำให้การขนส่งติดขัดต่อเนื่องทั้งระบบ”

ขณะที่สถานการณ์น้ำท่วมซึ่งกระทบต่อการเดินทางของพนักงานและผู้โดยสารในช่วงที่ผ่านมา เป็นอีกปัจจัยที่เข้ามาซ้ำเติมปัญหา จึงจำเป็นต้องเร่งยกเครื่องการแก้ไขทั้งระบบ

ด้านปริมาณผู้โดยสารในรอบปี 2569 มีสายการบินให้บริการ 118 สายการบิน รวมประมาณ 340,000 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 1.83% และมีผู้โดยสาร 59.62 ล้านคน ทำให้หอการค้าไทยมองว่า ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิต้องเร่งเพิ่มความรวดเร็วและการอำนวยความสะดวก หากต้องการยกระดับสู่ Global Aviation Hub

นายภูมินทร์ หะรินสุต รองประธานกรรมการหอการค้าไทยและประธานคณะกรรมการ Logistics & Supply Chain สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า คณะกรรมการได้รวบรวมข้อมูลจากผู้ประกอบการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่ Air Cargo เพื่อจัดทำข้อเสนอแก้ปัญหา โดยเห็นว่าต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย

หน่วยงานที่ต้องร่วมกันแก้ไขมีตั้งแต่ผู้ให้บริการคลังสินค้า ท่าอากาศยาน หน่วยงานกำกับดูแลด้านความปลอดภัย กรมศุลกากร สายการบิน ไปจนถึงผู้ประกอบการ

นายภูมินทร์กล่าวว่า หอการค้าไทยขอชื่นชมกรมศุลกากรที่พร้อมปรับขั้นตอนและการปฏิบัติงานเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการในสถานการณ์เร่งด่วน แต่การแก้ปัญหาจะเกิดผลเต็มที่ก็ต่อเมื่อทุกหน่วยงานประสานการทำงานให้สอดคล้องตลอดกระบวนการ

ทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงคมนาคม ควรร่วมกันดำเนินการ โดยเฉพาะก่อนเข้าสู่ช่วงปลายปีซึ่งเป็น Peak Season ของการนำเข้าและส่งออก และจำเป็นต้องลดความแออัด เพิ่มความสามารถในการรองรับสินค้า และสร้างความแน่นอนในการให้บริการ

หอการค้าไทยอยู่ระหว่างผลักดันข้อเสนอทั้งระยะเร่งด่วน ระยะกลาง และระยะยาว โดยเสนอให้จัดตั้งกลไกกลางเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันกำหนดมาตรการ ประสานการดำเนินงาน และติดตามผลอย่างต่อเนื่อง

กลไกดังกล่าวควรระบุผู้รับผิดชอบ กรอบเวลา และตัวชี้วัดอย่างชัดเจน โดยมีหน่วยงานสำคัญ ได้แก่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย หรือ CAAT กรมศุลกากร ผู้ให้บริการคลังสินค้า สมาคมตัวแทนขนส่งสินค้าทางอากาศไทย หรือ TAFA สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

สำหรับระยะยาว นายภูมินทร์ระบุว่า การเพิ่มขีดความสามารถของระบบเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ แต่ควรทบทวนหลักเกณฑ์และเงื่อนไขใน TOR สำหรับการให้สิทธิผู้ประกอบการคลังสินค้ารายใหม่ด้วย

โดยควรกำหนดมาตรฐานด้าน Capacity, Service Level ประสิทธิภาพการให้บริการ และความพร้อมในการรองรับช่วง Peak Season ให้สอดคล้องกับแนวโน้มการเติบโตของ Air Cargo ในอนาคต

หอการค้าไทยได้จัดทำรายงาน “การยกระดับประสิทธิภาพระบบ Air Cargo ของประเทศไทย: กรณีศึกษาปัญหาความแออัด ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ” ซึ่งรวบรวมข้อเท็จจริงและข้อเสนอแนะสำหรับการแก้ไขในแต่ละระยะ

ทั้งนี้ หอการค้าไทยมีกำหนดเข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในวันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม 2569 เพื่อนำเสนอผลการศึกษาและข้อเสนอแก้ไขปัญหา ก่อนสื่อสารแนวทางที่ได้ข้อสรุปไปยังภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

“เรากำลังผลักดันให้ทุกฝ่ายร่วมกันคลี่คลายข้อจำกัดในช่วงเร่งด่วน และวางแนวทางระยะกลางและระยะยาว เพื่อให้สุวรรณภูมิรองรับการเติบโตของ Air Cargo ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสนับสนุนความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย” นายภูมินทร์กล่าว