PCE ผงาดต่อครึ่งปีหลัง! ดีมานด์ B100 โตแรง-น้ำมันบริโภคขยายตัว ดันมาร์จิ้นพุ่ง


บริษัท เพชรศรีวิชัย เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) หรือ PCE ถือเป็นหุ้นปาล์มครบวงจรที่มี “สตอรี่” เด่นในช่วงครึ่งหลังปี 2569 หลังหลายปัจจัยเริ่มเรียงตัวเข้ามาหนุนพร้อมกัน ทั้งฝั่งพลังงาน อาหาร และสินค้าอุปโภคบริโภค ขณะที่ผลประกอบการช่วงที่ผ่านมาเริ่มสะท้อนพัฒนาการด้านความสามารถในการทำกำไรที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน

หนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากความต้องการใช้น้ำมันไบโอดีเซล หรือ B100 ภายในประเทศที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามนโยบายภาครัฐ หลังปรับน้ำมันดีเซลเกรดพื้นฐานจาก B5 เป็น B7 รวมถึงเปิดให้ B20 เป็นอีกหนึ่งทางเลือก ส่งผลให้ความต้องการใช้ B100 มีโอกาสเพิ่มขึ้นตามสัดส่วนไบโอดีเซลที่นำไปผสมในน้ำมันดีเซล

ปัจจัยดังกล่าวถือเป็นแรงส่งโดยตรงต่อ PCE เนื่องจาก B100 เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มที่มีบทบาทสำคัญต่อความสามารถในการทำกำไรของบริษัท โดยเฉพาะในช่วงที่ PCE เดินหน้าปรับโครงสร้างผลิตภัณฑ์ไปสู่สินค้าที่สร้างมาร์จิ้นสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม จุดเด่นของ PCE ในครึ่งหลังปี 2569 ไม่ได้อยู่เพียงการได้รับอานิสงส์จากนโยบายพลังงานเท่านั้น เพราะบริษัทยังอยู่ในช่วงเร่งขยายฐานธุรกิจปลายน้ำอย่างชัดเจน โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์น้ำมันปาล์มเพื่อการบริโภค ซึ่งอยู่ระหว่างเพิ่มกำลังการผลิตจากเดิม 300 ตันต่อวัน เป็น 700 ตันต่อวัน หรือเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัว

กำลังการผลิตใหม่ดังกล่าวคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 4/2569 เพื่อรองรับความต้องการจากกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและฐานลูกค้าที่ขยายตัวต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการขายผลิตภัณฑ์ปลายน้ำ และเปิดโอกาสให้บริษัทเพิ่มสัดส่วนรายได้จากสินค้าที่สร้างมูลค่าเพิ่มมากขึ้น

อีกหนึ่งหมากสำคัญคือการผลักดันแบรนด์น้ำมันปาล์มโอเลอิน “รินทิพย์” ให้เข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้างมากขึ้น หลังผลิตภัณฑ์สามารถเข้าสู่ช่องทาง Modern Trade และวางจำหน่ายใน 7-Eleven ทุกสาขาทั่วประเทศ ได้แล้วในปีนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของบริษัทในการขยายธุรกิจจากตลาดอุตสาหกรรม หรือ B2B ไปสู่ตลาดผู้บริโภค หรือ B2C มากขึ้น

ในช่วงครึ่งแรกปี 2569 แบรนด์ “รินทิพย์” มีสัดส่วนรายได้ประมาณ 2% ของรายได้รวม แม้ยังเป็นฐานที่ไม่สูงมาก แต่การมีช่องทางจำหน่ายครอบคลุมทั่วประเทศถือเป็นโอกาสสำคัญในการเพิ่มการรับรู้แบรนด์ ขยายฐานลูกค้า และเพิ่มยอดขายในระยะต่อไป

หาก “รินทิพย์” สามารถสร้างยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้ PCE มีโครงสร้างรายได้ที่สมดุลมากขึ้น จากเดิมที่เน้นธุรกิจในตลาดอุตสาหกรรมเป็นหลัก ไปสู่การมีรายได้จากตลาดผู้บริโภคมากขึ้น ซึ่งอาจช่วยเพิ่มทั้งความหลากหลายของรายได้และโอกาสในการสร้างมาร์จิ้นที่ดีขึ้นในระยะยาว

ภาพรวมดังกล่าวทำให้ครึ่งหลังปี 2569 ของ PCE มีตัวขับเคลื่อนหลายด้านเกิดขึ้นพร้อมกัน ทั้งความต้องการ B100 ที่ได้รับแรงสนับสนุนจากนโยบาย B7 การเพิ่มกำลังผลิตน้ำมันปาล์มเพื่อการบริโภค และการเร่งขยายตลาด B2C ผ่านแบรนด์ “รินทิพย์”

ที่สำคัญ สตอรี่การเติบโตดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นบนฐานผลประกอบการที่ว่างเปล่า เพราะตัวเลขช่วงที่ผ่านมาเริ่มสะท้อนพัฒนาการด้านความสามารถในการทำกำไรที่ดีขึ้น โดยไตรมาส 2/2569 ทาง PCE มีกำไรสุทธิ 214.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 59.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 134.3 ล้านบาท ขณะที่มีรายได้รวม 7,057.8 ล้านบาท

ส่วนงวด 6 เดือนแรกปี 2569 บริษัทมีกำไรสุทธิ 220.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36.0% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 162.4 ล้านบาท และมีรายได้รวม 12,180.6 ล้านบาท สะท้อนว่าการบริหาร Product Mix และโครงสร้างธุรกิจเริ่มสร้างผลลัพธ์เชิงบวกมากขึ้น

อีกตัวเลขสำคัญที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของคุณภาพกำไร คือ EBITDA Margin ที่เพิ่มขึ้นเป็น 4.5% จาก 1.9% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีแรงสนับสนุนจากการเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม โดยเฉพาะ B100 และน้ำมันปาล์มกึ่งบริสุทธิ์ หรือ RBDPO

การขยับขึ้นของ EBITDA Margin มากกว่าเท่าตัว สะท้อนให้เห็นว่า PCE ไม่ได้เติบโตจากปริมาณขายเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มเห็นผลจากการบริหารส่วนผสมผลิตภัณฑ์ให้มีสัดส่วนสินค้าที่สร้างผลตอบแทนสูงขึ้น คาดว่าจะสามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรในระดับดังกล่าวได้ต่อเนื่อง

เบื้องหลังพัฒนาการดังกล่าวมาจากจุดแข็งของ PCE ในฐานะผู้ประกอบการที่มีโครงสร้างธุรกิจครอบคลุมหลายส่วนของห่วงโซ่ปาล์มน้ำมัน ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การผลิต การซื้อมาขายไป หรือ Trading การบริหารคลังสินค้าและท่าเทียบเรือขนาดใหญ่ ไปจนถึงระบบขนส่งทั้งทางรถและทางเรือ รวมถึงช่องทางจำหน่ายที่รองรับทั้งลูกค้าอุตสาหกรรมและผู้บริโภคทั่วไป

โครงสร้างธุรกิจแบบครบวงจรช่วยให้บริษัทมีความยืดหยุ่นในการบริหารวัตถุดิบ ปรับสัดส่วนผลิตภัณฑ์ และเลือกช่องทางจำหน่ายให้เหมาะสมกับภาวะตลาด ซึ่งถือเป็นข้อได้เปรียบสำคัญในธุรกิจปาล์มน้ำมันที่ต้องเผชิญทั้งความผันผวนของราคาวัตถุดิบและการแข่งขันด้านมาร์จิ้น

ขณะเดียวกัน การมีธุรกิจ Trading คลังสินค้า และระบบโลจิสติกส์อยู่ใน Ecosystem เดียวกัน ยังช่วยให้ PCE สามารถบริหาร Supply Chain ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งในด้านต้นทุน ความคล่องตัวในการกระจายสินค้า และความสามารถในการจัดสรรวัตถุดิบเข้าสู่ผลิตภัณฑ์ที่ให้ผลตอบแทนเหมาะสมในแต่ละช่วงเวลา

ดังนั้น ภาพของ PCE ในช่วงครึ่งหลังปี 2569 จึงไม่ได้มีเพียงประเด็นว่ากำไรจะเติบโตต่อได้มากน้อยเพียงใด แต่ยังอยู่ที่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างธุรกิจในระยะถัดไป เพราะบริษัทกำลังเดินหน้าพร้อมกันทั้งการเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม การขยายกำลังผลิตปลายน้ำ และการสร้างแบรนด์ในตลาดผู้บริโภค

หากกำลังการผลิตใหม่ระดับ 700 ตันต่อวัน สามารถก่อสร้างเสร็จสิ้นได้ตามแผนในไตรมาส 4/2569 พร้อมกับยอดขาย B100 และ “รินทิพย์” ที่ขยายตัวต่อเนื่อง จะช่วยให้โครงสร้างรายได้ของ PCE มีความหลากหลายมากขึ้น และเพิ่มสัดส่วนรายได้จากผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วยในระยะถัดไป

ด้วยภาพดังกล่าว PCE จึงกำลังเปลี่ยนมุมมองจากหุ้นที่อิงวัฏจักรสินค้าโภคภัณฑ์เพียงอย่างเดียว ไปสู่ธุรกิจที่มีทั้ง Energy Play, Food Play และ Consumer Play อยู่ภายใต้โครงสร้างเดียวกัน

และหากแผนขยายกำลังผลิต การเพิ่ม Product Mix มูลค่าสูง และการขยายแบรนด์ผู้บริโภคเดินหน้าได้ตามเป้าหมาย จุดเปลี่ยนสำคัญของ PCE ในรอบนี้อาจไม่ได้อยู่เพียงการเพิ่มขึ้นของรายได้ แต่คือการยกระดับ “คุณภาพของรายได้” และ “ความสามารถในการทำกำไร” ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางการเติบโตของบริษัทในระยะถัดไป