Painful Death: ความตายของชีวิตเปราะบางใต้โครงสร้างรัฐผุพัง

แม้ ‘ความตาย’ จะฟังดูเป็นเรื่องไกลตัว แต่ในขณะเดียวกันก็ใกล้ตัวเสียเหลือเกิน เพราะสัจธรรมข้อหนึ่งคือมนุษย์ทุกคนเกิดมาล้วนต้องตาย

หลายคนมีจินตภาพถึงวาระสุดท้ายที่แตกต่างกันไป ปัจจุบันจึงมีการออกแบบความตาย การเตรียมพร้อมรับมือเพื่อการจากไปอย่างสงบ ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือภาพอุดมคติที่เราต่างอยากไปให้ถึง

แม้ความตายจะไม่เลือกชนชั้นวรรณะ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าการตายอย่างมีศักดิ์ศรีและ ‘ตายดี’ กลับเป็นสิทธิที่เข้าถึงได้เฉพาะคนบางกลุ่มเท่านั้น ในขณะที่คนจำนวนมหาศาลในสังคมกลับไม่มีโอกาสนั้น

ปรากฏการณ์การตายตามลำพังและการตายอย่างเจ็บปวด มักเกิดขึ้นบ่อยครั้งกับกลุ่มเปราะบางในสังคม โจทย์ข้อใหญ่คือ แม้ความตายจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่การตายอย่างโดดเดี่ยวเป็นสิ่งที่ป้องกันได้ และปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องความบกพร่องของปัจเจก หากแต่เป็นภาพสะท้อนความล้มเหลวเชิงโครงสร้างของรัฐ

เมื่อกลุ่มคนไร้บ้าน ผู้สูงอายุที่อยู่ใต้เส้นความยากจน ผู้ไร้สถานะทางทะเบียน และผู้คนอีกมากมายยังคงอยู่นอกสายตาของรัฐ คำถามสำคัญคือ เราจะสร้างระบบการโอบอุ้มอย่างไร เพื่อให้ทุกคนในสังคมสามารถเลือกที่จะ ‘ตายดี’ ได้อย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง

หมายเหตุ: เรียบเรียงเนื้อหาบางส่วนจากหัวข้อ ‘ความตายอันเจ็บปวดใต้เงาวิกฤต: รัฐ โครงสร้าง และการจัดลำดับช่วงชั้นของชีวิตที่เปราะบาง’ จากงานประชุมวิชาการมานุษยวิทยา 69 ‘ใต้เงาวิกฤต: ชีวิตและจินตภาพใหม่ในความผุพังเชิงโครงสร้าง’ จัดขึ้นโดยศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ระหว่างวันที่ 8-10 กรกฎาคม 2569

การจัดการความตายของศูนย์คนไร้บ้าน – ทรงสิริ พุทธธงชัย 

ผศ.ดร.ทรงสิริ พุทธธงชัย จากคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เริ่มต้นให้ภาพรวมว่า ศูนย์คนไร้บ้านในประเทศไทยแบ่งออกเป็นหลายประเภท ได้แก่ 1. สังกัดกรุงเทพมหานคร เช่น บ้านอิ่มใจ 2. ศูนย์คุ้มครองและเสริมสร้างคุณภาพชีวิต สังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ประจำจังหวัดต่างๆ 3. ศูนย์คนไร้บ้านภายใต้มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย ซึ่งอยู่ภายใต้ พม. และ 4. โครงการห้องเช่าคนละครึ่ง ซึ่งเป็นโครงการริเริ่มของมูลนิธิกระจกเงา 

“แม้ว่าองค์กรต่างๆ จะร่วมมือกันผลักดันให้การไร้บ้านเป็นเพียงสภาพชั่วคราว แต่ในความเป็นจริง ผู้สูงอายุที่ไม่สามารถทำงานได้แล้วยังคงต้องอาศัยอยู่ในศูนย์เปรียบเสมือนเป็นที่พึ่งพิงสุดท้ายในชีวิต” ทรงสิริกล่าว

จากการสอนรายวิชาการวิจัยประเมินผลและวิชาการละครแบบมีส่วนร่วมในฐานะเครื่องมือของการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ทรงสิริได้ศึกษาศูนย์คนไร้บ้านภายใต้มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย ซึ่งอยู่ภายใต้ พม. โดยนำแบบฝึกหัดทางการแสดงมาใช้สำรวจมุมมองเรื่องความตายกับกลุ่มคนไร้บ้าน พบว่าจากผู้เข้าร่วมเวิร์กช็อป 14 คน มีเพียง 3 คนที่อยากพูดถึงความตาย โดยคุณป้าท่านหนึ่งสะท้อนความรู้สึกว่า “นึกถึงว่าเมื่อไหร่จะตายสักที จะได้พ้นจากชีวิตที่มันซ้ำซากน่าเบื่อทุกวันทุกวัน ซ้ำๆ เดิมๆ” ขณะที่อีกท่านนึกถึงการนอนและการเดิน ส่วนอีกท่านหนึ่งมีความต้องการอยากตายแบบสบายๆ

เมื่อให้สมาชิกทดลองทำ image theater หรือละครภาพนิ่งเกี่ยวกับความตาย ภาพออกมาเป็นคนนอนโดยมีอีกคนนั่งพนมมือคล้ายพิธีกรรมในวัดหรือบ้านทั่วไป แต่เมื่อให้สมาชิกทำละครเคลื่อนไหว กลับกลายเป็นว่าตัวละครนั้นประสบอุบัติเหตุรถชนเสียชีวิต ซึ่งตอกย้ำว่าความตายอาจมาในรูปแบบของอุบัติเหตุ หรือเป็นสิ่งที่มีความไม่แน่นอน

เมื่อสอบถามสมาชิกถึงสิ่งที่อยากให้ศูนย์คนไร้บ้านจัดเตรียมเพื่อให้เกิดความอบอุ่นใจก่อนวาระสุดท้าย คำตอบที่ได้คือการสนับสนุนอาหารเช้าเพียงวันละมื้อ มีขนมและอาหารแจก รวมถึงอยากให้ศูนย์ได้รับการพัฒนาให้เป็นที่รู้จัก ผู้คนจะได้เข้ามามากกว่านี้

จากที่กล่าวมานี้ ทรงสิริเน้นย้ำว่า “โดยทั่วไปแล้ว การจัดการความตายมักหมายถึงการดูแลระยะสุดท้าย หรือการดูแลแบบประคับประคอง และการทำพินัยกรรมชีวิต หรือการจัดการความสูญเสีย แต่ในสถานการณ์ของสมาชิกศูนย์คนไร้บ้าน การจัดการความตายน่าจะเริ่มจากการอยู่ดีให้ได้ก่อน ไม่อย่างนั้น อยู่ก็เหมือนกับตาย

“การจัดการความตายที่ดิฉันหมายถึง คือการอยู่อย่างมีคุณภาพชีวิตและศักดิ์ศรีในระหว่างที่มองเห็นความตายลอยอยู่ตรงหน้า” ทรงสิริกล่าว 

แม้ภาคประชาสังคมจะขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างเข้มแข็ง แต่ในทางปฏิบัติยังคงเผชิญความท้าทายในหลายด้าน ได้แก่

  • มิติด้านสาธารณสุข: มีโครงการสุขภาวะข้างถนนช่วยดูแลผู้ป่วยพักฟื้นระยะสั้น โดยจัดตั้งอพาร์ตเมนต์เป็นศูนย์พักพิงทางการแพทย์ชั่วคราว สำหรับรองรับผู้ป่วยที่เพิ่งออกจากโรงพยาบาลและต้องการการดูแลต่อเนื่อง แต่ยังมีข้อจำกัดที่ผู้ป่วยต้องช่วยเหลือตัวเองได้ ทำให้ผู้ป่วยระยะท้ายที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ตกหล่นจากระบบโดยไร้บริการรองรับไม่ว่าจะอยู่ในศูนย์พักพิงใด
  • มิติด้านกฎหมาย: กลุ่ม Peaceful Death และบริษัท ชีวามิตร วิสาหกิจเพื่อสังคม พยายามผลักดันการวางแผนการดูแลล่วงหน้า โดยมีแบบฟอร์มให้ระบุความต้องการรับหรือปฏิเสธการแพทย์ยื้อชีวิต แต่ความท้าทายอยู่ที่ส่วนที่ 3 ของแบบฟอร์ม ซึ่งกำหนดให้ผู้ทำพินัยกรรมชีวิตต้องระบุชื่อผู้ตัดสินใจแทนอย่างชัดเจน เพื่อให้ทำหน้าที่กำหนดแนวทางในวาระสุดท้ายและการจัดการร่างหลังเสียชีวิต
  • มิติด้านจิตวิทยา: ศูนย์พักพิงฉุกเฉินทั่วไปมักมีบริการจิตแพทย์และกลุ่มดนตรีบำบัด แต่บริการเหล่านี้ยังเข้าไม่ถึงศูนย์คนไร้บ้าน โดยส่วนใหญ่ยังพึ่งพาการนิมนต์พระสงฆ์ประกอบพิธีตามความเชื่อ ซึ่งก่อให้เกิดคำถามถึงความครอบคลุมสำหรับผู้ที่นับถือศาสนาอื่นหรือไม่มีศาสนา
  • มิติด้านการจัดการหลังการตาย: ศูนย์คนไร้บ้านสามารถดำเนินการจัดการศพตามกฎหมายได้ แต่ในกรณีไร้ญาติ ศูนย์จำเป็นต้องประสานงานกับวัดใกล้เคียงที่มีค่าใช้จ่ายไม่สูง หรือส่งต่อให้มูลนิธิการกุศลอย่างมูลนิธิร่วมกตัญญูเข้ามาช่วยเหลือดำเนินการแทน

ความฝันและอนาคตที่ไร้ความตาย – ศยามล เจริญรัตน์

ดร.ศยามล เจริญรัตน์ อาจารย์ประจำสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เริ่มต้นตั้งคำถามกับผู้ฟังในห้องประชุมว่า มีใครรู้จักคนไร้บ้านบ้าง ซึ่งทุกคนต่างตอบว่ารู้จัก แต่เมื่อถามลึกลงไปว่ารู้หรือไม่ว่าพวกเขาเป็นใคร กลับไม่มีใครสามารถตอบได้ สะท้อนว่าในสังคมยังมีกลุ่มคนที่โครงสร้างรัฐมองไม่เห็นหรือไม่โอบอุ้ม

ศยามลยกคำกล่าว “จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน” ของ ศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เพื่อชวนตั้งคำถามว่าเราจะสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างคำกล่าวนี้หรือไม่ โจทย์ชีวิตของเราถูกออกแบบขึ้นมาโดยใคร และโครงสร้างสังคมถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใครกันแน่ ในขณะที่คนบางกลุ่มได้รับการออกแบบชีวิตให้เกิด ทำงาน แก่ และตายอย่างสงบ แต่กลับมีเด็กและเยาวชนไร้สถานะทางทะเบียนอีกนับแสนคน และอีกกว่าหนึ่งล้านคนที่ต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา ทั้งที่อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กระบุไว้ชัดเจนว่าเด็กทุกคนต้องได้รับการศึกษา

เมื่อมองภาพรวมของประชากรวัยทำงาน 40 ล้านคน พบว่ามีถึง 21 ล้านคนที่อยู่นอกระบบ และอีก 11.4 ล้านคนอยู่ในภาคเกษตรกรรม ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ไม่มีวันได้เกษียณจนกว่าจะทำงานไม่ไหว แม้ผู้สูงอายุไทยจะมีรายได้เฉลี่ย 12,000 บาทต่อเดือน แต่เกษตรกรสูงอายุกลับมีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อปี กล่าวคือยังคงอยู่ในเส้นความยากจน ศยามลยกตัวอย่างกรณีกลุ่มชาติพันธุ์บนที่สูงที่ไม่ได้แจ้งเกิด ได้รับการศึกษาน้อย และต้องทำงานตามฤดูกาลจนทำให้ไม่มีสิทธิเกษียณ แม้จะอายุเข้าวัย 70 กว่าปีแล้วก็ยังต้องทำงานทุกวัน เพราะการหยุดงานหมายถึงการหยุดรายได้

วงจรชีวิตเหล่านี้เริ่มต้นตั้งแต่การไม่มีสถานะ ทำให้เข้าไม่ถึงการศึกษาและถูกผลักให้อยู่ในระบบแรงงานนอกระบบทั้งหมด จนกระทั่งอายุ 60 ปี กลับไม่มีเงินออมหรือเงินเกษียณ เมื่อเจ็บป่วยก็รักษาไม่ได้ หากเข้าไม่ถึงสิทธิเหล่านี้แล้ว พวกเขาจะเลือกตายดีได้อย่างไร 

‘เกษียณสำราญ’ ที่มีทั้งเงินออม บำนาญชดเชย สวัสดิการ ประกันสังคม และประกันสุขภาพ ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน ในเมื่อคนไทยต้องเผชิญกับปัญหาการเป็นหนี้เร็ว เป็นหนี้นาน และเป็นหนี้จนแก่ ความไม่เท่าเทียมสะสมและบานปลายขึ้นเรื่อยๆ เมื่อผู้สูงอายุบางกลุ่มมีรายได้เพียงปีละ 30,000 บาท ย่อมไม่สามารถเรียกว่าเกษียณสำราญได้ ในขณะที่นโยบายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเดือนละหนึ่งพันบาทก็ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ ทำให้คนชราหลายคนยังต้องดิ้นรนทำงานหนัก

“คำถามคือเมื่อการเกษียณคือการมีอภิสิทธิ์ อภิสิทธิ์นั้นมอบให้ใครบ้าง นี่คือโจทย์ที่เราจะคุยกัน” ศยามลชวนตั้งคำถาม

ประเด็นดังกล่าวเชื่อมโยงมาถึงมิติแห่งความตาย ว่าด้วยทางเลือกระหว่างการปล่อยให้จากไปตามวาระหรือการยื้อชีวิต กลุ่มคนเปราะบางที่ไร้เอกสาร สถานะไม่มั่นคง หรือไม่มีบัตรประชาชน มักเผชิญความยากลำบากในการเข้าถึงสิทธิการรักษาพยาบาล จนอาจเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ในทางตรงกันข้าม ฝั่งที่มีสุขภาพดีและมีกำลังทรัพย์กลับสามารถเข้าถึงการรักษาหรือยื้อชีวิตได้ทุกเมื่อ คำถามที่จึงตามจึงคือ สิทธิในการเข้าถึงการตายดีมีจริงหรือเปล่า และเราเลือกการตายได้จริงหรือไม่

“ใครมีสิทธิกำหนดชีวิตตัวเองบ้าง การจะกำหนดได้แปลว่าคุณต้องมีตัวตนในสายตารัฐ ถ้าคุณไม่มีบัตรประชาชน ไม่มีสถานภาพทางกฎหมาย แล้วคุณอยู่ในสายตารัฐหรือเปล่า คุณมีโอกาสสร้างอนาคตคุณหรือเปล่า มีสิทธิเข้าถึงการดูแลที่เหมาะสมไหม แก่แบบไม่ยากจนได้ไหม หรือกำหนดการตายของคุณแบบตายดีได้ไหม

“ชีวิตออกแบบได้จริงหรือเปล่า หรือเราไม่ได้ออกแบบมันเลย ถ้าออกแบบได้จริง เกิดมาแล้วต้องมีที่อยู่ อยากเรียนก็ได้เรียน มีงานที่ดี (decent work) แก่แบบมีคุณภาพ หยุดงานได้จริง ป่วยต้องรักษาได้ และต้องตายดี นี่คือสิ่งที่เราอยากเห็นว่าชีวิตออกแบบได้

“จะคนไร้บ้าน จะกลุ่มชาติพันธุ์ จะแรงงานนอกระบบ ถ้าเขาไม่อยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์ เราไม่สามารถรู้จักคนเหล่านั้นได้ครบหรอก แต่สิ่งที่อยากจะบอกก็คือ เขาอยู่ตรงนั้น อยู่ในสังคมร่วมกับเรา แล้วเราสร้างโจทย์ว่า ถ้าสังคมมันเป็นธรรมมากพอ ทุกชีวิตจะได้โอกาสที่จะตายดี ถ้าเราเชื่อว่าเส้นสุดท้ายของชีวิตเราคือตายดี มันจะบรรจบอยู่ที่ตรงนั้น” ศยามลทิ้งท้าย

ความตายที่ถูกผลิต: โครงสร้างรัฐกับความเจ็บปวดในช่วงท้ายชีวิต – บุษบงก์ วิเศษพลชัย

ดร.บุษบงก์ วิเศษพลชัย นักวิจัยอิสระ เริ่มต้นด้วยการชี้ให้เห็นว่ามีผู้คนจำนวนมากในสังคมที่ต้องเผชิญกับ ‘การตายตามลำพัง’ โดยมีข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์มากมายรายงานเหตุการณ์เหล่านี้ เช่น หนุ่มพนักงานบริษัท ติดต่อไม่ได้นาน 3 วัน ถูกพบเสียชีวิตในห้องพัก, ดาบตำรวจเสียชีวิตในบ้านพักจนเพื่อนบ้านได้กลิ่นโชยออกมา, ชายวัย 39 ปีเสียชีวิตปริศนาในบ้านนานถึง 5 วัน, กระทั่งชายวัย 67 ปีที่เสียชีวิตลำพังในบ้านโดยมีสุนัข 6 ตัวเฝ้าไม่ห่างและเริ่มแทะกินร่าง ข่าวเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ถูกเผยแพร่ผ่านหน้าสื่อ แต่ในความเป็นจริงยังมีการเสียชีวิตตามลำพังที่ไม่ได้เป็นข่าวอีกหลายรายกรณี

นอกจากการตายตามลำพังแล้ว บุษบงก์กล่าวว่ายังมี ‘painful death’ หรือการสิ้นสุดชีวิตอย่างทุกข์ทรมาน เช่น ช่วงโควิด-19 มีกรณีแม่ตกงาน มีลูกพิการทางสมอง และมีโรคประจำตัว เสียชีวิตในบ้านจนลูกต้องอดอาหารเสียชีวิตไปอีกราย หรือกรณีเด็กสามพี่น้องอายุ 13, 11 และ 7 ปี กอดคอกันเดินลงทะเลฆ่าตัวตายเพราะผู้เป็นพ่อติดยาและทุบตีที่อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช

“การตายตามลำพังหรือการสิ้นสุดชีวิตอย่างทุกข์ทรมานของประชากรไม่ใช่โชคชะตาหรือความบกพร่องส่วนตัว แต่คือผลผลิตที่คาดเดาได้ของโครงสร้างรัฐ เกิดขึ้นจากระบบสาธารณสุข และระบบเศรษฐกิจที่สร้างความไม่เท่าเทียมกันในการตาย” บุษบงก์ย้ำ

ปรากฏการณ์การตายตามลำพังนี้สอดคล้องกับคำว่า ‘โคโดคุชิ’ (Kodokushi) ในภาษาญี่ปุ่น โดยข้อมูลเมื่อปี 2567 พบว่าญี่ปุ่นมีผู้เสียชีวิตโดยไม่มีผู้พบเห็นสูงราว 76,000 ราย ระยะเวลาที่ยาวที่สุดที่พบคือเสียชีวิตไปนานถึง 3 ปี กว่าจะมีผู้พบร่าง เนื่องจากระบบตัดค่าน้ำค่าไฟหักเงินจากบัญชีจนกระทั่งเงินหมดและมียอดค้างชำระ ซึ่งน่าสะท้อนใจว่าหากมีเงินในบัญชีมากกว่านี้ คงใช้เวลานานหลายปีกว่าจะพบร่าง

นอกจากนี้ บุษบงก์กล่าวถึงอีกปัญหาสำคัญคือการตายเพราะเข้าไม่ถึงการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพ ซึ่งถือเป็นตัวชี้วัดความเจริญของประเทศ ในอดีตเรามักใช้ตัวชี้วัดจากอัตราการเสียชีวิตของเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีจากโรคที่ไม่ควรเสียชีวิตอย่างท้องเสีย ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยก็ยังคงใช้เกณฑ์นี้อยู่โดยยังไม่มีตัวชี้วัดใหม่ๆ ที่สะท้อนปัญหาจริง เช่น เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีที่เสียชีวิตจากการถูกพ่อแม่ทำร้าย หรือเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีที่พยายามฆ่าตัวตาย 

ยิ่งไปกว่านั้น ยังไม่มีการเก็บข้อมูลอย่างจริงจังเกี่ยวกับเด็กที่จะกลายเป็นผู้ป่วยจิตเวชในอนาคต เนื่องจากเด็กที่เกิดจากมารดาที่ติดยาเสพติดจะเผชิญกับภาวะถอนยาตั้งแต่ลืมตาดูโลก (amphetamine withdrawal) โดยบุษบงก์พบว่าในอำเภอขนาดเล็กอำเภอหนึ่ง มีเด็กถึง 25 คนที่ได้รับการยืนยันว่าเกิดจากแม่ที่ใช้สารเสพติด และนี่เป็นเพียงตัวเลขจากผู้ที่มาฝากครรภ์เท่านั้น ตัวเลขทั้งหมดอาจมากกว่านี้ด้วยซ้ำ ทว่าประเทศไทยกลับยังไม่มีระบบตัวชี้วัดเพื่อรองรับเด็กเหล่านี้ ซึ่งท้ายที่สุดแล้วพวกเขาก็จะเติบโตขึ้นพร้อมกับปัญหาด้านสุขภาพจิตอย่างเลี่ยงไม่ได้

ขณะเดียวกัน เรายังพบ “การตายโง่ๆ” หรือการตายที่สามารถป้องกันได้อีกมากมาย เช่น เหตุการณ์ตึก สตง. ถล่ม หรือสะพานพระราม 2 พังลงมาคร่าชีวิตผู้คน ซึ่งไม่ใช่ความผิดของปัจเจกผู้เสียชีวิต แต่เกิดจากผู้เซ็น TOR หรือนอกจากนี้ยังมีการตายบนท้องถนน เช่นกรณีเด็กชายที่มีภาวะออทิสติกขับรถกระบะชนพระภิกษุมรณภาพ 10 รูป หากได้รับการวินิจฉัยและพัฒนาการติดตามอย่างต่อเนื่อง เหตุการณ์นี้ก็อาจไม่เกิดขึ้น

ถัดไป บุษบงก์อธิบายว่าการเสียชีวิตตามลำพังด้วยโรคภัยและเหตุฉุกเฉินยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางระบบการแพทย์ฉุกเฉินหรือ EMS ของประเทศที่ปัจจุบันอยู่ภายใต้การดูแลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ซึ่งมีความครอบคลุมเพียง 71.8% ทำให้ในยามที่เกิดเหตุฉุกเฉินที่บ้าน การหาพาหนะเพื่อนำส่งโรงพยาบาลอย่างทันท่วงทีจึงยากลำบาก 

บุษบงก์ได้สรุป 4 เหตุผลหลักที่ทำให้เกิดความตายที่เจ็บปวด ได้แก่

  1. ความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงการดูแลระยะสุดท้าย ประเทศไทยยังคงเข้าถึงมอร์ฟีนได้ยากกว่าประเทศอื่นๆ
  2. ความสัมพันธ์ระหว่างความยากจนกับความเจ็บปวดที่ไม่ได้รับการบรรเทา
  3. การทำให้ผู้สูงอายุต้องอยู่โดดเดี่ยวในพื้นที่ชายขอบ ไร้สถานะ และถูกมองไม่เห็นในระบบ
  4. โครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ไม่มีหลักประกันความมั่นคงในชีวิต

เมื่อหันไปมองแนวทางต่างประเทศว่าจัดการเรื่องการตายตามลำพังอย่างไร บุษบงก์ยกตัวอย่างเกาหลีใต้ที่มีกฎหมายเป็นรูปธรรมชัดเจน คือ Lonely Death Prevention Act กฎหมายฉบับนี้เปลี่ยนกรอบคิดของการตายตามลำพังให้กลายเป็นปัญหาที่รัฐมีหน้าที่ต้องค้นหา ป้องกัน เฝ้าระวัง และจัดการข้อมูลอย่างเป็นระบบ ซึ่งระบุชัดว่า “การตายตามลำพังไม่ใช่เหตุส่วนบุคคล แต่เป็นผลลัพธ์ปลายทางของการแยกตัวทางสังคม ความเปราะบาง และความล้มเหลวของระบบ คือรัฐผิด ไม่ใช่ปัจเจกผิด”

ตัวอย่างมาตรการที่เกาหลีใต้ดำเนินการต่อการจัดการปัญหาดังกล่าว เช่น การใช้ปลั๊กไฟอัจฉริยะและทีวีอัจฉริยะ หากพบว่าไม่มีการเสียบปลั๊กหรือเปิดใช้งานทีวี ระบบจะส่งสัญญาณเตือนไปยังผู้ควบคุมให้รับรู้ความผิดปกติ หรือการทำข้อตกลงกับบริษัทเอกชนในการจัดส่งนมให้ผู้สูงอายุทุกๆ 2 วัน ซึ่งพนักงานส่งนมจะสังเกตไปในตัวว่าพวกเขายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ตลอดจนการใช้ตุ๊กตาอัจฉริยะเป็นเพื่อนผู้สูงอายุ ซึ่งมาตรการเหล่านี้ไม่ได้ใช้งบประมาณมหาศาลเลยเมื่อเทียบกับ TH-AI Passport ของไทย

ท้ายที่สุดแล้ว เมื่อกล่าวถึงข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย บุษบงก์ทิ้งท้ายว่า คำว่านโยบายไม่ได้หมายความว่าต้องรอหนทางจากนักการเมืองระดับชาติเท่านั้น นักการเมืองท้องถิ่น อย่างนายก อบต. ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของการเมืองเช่นเดียวกัน เราสามารถผลักดันการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ในระดับท้องถิ่นได้

ในช่วงท้ายของงาน มีการแลกเปลี่ยนกับผู้เข้าร่วมฟังเสวนา หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ผู้ฟังหลายรายกล่าวตรงกันคือการสร้างความเข้าใจว่าคนไร้บ้านมิใช่ผู้สร้างปัญหา หากแต่เป็นกลุ่มคนที่ถูกผลักดันให้ตกอยู่ในภาวะเปราะบางด้วยโครงสร้างทางสังคม โดยผู้เข้าร่วมรายหนึ่งยกตัวอย่างกรณีของเชียงใหม่ กำลังจะทำเมืองมรดกโลก มีการจัดระเบียบและกวาดล้างคนไร้บ้านให้ออกไปพ้นสายตา

ทั้งนี้ ไม่มีผู้ใดมีความประสงค์จะใช้ชีวิตอยู่บนท้องถนน หากแต่พวกเขาต้องเผชิญกับภาวะขาดทุนทางเศรษฐกิจและสูญเสียโอกาสในชีวิต อันเนื่องมาจากความล้มเหลวของระบบเศรษฐกิจและวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 จนกระทั่งหลุดออกจากระบบการจ้างงานและไม่สามารถแบกรับภาระค่าเช่าที่อยู่อาศัยได้ คนไร้บ้านจึงไม่ใช่คนแปลกหน้า หากแต่เป็นกลุ่มเปราะบางในสังคมที่ความมั่นคงในชีวิตมีความเปราะบางเป็นทุนเดิม และทุกคนต่างมีความเสี่ยงที่จะเป็นคนไร้บ้านหากเผชิญกับวิกฤตทางเศรษฐกิจโดยไม่มีเงินออมมากพอ 

ขณะเดียวกัน ผู้เข้าร่วมเสวนายังถามถึงความท้าทายในการแก้ไขภาพจำเชิงลบของคนไร้บ้านที่มักถูกผลิตซ้ำผ่านสื่อสังคมออนไลน์และอินฟลูเอนเซอร์ ภาพจำนี้สร้างกระแสความหวาดกลัวว่าคนไร้บ้านอันตรายและสกปรก อันเป็นการสร้างความชอบธรรมให้แก่ภาครัฐและสังคมในการขับไล่พวกเขาออกจากพื้นที่เมือง ทั้งนี้ การต่อสู้กับอคติดังกล่าวไม่สามารถอาศัยเพียงข้อมูลเชิงสถิติได้ โดยศยามลมองว่าต้องใช้เรื่องเล่า (narrative) ที่ตอบคำถามว่าในเมื่อทุกคนไม่อยากเป็นคนไร้บ้าน แต่จำต้องมาเป็นคนไร้บ้านเพราะอะไร และวันหนึ่งเราจะกลายเป็นเขาได้หรือไม่ หากตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน

กลุ่มเปราะบาง การตายดี การตายอย่างโดดเดี่ยว คนจน ความตาย ความตายของกลุ่มเปราะบาง ความตายของคนไร้บ้าน ความตายในเมือง ความยากจน ความเหลื่อมล้ำ ความเหลื่อมล้ำในการตาย ทรงสิริ พุทธธงชัย บุษบงก์ วิเศษพลชัย ผู้สูงอายุ ศยามล เจริญรัตน์ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร

เรียบเรียง: ณัชชา สินคีรี

จบการศึกษาจากภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สนใจประเด็นด้านสังคมศาสตร์ ฝันอยากเปลี่ยนโลกด้วยการเล่าเรื่อง