“Open Data คือหัวใจของเมืองน่าอยู่” ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าฯ กทม.
‘ข้อมูลจะทำให้เมืองน่าอยู่ได้อย่างไร’ เป็นคำถามที่ชวนสงสัย แต่หากกล่าวถึงการจัดสรรงบประมาณ ความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้าง หรือการแก้ไขปัญหาที่ชาวกรุงเทพฯ พบเจออยู่เสมอ ทั้งน้ำท่วม ไฟไหม้ และความปลอดภัยในมิติต่างๆ เรื่องเหล่านี้ล้วนเกี่ยวข้องกับ ‘ข้อมูล’
ข้อมูลจึงเป็นเหมือนเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ผู้บริหารเมืองตัดสินใจกำหนดนโยบายได้ตรงกับความเป็นจริง และแก้ไขปัญหาของเมืองได้ตรงจุดมากขึ้น แต่นอกจากการใช้ข้อมูลเพื่อเข้าใจและออกแบบวิธีการแก้ไขปัญหาที่เหมาะสมแล้ว การเปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะ หรือที่เรียกว่า open data ยังเป็นโอกาสให้ประชาชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมกับเมืองที่พวกเขาอยู่ด้วย
ที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครเริ่มเปิดเผยข้อมูลผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ เพื่อให้ชาว กทม. สามารถเข้าถึง ติดตาม ตรวจสอบ และมีส่วนร่วมในการสะท้อนปัญหา แต่การเปิดเผยข้อมูลโดยหน่วยงานภาครัฐก็ยังคงมีอุปสรรคอยู่ไม่น้อย
วันโอวัน สนทนากับ ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในฐานะผู้รับผิดชอบสำนักดิจิทัลและสานต่อภารกิจ Open Bangkok ของทีมชัชชาติสมัยสอง ว่าที่ผ่านมา กทม. ใช้ข้อมูลในการพัฒนาเมืองอย่างไร พบเจออุปสรรคอะไรบ้าง และหากจะทำให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลเมืองได้มากขึ้นจะทำอย่างไร

ที่ผ่านมา กทม. มองว่าข้อมูลของเมืองมีประโยชน์ต่อการนำมาวางแผนหรือดำเนินนโยบายอย่างไร
ผมคิดว่ามันเป็นรากฐานสำคัญของการตัดสินใจในเชิงนโยบาย เราไม่สามารถกำหนดนโยบายผ่านประสบการณ์อย่างเดียวได้ แน่นอนว่าประสบการณ์สำคัญ แต่ว่าเราควรนำข้อมูลหรือความผันผวนของเมืองมาเป็นจุดในการตัดสินใจหลักในการกำหนดนโยบายต่างๆ ด้วย ที่ผ่านมามีหลายนโยบายที่เกิดขึ้นจากการใช้ข้อมูล เช่น เรื่องของกลุ่มเปราะบาง ประเด็นสำคัญคือเราต้องรู้ว่าผู้ป่วยติดเตียงอยู่ที่ไหน หรือว่าคนที่เป็นประชากรหลักๆ ในเมืองอาศัยอยู่ตรงไหนบ้าง มีข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับที่อยู่อาศัย
เมื่อก่อนเราจะมองชุมชนเฉพาะชุมชนจดทะเบียนเท่านั้น สำหรับชุมชนไม่จดทะเบียน เราอาจจะมองว่าเป็นชุมชนที่บุกรุกและรุกล้ำ แต่พอเรามีข้อมูลว่าเขาอยู่ที่ไหน หรือบางแห่งเคยเป็นชุมชนมาก่อน เพียงแค่ประธานชุมชนเสียชีวิตจึงไม่มีตัวแทนชุมชน ทำให้คล้ายกับว่าหลุดจากความเป็นชุมชน ฉะนั้น หากเรานำข้อมูลที่เป็นสภาพความเป็นจริงขึ้นมาวางบนโต๊ะ โดยอาจไม่ได้พูดถึงกฎหมาย เราก็จะสามารถใช้ข้อมูลในการตัดสินใจและกำหนดนโยบายใหม่ๆ ได้
ที่ผ่านมา เรื่องที่น่าจะเป็นรูปธรรมที่สุดคือเรื่องการระบายน้ำ จำได้ว่าวันแรกที่ท่านผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เข้ามาเมื่อสี่ปีที่แล้ว มีจุดเสี่ยงน้ำท่วมแค่ 12 จุด เหตุผลเป็นเพราะว่าเวลาเราบอกจุดเสี่ยง เจ้าหน้าที่จะกังวลเพราะเขามองว่าเหมือนงานเขาไม่ดี แต่ว่าพอเกิดเหตุน้ำท่วมจริงๆ เราเอาข้อมูลจากทราฟฟี่ฟองดูว์และเอาข้อมูลที่เขตเห็นว่าน้ำท่วมมาดู แล้วก็เห็นว่ามีจุดเสี่ยงน้ำท่วมตั้ง 737 จุด จากนั้นจึงนำมากำหนดเป็นโครงการในการแก้ปัญหา จะเห็นว่าหลายๆ พื้นที่ที่ท่านรองผู้ว่าฯ วิศณุ ทรัพย์สมพลดูแล การระบายน้ำจะดีขึ้นผ่าปแนข้อมูลจริงที่มี
ด้วยงบประมาณที่จำกัด มันสามารถลงไปในพื้นที่หรือว่าในจุดที่เป็นปัญหาได้จริง ผ่านการใช้ data หรือที่เรียกว่า Data Driven Policy ซึ่งสามารถกำหนดพื้นที่ กำหนดงบประมาณ และกำหนดโครงการลงไปแก้ไขปัญหาได้
กทม. พยายามนำข้อมูลงบประมาณมาเปิดให้ประชาชนเข้าถึง สิ่งนี้มีจุดประสงค์อย่างไร
ใช่ครับ มันจะมีหลายวัตถุประสงค์ ข้อแรก เราพูดถึงการใช้ข้อมูลเพื่อกำหนดนโยบายและกำหนดงบประมาณ ข้อที่สอง เรามองเรื่องการมีส่วนร่วมในตัวงบประมาณ และเราจะเห็นว่าจริงๆ แล้วงบประมาณของ กทม. ที่เป็นภาษีประชาชน ส่วนใหญ่จะมีหลายหมวดรายจ่ายต่างๆ
ปีแรกที่เราเข้ามา เรานำงบประมาณนี้ ขอเป็นไฟล์ excel เพื่อเปิดเผยออกสู่ประชาชน หลังจากเปิดมา ก็มีคนนำข้อมูลไปใช้ว่า กทม. ให้น้ำหนักกับสำนักไหนเป็นหลัก หรือเขตไหนที่มีงบเยอะงบน้อย ตรงนี้ทำให้เห็นว่าประชาชนที่เคยเป็นเพียงผู้รอรัฐในการทำโครงการต่างๆ ก็สามารถดูได้ว่าโครงการที่เกิดขึ้นหน้าบ้านมีอะไรบ้าง ที่ผ่านมา กทม. เริ่มจากการเปิดข้อมูลก่อน คือนำข้อมูลที่มีมาขึ้นบนเว็บไซต์ต่างๆ คนก็สามารถเข้ามาดูและให้ความคิดเห็นได้ โดยจะมีตั้งแต่การเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยต่างๆ
ปัจจุบันเรานำร่องเว็บไซต์หนึ่งชื่อ Bangkok Open Contracting ขึ้นมาเพื่อที่จะดูว่าโครงการต่างๆ มีอะไรบ้างและสามารถดูรายละเอียดโครงการต่างๆ ได้ ทุกวันนี้ถ้าใครอยากรู้ว่าทำไมโครงการนี้ยังไม่เสร็จเสียที หรือโครงการที่เราเห็นตอนขึ้นงบไปถึงไหนแล้ว ก็สามารถที่จะไปดูในเว็บไซต์ Bangkok Open Contracting ได้ แต่แน่นอนว่าก็ไม่ได้ง่ายในการทำให้คนเห็นทั้งหมด ปัจจุบันพยายามจะเคลียร์กับทางกรมบัญชีกลาง ว่าทำยังไงให้สิ่งที่เราเรียกว่า ‘ขาขึ้นกับขาลง’ เป็นงบประมาณที่ชนกันและอ่านได้ง่ายขึ้น
Bangkok Open Contracting เปิดข้อมูล 100% ไหม
มัน 100% เท่าที่ทางกรมบัญชีกลางเปิดข้อมูลให้เรา ซึ่งเขาจะเปิดประมาณ 100 ชุดข้อมูลต่อช่วงเวลาหนึ่งที่เราขอ เพราะว่าปัจจุบัน ตั้งแต่ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างปี 2560 ทุกหน่วยงานภาครัฐต้องเข้าเว็บของกรมบัญชีกลาง เราไม่สามารถที่จัดซื้อจัดจ้างได้เอง แต่ว่าต้องเข้างบกรมบัญชีกลาง เพราะฉะนั้น เมื่อเข้าเว็บกรมบัญชีกลาง เราก็จะไปดึงข้อมูลจากกรมบัญชีกลางได้คราวละ 100 รายการหรือคิวรี (Query) เรื่องนี้ก็ยังเป็นอุปสรรคอยู่ครับ
การจัดซื้อจัดจ้างเป็นเรื่องหนึ่งที่ กทม. ถูกตั้งคำถามในช่วงที่ผ่านมา ทั้งเรื่องความโปร่งใสและเรื่องคอร์รัปชัน การเปิดข้อมูลตรงนี้จะช่วยแก้ปัญหาอย่างไร
ความจริงพอเปิดข้อมูลมา ก็เห็นข่าวเยอะทั้งข่าวดีและข่าวไม่ดี แต่ผมว่าหัวใจคือไม่ใช่การปิดข่าว เราคงทำให้มันเปิดเผยให้มากขึ้น ซึ่งจริงๆ เราก็ได้คุย ครั้งนี้เราเชิญทีม Hand Social Enterprise ทีมที่ทำเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง และหลายทีมที่เป็นประชาสังคม เพื่อดูว่าเราจะทำยังไงให้ไม่เป็นการจับผิดอย่างเดียว แต่เป็นการยกระดับประสิทธิภาพของการจัดซื้อจัดจ้างใน กทม. ด้วย
เรื่องนี้เราจะเห็นปัญหาหลายข้อ ปัญหาที่หนึ่งคือการขึ้นงบประมาณ พอขาขึ้นงบประมาณ บางครั้งเราทำแบบไม่ดีหรือทำรายละเอียดไม่ดี พอไปเป็นขาลง ทำให้แบบที่ขึ้นกับแบบที่ต้องไปทำจริง มันไม่เหมือนกัน งบประมาณก็อาจแตกต่างกัน บางโครงการก็ถูกใช้ บางโครงการก็ไม่ถูกใช้
ปัญหาที่สองคือเรื่องของครุภัณฑ์ที่ไม่ได้เป็นบัญชีมาตรฐานจากกรมบัญชีกลาง อันนี้มีปัญหามาก อย่างกรณีลู่วิ่งหรือกรณีที่เป็นปัญหา คือเวลาทางเจ้าหน้าที่จะซื้อ กรมบัญชีกลางก็เปิดช่องว่าสามารถที่จะเทียบราคาได้สามเจ้า พอเราใช้การเทียบสามเจ้า จึงแทบจะไม่มีมาตรฐานของบัญชีครุภัณฑ์ เราก็มองว่าบางเรื่อง เราสามารถขอเป็นบัญชีครุภัณฑ์มาตรฐานเพิ่มขึ้นได้ไหม
ผมเชื่อว่าการจัดซื้อจัดจ้างหลายๆ อย่าง ไม่ได้ซื้อเฉพาะกรุงเทพฯ แต่ซื้อทุกหน่วยงาน น่าจะมีระบบกลาง ซึ่งเราไปค้นดูในกรมบัญชีกลางจะมีระบบชื่อว่า E-Market ซึ่งเป็นระบบการซื้อครุภัณฑ์ หรือซื้อของภาครัฐที่คล้ายๆ Shopee, Lazada หรือแพลตฟอร์มออนไลน์ แต่ว่าเป็นแพลตฟอร์มของภาครัฐ
เราคาดว่าจะคุยกับทางกรมบัญชีกลาง ว่าเราสามารถยกอันนี้มาใช้ใน กทม. ก่อนก็ได้ เพราะตอนนี้คนยังไม่ค่อยใช้ แต่ถ้านำมาใช้ การจัดซื้อพวกนี้ก็จะช่วยเจ้าหน้าที่ข้าราชการเราด้วย ในการไม่ต้องกังวลว่า พอมันไม่มีอยู่ในบัญชีกรมบัญชีกลาง ก็ไม่มีใครกล้าซื้ออะไรเลยตอนนี้
ผมก็เชื่อว่าข้าราชการที่ไม่ดีมีน้อยกว่าข้าราชการที่ดี แต่เวลาเป็นเรื่องขึ้นมา ข้าราชการที่ดีก็ไม่กล้าที่จะทำงานเท่าไหร่ เราต้องเอาระบบที่ดีมาช่วยข้าราชการที่ดีในการทำงาน เรื่องนี้เป็นหนึ่งในสิ่งที่เราอยากทำด้วย ผมคิดว่าการจัดซื้อจัดจ้างมีหลายองค์ประกอบที่ไม่ได้มองแต่มุมจับผิดอย่างเดียว แต่ว่ามองในมุมว่าความผิดพลาดนี้ เราจะไปแก้ที่โครงสร้างของระบบหรือปรับปรุงกลไกต่างๆ อย่างไร เพื่อทำให้การจัดซื้อจัดจ้างของรัฐดีขึ้น

ความจริงข้อมูลที่ กทม. มี สามารถใช้กำหนดนโยบายเฉพาะภายในก็ได้ ทำไม open data ถึงเป็นประโยชน์มากกว่า
แน่นอนว่าข้อแรกเป็นเรื่องความโปร่งใส ข้อที่สองคือบางโครงการ รอปัญหาเกิดอย่างเดียวก็ไม่ได้ อย่างเช่น เรื่องน้ำท่วม ชัดเจนว่าเคยมีฝนตกที่ใหญ่มากในปี 2565 ทำให้เราเห็นปัญหา แต่ว่ารอปัญหาเกิด แล้วค่อยมาตั้งงบก็คงไม่ได้ หรืออย่างเช่นสี่ปีที่แล้ว เรามีงบตัวหนึ่งเรียกว่า Participatory Budgeting หรืองบประมาณอย่างมีส่วนร่วม หลายเมืองในโลกใช้วิธีนี้ในการกันงบบางส่วนจากข้อบัญญัติ ให้ชุมชนหรือให้คนในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งตัดสินใจในงบประมาณตัวเอง
ที่ผ่านมาเราใช้กับชุมชน โดย กทม. มีชุมชนประมาณ 2,000 ชุมชน ให้งบชุมชนละ 200,000 บาท ซึ่งไม่เคยมีวิธีนี้มาก่อน ปกติเวลาจะให้งบอะไรต้องกำหนดเป็นโครงการที่มีรายละเอียดชัดเจน แต่งบก้อนนี้คือให้ไปเลย กรอบวงเงิน 200,000 บาท จากนั้นเราให้แนวทางไปว่าคนในชุมชนจะต้องมีการประชุมเพื่อจะหารือกันว่าเขาอยากได้อะไร
อย่างเช่น บางชุมชนอาจจะอยากได้ลานกีฬาใหม่ บางชุมชนอาจจะบอกว่าไฟในซอยมืด เขาอยากได้โซลาร์เซลล์ เขาสามารถกำหนดสิ่งที่เขาต้องการด้วยตัวเองได้ คือเราไม่ได้เพียงเปิดข้อมูล แต่เราเปิดงบประมาณอย่างมีส่วนร่วมด้วย ทำให้ความต้องการจากข้างล่างจริงๆ สามารถขึ้นมาเป็นการใช้งบประมาณของภาครัฐได้
เราคิดว่า GDP ของภาครัฐมี 20-30% ของเงินทั้งหมดที่หมุนเวียนในประเทศเราหรือในเมืองเรา เพราะฉะนั้น ถ้าเรามีการเปิดเผยข้อมูลที่เป็นข้อมูลเมือง แล้วเราให้เอกชนช่วยแก้ปัญหา อเช่น บางคนหรือบางบริษัทจะต้องทำ ESG (หลักการลงทุนและพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน) หรือ CSR (แนวคิดการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม) หรืออะไรที่เกี่ยวกับการทำเพื่อสังคมหรือเพื่อสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว เขาสามารถนำกำลังของเอกชนมาช่วยเหลือภาครัฐได้
เขาสามารถนำข้อมูลมาดูได้ว่าเขาอยากช่วยอะไร เช่น ที่ผ่านมามีการเปิดข้อมูลโรงเรียน ก็จะมีบางบริษัทที่อยากเข้ามาช่วยเรื่องการศึกษาในโรงเรียน กทม. ในส่วนที่เขาทำได้ บางบริษัทก็มาทำสวนสาธารณะให้ หรือทำลานกีฬาให้ ซึ่งข้อมูลพวกนี้ถ้าเราไม่เปิดก็ยากเหมือนกัน ลองนึกภาพว่าหากเราตัดสินใจช่วยเหลือสังคม ก็จะไปที่ซ้ำๆ แต่ถ้าเรามีข้อมูล ก็สามารถที่จะเข้าไปวิเคราะห์ได้
ขณะเดียวกัน มีคนสนใจในการทำงานเพื่อสังคม เช่น active citizen ข้อมูลก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เขากำหนดปัญหาที่ชัดเจนได้ บางครั้งเราต้องลงไปในชุมชนและฝังตัวเป็นเวลาหลายปี เพื่อที่จะตัดสินใจในการเริ่มต้นธุรกิจเพื่อสังคม แต่ถ้าเรามีข้อมูลเมืองให้เขา เขาอาจจะเริ่มจากการวิเคราะห์ข้อมูลภาพใหญ่ก่อน แล้วก็ค่อยไปเลือกพื้นที่หรือการลงพื้นที่ต่างๆ หรืออีกกลุ่มหนึ่งคือ start-up กลุ่มนี้ต้องการข้อมูลมากและก็คิดว่าการมี open data ทำให้เขาสามารถนำมาใช้ตัดสินใจในการทำ start-up ของเขาได้ดีขึ้น
ในการตัดสินใจเปิดข้อมูล กทม. จะไม่เปิดข้อมูลด้วยเหตุผลอะไรหรือเป็นเกณฑ์แบบไหน
เราใช้หลักคิดของทาง DGA (สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน))โดยมีกำหนดมาตรฐานข้อมูล คล้ายๆ พจนานุกรมข้อมูลว่ามีข้อมูลอะไรบ้างที่เราต้องเปิด และนำลิสต์ของ DGA มา แล้วก็ให้ทุกหน่วยงานเปิดตามลิสต์นั้น เมื่อเปิดตามลิสต์นั้น เราก็ไปบรรจุอยู่ในเว็บไซต์ชื่อว่า data.bangkok.go.th
เรามีสำนักหนึ่งที่เพิ่งเกิดใหม่เมื่อปีที่แล้ว คือสำนักดิจิทัล ซึ่งจะมาดูตามลิสต์ของทาง DGA ว่าเปิดได้ครบหรือเปล่า และดูข้อกังวลทางกฎหมาย เช่น มีข้อมูลส่วนตัวหรือเปล่า หรือมีการวางโครงสร้างของข้อมูลที่ถูกต้องหรือเปล่า ซึ่งสำนักดิจิทัลจะเป็นแกนหลัก แต่ว่าหลายครั้งก็เป็นข้อมูลที่อาจจะไม่ตรงใจประชาชน ในตัวเว็บไซต์ data.bangkok.go.th จึงมีปุ่มที่สามารถกดขอชุดข้อมูลได้ ถ้าสมมุติว่าอยากที่จะได้ข้อมูลอะไร ก็สามารถที่จะกรอกเข้าไปในเว็บนั้นได้
สมมุติเราอยากได้ข้อมูลป้ายรถเมล์ทั้งหมดในกรุงเทพมหานคร ก็สามารถที่จะกรอกเข้าไปได้ ซึ่งจริงๆ หลายอันก็มักจะมีอยู่ในนั้นแล้ว เพราะว่ามีทั้ง 1,500 กว่าชุดข้อมูลที่สามารถเข้าไปช้อปปิ้งได้ หรือถ้าไม่มีข้อมูลก็สามารถขอได้
ที่ผ่านมาเคยมีคนขอข้อมูลเข้ามาบ้างไหม และข้อมูลที่ขอเป็นอะไรบ้าง
เคยมีคนข้อมูลเข้ามาเรื่อยๆ ส่วนใหญ่จะเป็นนักวิจัยที่อยากได้ข้อมูลเพื่อไปทำวิจัย และส่วนใหญ่จะเป็นข้อมูลซ้ำๆ เช่น ข้อมูลกลุ่มเปราะบาง แต่เมื่อมีคนที่เคยขอเข้ามาแล้ว เราก็มีข้อมูลเปิด เมื่อเข้าไปในเว็บไซต์ก็จะสามารถดูในนั้นได้เลย
แต่ข้อมูลที่ยากก็คือ ถ้าสมมุติแบ่งหยาบๆ มันจะมีข้อมูลที่เป็นสถิติที่ไม่เปลี่ยน อย่างพวกโครงสร้างพื้นฐานที่จะไม่ค่อยเปลี่ยน แต่ข้อมูลเกี่ยวกับประชากร กลุ่มเปราะบาง หรือข้อมูลที่เกี่ยวกับคนจะเปลี่ยนบ่อย อย่างเช่น ตัวเลขนักเรียน ตัวเลขนักเรียนต่างชาติที่อยู่ในโรงเรียนสังกัด กทม. ตัวเลขจำนวนชุมชน หรือประชากรในชุมชนต่างๆ เป็นต้น ข้อมูลกลุ่มนี้มันจะผันผวนบ่อย เราก็จะมีวิธีการในการอัปเดต บางข้อมูลอัปเดตทุกเดือน บางข้อมูลอัปเดตทุกสามเดือน บางข้อมูลอัปเดตทุกปี หรือข้อมูลเกี่ยวกับโรงเรียนจะอัปเดตทุกปีการศึกษา
ที่ผ่านมา กทม. เจออุปสรรคอะไรบ้างในการเปิดข้อมูล
เจอสิ่งที่เรียกว่า by request หรือ by สำนักงาน การที่จะเชื่อมระหว่างสำนักเป็นปัญหาอุปสรรคภายใน กทม. จริงๆ แล้วท่านรองผู้ว่าฯ ทวิดา กมลเวชช จะทำเกี่ยวกับเรื่องภัยพิบัติที่จะใช้ one map คือใช้แผนที่ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) เป็นตัวเชื่อมทุกหน่วยงาน ตรงนี้จะช่วยให้การที่เป็นไซโล (การทำงานแบบแยกส่วน) ของแต่ละสำนัก สามารถมาแมตช์ในแผนที่เดียวกันได้
แต่ผมยังยึดหลักว่ามันควร open by purpose คือไม่ใช่เปิดแบบไปเรื่อยไปเปื่อย มันต้องเปิดเพื่อมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน อย่างเช่น ถ้าเราจะเอาข้อมูลมาตัดสินใจเรื่องภัยพิบัติ มันก็ต้องเป็นข้อมูลทุกมิติของภัยพิบัติ
ปัจจุบัน เรากำลังทำแผนที่เรื่องสถานประกอบการหรือสถานบริการ ซึ่งคือ open by purpose โดยมีเจ้าหน้าที่ตรวจ มีให้ประชาชนมา self-check ได้ ร้องเรียนได้ หรือเจ้าของสถานบริการสถานประกอบการก็สามารถจะ self-check ได้
ส่วนที่กำลังพัฒนาคือจะทำเป็นแผนที่ในการเปิดใบอนุญาต คือประชาชนสามารถมาดูใบอนุญาตได้ สมมุติเราอยากไปเที่ยว เราไม่ชัวร์ว่าร้านนี้ปลอดภัยหรือไม่ปลอดภัยก็สามารถมาเสิร์ชได้ หรือว่าถ้าใครอยากตรวจสอบก็สามารถมาดูในแผนที่นี้ได้
แต่อุปสรรคคือมันไม่ได้อยู่ๆ ทำได้ แต่ต้องซิงค์ข้อมูลหลายสำนักงาน เราไม่ได้เพิ่งสร้างองค์กรนี้ใหม่ องค์กรนี้เกิดมาแล้ว 50 กว่าปี การจัดเก็บข้อมูลมีถังต่างๆ เต็มไปหมด หน้าที่เราคือค่อยๆ เอาถังมาจัด และเอาวัตถุประสงค์ของแต่ละเรื่องมาเป็นตัวกำหนด
เมื่อเราเคยทำเรื่องภัยพิบัติแล้ว เรามาทำเรื่องสถานประกอบการ พอเราทำไปทีละเรื่องแล้ว ถังที่สะเปะสะปะก็เริ่มเข้ารูปเข้ารอยไปทีละเรื่อง ถ้าเราทำเรื่องสถานประกอบการได้แล้ว มันก็จะสามารถทำเรื่องอื่นได้ เช่น เรื่องของใบอนุญาตต่างๆ อนาคตก็จะสามารถขยายผลจากตรงนี้ได้ แต่ว่าอยู่ๆ ถ้าเราจะบอกว่ารื้อหมดเลยในองค์กรที่เกิดขึ้นมานาน ก็อาจจะค่อนข้างยากเหมือนกัน ก็ค่อยๆ จัดระเบียบห้องไปทีละชิ้นไปครับ

ทัศนคติของข้าราชการที่มองว่าข้อมูลบางอย่างทำให้ดูไม่ดี ตรงนี้มีความเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง
จริงๆ มันเป็นวัฒนธรรมที่อาจปลูกฝังมา เริ่มจากเรื่องแรกก่อน เช่น ทราฟฟี่ฟองดูว์เป็นการเปิดข้อมูลชุดแรกๆ ที่ทำให้เขาเห็นว่าข้อมูลมันมีพลังแค่ไหน จากเดิมที่เวลาร้องเรียนครั้งหนึ่ง เราจะรู้สึกว่าเราผิดพลาด แต่ตอนนี้เราดีใจที่มีคนร้องเรียนมา เพราะว่าประชาชนไว้ใจ แล้วทุกการแก้ไขเป็นรางวัลของเจ้าหน้าที่ของเราว่าเขาสามารถทำให้ประชาชนพึงพอใจได้
วิธีคิดนี้มันเปลี่ยนวิธีคิดเดิมพอสมควร ทำให้ทุกการร้องเรียนเป็นโจทย์จากประชาชน พอเราเห็นวิธีคิดว่าการเปิดข้อมูลหรือการทำให้ประชาชนมามีส่วนร่วม ไม่ได้เป็นปัญหาของเรา แต่เป็นปัญหาเมืองที่เราก็ต้องช่วยกันจัดการ จะทำให้ข้าราชการเขาไม่แบกความผิดพลาดนั้นเป็นความผิดพลาดของเขา
คราวนี้เมื่อเราใช้วิธีคิดกับเรื่องอื่นๆ เขาก็จะคิดคล้ายๆ กันว่าเราไม่ได้แบกความผิดพลาดของเมืองไว้ แต่ว่าเรากำลังช่วยกัน แล้วมีประชาชนมาช่วยเราด้วย แทนที่เราจะต้องไปหาปัญหาเอง ตอนนี้ประชาชนมาช่วยชี้เป้า เราก็ตอบสนองกับประชาชนให้เร็วขึ้นและทำให้ดีขึ้น
เพราะฉะนั้น ทัศนคติก็คงมีปัญหาอยู่แล้วกับทุกๆ เรื่อง อย่างเช่น ทำไมเราต้องให้เขารู้ด้วยว่าโรงเรียนเรามีเด็กต่างชาติกี่คน ทำไมต้องให้เขารู้ด้วยว่าป้ายรถเมล์มีเยอะแค่ไหน เดี๋ยวเขาจะมาดูว่าอันนี้อยู่ในจุดที่ดีหรือไม่ดี มันก็จะมีปัญหาตามมา แต่ว่าถ้าเราพยายามย้ำเตือนกับพี่ๆ ข้าราชการว่ามันไม่ได้เป็นปัญหาของเรา แต่เป็นปัญหาของเมืองที่เราต้องช่วยกัน แล้วประชาชนเขามาช่วยเรา ตรงนี้จะทำให้การทำงานมันดีขึ้น
จริงๆ ผมคิดว่ายิ่งเรามีวัฒนธรรมนี้มาในระยะหนึ่ง ทุกคนก็แฮปปี้แล้ว แต่ว่าปัญหาใหญ่อีกอย่างหนึ่งอาจจะไม่ใช่เรื่องวัฒนธรรมในการเปิดข้อมูล ตอนนี้ปัญหาใหญ่คือความเข้าใจในการใช้ข้อมูลมากกว่า พี่ๆ ข้าราชการระดับอาวุโสหลายคน เขาไม่ได้เกิดมาพร้อมกับการใช้ข้อมูล ส่วนนี้เราก็ต้องมาช่วยกันเทรนว่าข้อมูลมันมีพลังแค่ไหน ในการทำให้เราทำงานได้ไวขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ช่องว่างของความเข้าใจหรือความสามารถในการใช้เทคโนโลยี ตรงนี้ก็เป็นจุดหนึ่งที่เราพยายามจะทำกับข้าราชการ โดยเฉพาะผู้บริหาร แต่สำหรับเด็กๆ ถือว่าเร็วมาก สมมติทุกคนมาเข้าประชุมห้องผม เด็กๆ ก็จะมาถึงปึ๊บ โชว์ได้เลย แต่เป็นข้าราชการผู้ใหญ่มากกว่าที่อาจจะไม่ทันแล้ว เพราะเขาไม่ได้เติบโตมากับการใช้ข้อมูลในการตัดสินใจมาก่อน ตรงนี้ก็เป็นอีกอุปสรรคหนึ่งที่เราต้องสร้างวัฒนธรรมให้กับผู้บริหารยุคใหม่
ตัวอย่างเช่น โครงการที่เราเพิ่งทำปีที่แล้ว คือโครงการที่เร่ิมทำกับโรงเรียนก่อน คือให้ ผู้อำนวยการโรงเรียนตัดสินใจด้วยการใช้ข้อมูลมากขึ้น หรือว่า Data Driven และเรามีโครงการหนึ่งชื่อ Future School Leader คือโครงการที่ให้ครูมาพัฒนาสกิล เช่น เรื่องการใช้ข้อมูลในการตัดสินใจ การสื่อสาร การเข้าใจจิตวิทยาเชิงบวก ซึ่งส่วนที่ได้คะแนนน้อยที่สุดเลยคือการใช้ข้อมูลในการตัดสินใจ หรือ Data Driven
เนื่องจากโรงเรียนเป็นพื้นที่ปิดและมีจำนวนนักเรียนไม่ได้เยอะมากเท่ากับเขตหรือเมือง เพราะฉะนั้นถ้าเราทำกับผู้บริหารโรงเรียนได้ เราก็สามารถที่จะขยายมากับข้าราชการในแต่ละสำนักงาน แต่ละเขต แต่ละสำนักขึ้นได้ ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาความเข้าใจในเชิงการใช้ข้อมูลมากขึ้นครับ
ในเรื่องของการใช้ข้อมูล ความสมบูรณ์และคุณภาพของข้อมูลที่มีส่วนในการใช้ประโยชน์มาก พบเจออุปสรรคเรื่องนี้บ้างหรือไม่
ใช่ครับ คือผมใช้หลักการอย่างนี้ ผมจะไม่ค่อยสนใจในเชิงเทคนิคมาก ผมจะสนใจหลักคิดของการเอาข้อมูลมาใช้ เวลาคนจบวิศวกรหรือสายข้อมูล เราจะค่อนข้างเนิร์ดกับการใช้ข้อมูลในเชิงเทคนิค เราจะชอบเว็บไซต์ เราจะชอบอะไรที่เป็นตัวเลขเยอะๆ แต่จริงๆ แล้วหัวใจไม่ใช่เรื่องนั้นอย่างเดียว
เรื่องนั้นมันเป็นรากฐาน แต่ว่าหัวใจคือการมองข้อมูลแล้ววิเคราะห์ปัญหาออกมาเป็นแนวทางการแก้ไข จากที่ผมเห็นพี่ๆ หลายคนที่เป็นผู้อำนวยการสำนัก เขาอาจจะไม่ได้เข้าใจในเชิงเทคนิคมาก แต่เขาสามารถอ่านข้อมูลและสามารถวิเคราะห์มันได้
คนเหล่านี้อาจจะใช้กระดาษใบเดียวก็ได้ ในการเอาข้อมูลอัปโหลดมา ฟังทุกคน แล้วก็วิเคราะห์ ซึ่งวิธีเหล่านี้อาจจะใช้แค่ excel ไฟล์เดียวก็ได้ หรืออาจจะทำเว็บไซต์ไม่เป็นก็ได้ เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราให้คุณค่ากับการใช้ข้อมูลคือการวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านั้นและการแสวงหาข้อมูลที่มากพอ อย่างเช่น การได้ข้อมูลมาแค่เขตเดียว แต่เอามาตัดสินใจของทั้ง 50 เขต ก็อาจจะไม่ได้
เพราะฉะนั้น หลักคิดของการมองข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ เป็นสิ่งที่เราแสวงหาจากผู้บริหาร แล้วก็จะเห็นได้ชัดว่า ผู้บริหารหลายคน เขาไม่จำเป็นต้องเก่งในเชิงเทคนิค แต่เขามีวิธีคิดนี้อยู่ในหัว เราก็สามารถค่อยๆ เทรนในเรื่องเชิงเทคนิคต่อไป หรือบางทีเขาอาจจะมีผู้ช่วยในเชิงเทคนิคที่อยู่ข้างตัวเขา เขาก็สามารถที่จะเป็นผู้บริหารที่ใช้ข้อมูลเป็นแล้วก็ได้ครับ
ขั้นต่อไปในการทำ open data ของ กทม. มีแผนอย่างไรบ้าง
จริงๆ เราอยากทำหลายมิติมาก โดยสรุปคือการมีสิ่งที่เรียกว่า ‘การสื่อสารกับ กทม.ในอนาคต’ ซึ่งการสื่อสารหมายถึงการใช้บริการต่างๆ เริ่มจากในระดับที่ง่ายที่สุดก่อนคือการใช้
อย่างเช่น เราอยากจะไปพื้นที่ที่เป็นพื้นที่บริการของ กทม. เช่น สวนสาธารณะ เรารู้ว่าเปิดปิดกี่โมง โดยที่เราสามารถดูในออนไลน์ได้ง่ายๆ เรารู้ว่าเราจะจองคอร์ดแบต สนามเทนนิสหรือกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นใน กทม. ผ่านช่องทางออนไลน์ได้ โดยที่ทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ตะวันตกสุด ตะวันออกสุด หรือตรงไหนก็สามารถที่จะเข้าถึงมันได้ ตรงนี้เป็นส่วนของผู้ใช้
ส่วนการเป็นผู้ร่วมจัด ร่วมทำหรือร่วมสร้าง หลายๆ เมืองเขาใช้ open data หรือใช้การเปิดเผยข้อมูลในการที่หาแนวร่วม สมมติงบประมาณ กทม. มี 100 บาท เราอาจจะทำกิจกรรมในเมือง หรือเป็นผู้จัดได้อยู่ไม่กี่อย่าง แต่ถ้าเราสามารถเปิดข้อมูล ดึงการมีส่วนร่วมภาคประชาชนหรือภาคเอกชนมาช่วยกัน จากเงิน 100 บาท เราอาจทำได้เป็นหมื่นเป็นแสน
ตัวอย่างเช่น เรื่องการจัดกิจกรรมในเมือง การทำงานศิลปะในเมือง การทำกิจกรรมที่สวนสาธารณะ การชวนให้คนมาออกกำลังกาย การทำหมันสุนัข-แมว หรือบริการเก็บขยะแยกขยะ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ภาครัฐทำส่วนหนึ่งได้ แต่ว่าถ้าเราสามารถเปิดให้คนมาช่วยกัน ผมเชื่อว่าส่วนนี้จะทำได้ทรงพลังมากขึ้น โดยต้องอาศัยการเปิดจากส่วนกลางและมีจุดเชื่อมต่อที่ง่าย ซึ่งปัจจุบันเรามีจุดเชื่อมเยอะไปหมด แต่เราจะทำยังไงให้ กทม. เป็นจุดติดต่อที่เดียวได้มากขึ้น
ส่วนการใช้ข้อมูลเพื่อความโปร่งใสก็ต้องเดินต่อไป ทำยังไงให้งบขาขึ้นขาลง การจัดซื้อจัดจ้าง หรือการกำหนดต่างๆ เป็นการตัดสินใจเชิงนโยบายที่อาจจะไม่ได้เกี่ยวกับงบประมาณก็ได้ อย่างเช่น เราอยากมีสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ประชาชนมาร่วมออกความเห็นได้ก่อนที่จะตัดสินใจได้ไหม หรือเราอยากทำโครงการใหญ่ในเมือง ถ้าประชาชนมาร่วมโหวตร่วมคิดเห็น มันก็อาจจะหยั่งเสียงของคนที่มีส่วนร่วมทางออนไลน์และทางออฟไลน์อย่างต่อเนื่องได้ ส่วนนี้เป็นส่วนที่เรามองว่าควรทำต่อ
หรือพาร์ท CSR เราอาจจะคุยกับทางตลาดหลักทรัพย์ หรือบริษัทที่เขาจำเป็นที่จะต้องรายงาน ESG ต่างๆ ถ้าเราคุยกับเขาว่า กทม. อาจช่วยกำหนดปัญหาที่มีความซับซ้อนมากของเมืองแล้วบริษัทต่างๆ จะมีส่วนร่วมในการช่วยได้ตรงจุดมากขึ้น และจะแก้ไขปัญหาได้ อย่างเช่น กทม. จะออกส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหา แต่ว่างบประมาณไม่ได้มีเยอะพอที่จะทำทั้งเมือง ถ้าเอกชนมาเติมในจุดที่ขาด มันก็จะมีส่วนร่วมในอนาคตมากขึ้นได้
สิ่งที่ผมอยากทำให้เป็นจริงมากที่สุด คือการขอใบอนุญาตต่างๆ ของ กทม. คนจะบอกว่า “ทำออนไลน์มันไม่จบ ต้องไปเจอที่เขต” เราก็อยากจะเปลี่ยนกรอบความคิดนี้ว่าทำยังไงให้ทำถูก ทำออนไลน์มันง่ายกว่า ทำออนไลน์แล้วมันเร็วกว่า ทำออนไลน์แล้วตรงไปตรงมากว่า หรือทำอย่างไรให้เป็นอย่างนี้ได้ทุกๆ ใบอนุญาต ซึ่งเข้าใจว่ามันก็คงไม่ง่าย เราก็จะพยายามดูไปทีละรายการ ตอนนี้เราเห็นแล้วมันมี 100 กว่ารายการ แล้วเราก็พยายามจะขยับรายการที่สำคัญมาก่อนและทำให้มันชัดเจน
ที่ผ่านมาในท้องถิ่นจะมีหลายใบอนุญาตที่ไปผูกพันกับใบอนุญาตระดับกระทรวง ตรงนี้มันเป็นอิหลักอิเหลื่อว่าสรุปแล้วท้องถิ่นออกได้เลย หรือว่าบางอันท้องถิ่นต้องออกก่อน เพราะมันเกี่ยวกับสุขภาพ แต่ว่าบางใบขึ้นอยู่กับทางกระทรวงต่างๆ แต่ถ้ามาที่เขตจะสามารถส่งข้อมูลจำเป็นไปให้กระทรวง หรือถ้าเขาไปขอกระทรวงแล้วส่งข้อมูลที่จำเป็นมาให้เขตเราเลยได้ไหม เพื่อที่จะไม่ต้องกรอกซ้ำซ้อนหรือว่าเสียเวลาหลายรอบ
เรื่องนี้คิดว่าเราคงจะมีคณะทำงานร่วมกับทางภาครัฐด้วยในการยกระดับ โดยใช้ กทม. นำร่องในเรื่องนี้ คิดว่าเป็นภารกิจที่สำคัญแล้วก็ไม่ง่ายนะ แต่คงจะทำไปทีละรายการ
การขอใบอนุญาตให้ง่ายขึ้นจะทำได้อย่างไร
เราอาจต้องเลือกทีละประเภทกิจการ อย่างเช่น ร้านอาหาร เพราะร้านอาหารเรามีเยอะมาก มีเป็นแสนร้านใน กทม. และมีอาหารหลายประเภทอีก เช่น ร้านอาหารจะมีเพดานว่าถ้าเกิน 200 ตร.ม. เรื่องใบอนุญาตสะสมอาหารขอใบอนุญาตแบบหนึ่ง อันตรายต่อสุขภาพต้องขอใบอนุญาตอีกแบบหนึ่ง ซึ่งเป็นการกำหนดขนาดในการแบ่งประเภทร้านอาหาร รวมไปถึงข้อกำหนดเรื่องการเล่นดนตรี
ถ้าเราสามารถสรุปตรงนี้ได้เป็นเส้นทางง่ายๆ คนที่จะเข้ามาใช้บริการไม่ต้องเข้าใจเรื่องใบอนุญาตหรอก เขามาบอกว่าร้านเขาจะเปิดเป็นแบบไหน พอเขาคลิกดูเขาจะรู้เลยว่า อ๋อ เขาต้องขอ 10 ใบ หรือถ้าเป็นแบบนี้เขาต้องขอห้าใบ
เราก็อาจจะเป็นคนกลาง คล้ายๆ กับทราฟฟี่ฟองดูว์หรืออะไรที่เราเคยทำมาแล้ว คือให้เขาแจ้งมาโดยเขาไม่ต้องรู้หน่วยงาน ถ้าเขาอยากเปิดร้านอาหาร ร้านซักผ้าหรือร้านนู่นนั่นนี่ เขาก็แค่มาคลิกตรงนี้แล้วเราก็จะมีเส้นทางให้เขา
กทม. ควรจะเป็นเจ้าภาพในการไปคุยกับทุกคนที่เกี่ยวข้องว่าควรจะขอใบอะไรบ้าง แล้วถ้าอะไรที่อยู่นอกเรา เราก็มีหน้าที่ส่งข้อมูลให้เขา แต่กรณีนี้สำหรับคนขอใบอนุญาตใหม่ แต่ที่ยากกว่าคือคนที่เปิดอยู่แล้ว ซึ่งจะมีความซับซ้อนว่าบางพื้นที่อาจจะมีพื้นที่ที่แตกต่างกัน
เราต้องดูว่าเราจะทำยังไง เราอาจจะต้องไปดูเรื่องกฎหมายอาคาร เราจะต้องไปดูเรื่องของกฎหมายที่นานมากแล้ว อย่างเช่น กฎหมายขอใช้เสียงที่เก่ามากอายุหลายสิบปี ซึ่งตอนนี้มีความซับซ้อนคือเราอาจจะต้องดูเรื่องของผลกระทบที่มีต่อละแวกพื้นที่ด้วย กฎหมายที่ใช้ปัจจุบันก็จะเขียนค่อนข้างกว้างมาก เราจะเห็นว่าทุกเทศกาลใหญ่ๆ ก็จะมีปัญหา แต่ว่าหลายที่ก็ขอใบอนุญาตถูกต้อง เพราะว่าใบอนุญาตใช้เสียงไม่ได้กำหนดละเอียดว่าเขาจะต้องทำอะไรบ้าง ซึ่งมันก็มีหลายหน่วยงานที่เราต้องคุย เช่น ตำรวจหรือคอนโด พวกนี้อาจทำให้ง่ายขึ้นผ่านการใช้ออนไลน์
ส่วนเรื่องที่จะยก กทม. ขึ้นคลาวด์ ไม่ใช่เฉพาะการเอาแบบฟอร์มมาทำเป็นอิเล็กทรอนิกส์ แต่คือการเปลี่ยนแปลงกระบวนการขอใบอนุญาตและการเชื่อมโยงกับภาครัฐที่มากกว่า กทม.
การจะทำให้ กทม. เป็นต้นแบบและหน่วยงานอื่นหรือว่าจังหวัดอื่นดำเนินนโยบายเหมือน กทม. จะเป็นไปได้ไหม
เราไม่กล้าพูดเลย เพราะว่าในมุมผม เราก็ยังทำได้ไม่ดี คงต้องค่อยๆ ทำไปทีละเรื่อง ผมคิดว่ายิ่งทำคงยิ่งมีปัญหา เพราะว่ามันไม่เคยเอามาไว้บนโต๊ะ แต่การมีปัญหานั่นแหละที่มันจะดีขึ้นได้
กระดุมเม็ดแรกคือเราต้องยอมรับว่ามันมีปัญหาก่อน ในทุกงานที่เกิดขึ้น เราจะบอกว่าทั้งหมดมันดีอยู่แล้วก็คงไม่ต้องทำอะไร เพราะฉะนั้น การที่เราพูดเรื่องนี้กัน เราต้องยอมรับว่ามันมีปัญหาเดิม แล้วมันก็อาจส่งผลต่อสุขภาพ หรือเกิดไฟไหม้เหมือนที่โรงเบียร์
เพราะฉะนั้น การที่เราจะเอาขึ้นมา แล้วมาช่วยกันดู มันต้องทำอย่างเป็นธรรมกับทุกคน ถ้าเราสมมุติว่าหนักทางกฎหมายมาก ก็จะเป็นปัญหากับชีวิตประจำวันของเศรษฐกิจที่ดำเนินต่อ แต่ถ้าเราเอื้อให้เศรษฐกิจมาก บางครั้งก็ไม่เป็นธรรมต่อทุกคน ผมคิดว่าตรงนี้แหละที่เป็นความยาก
แต่ว่าถ้าเราทำได้ไปทีละเรื่อง ผมเชื่อว่าหลายเรื่องเกี่ยวข้องกับรัฐบาลใหญ่ เขาก็สามารถที่จะไปขยายผลในท้องถิ่นอื่นได้ หรือท้องถิ่นอื่นอาจจะมี best practice บางอย่างที่ กทม. เรียนรู้ได้ก็สามารถที่จะแลกเปลี่ยนกันได้เหมือนกัน แต่แน่นอนว่าเราต้องทำของเราก่อน แล้วก็ไม่กล้าที่บอกว่ามันสำเร็จอะไร ผมเชื่อว่ามันจะมีปัญหาแน่นอน แต่ว่าปัญหาเหล่านั้น เราจะทำยังไงให้แก้ไปทีละเรื่องแล้วจบได้จริงๆ ตรงนี้ก็ต้องอาศัยความช่วยเหลือกันใน ทั้งด้านเชิงเทคนิค และการเข้าใจกลไกของใบอนุญาตต่างๆ
ใบอนุญาตอาจจะผิดหรือยกเลิกก็ได้ บางครั้งเราชอบคิดว่าต้องไปสร้างใบใหม่มาเรื่อยๆ ผมคิดว่าใบอนุญาตที่เยอะและซ้ำซ้อนกันอาจไม่จำเป็นก็ได้ บางประเทศขอใบอนุญาตน้อย แต่มีประสิทธิภาพ เรื่องนี้อาจจะเป็นความฝันเรา คือทำอย่างไรให้ระบบที่รัฐอนุญาตหรืออำนวยความสะดวกครอบคลุมในเรื่องของความปลอดภัยแล้ว แต่ก็เอื้อให้เกิดเศรษฐกิจในเมือง ตรงนี้ก็เป็นหน้าที่ที่เราจะต้องมามองในมิตินี้มากขึ้นครับ

เมื่อ กทม.พยายามเปิดข้อมูลต่างๆ ประชาชนทั่วไปอาจจะรู้สึกว่าเรื่อง Data เป็นเรื่องวิชาการ เขาจะสามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลเหล่านี้ได้อย่างไรหรือว่าใครควรทำให้เขาสามารถใช้ประโยชน์จากสิ่งนี้
ผมว่ามันเป็นงานของภาครัฐ แต่สิ่งที่ประชาชนอาจมีประโยชน์ คือถ้ามันเกี่ยวข้องกับการใช้บริการของประชาชน อย่างเช่น เขาอาจจะต้องไม่จำเป็นต้องเดินทางไปที่เขต เขาไม่จำเป็นที่จะต้องเดินทางไปเพื่อรอทั้งวันในการทำอะไรที่ง่ายมาก ตรงนี้เป็นหน้าที่ที่รัฐควรจะช่วยเหลือประชาชน
เพราะฉะนั้น การทำให้กระบวนการของภาครัฐง่ายขึ้น ก็เป็นส่วนหนึ่งของการทำงาน เช่น การเอา กทม. ขึ้นคลาวด์ หรือการเปิดเผยข้อมูลในเรื่องอื่นๆ อย่างเช่น การลดการเข้ากลางเมืองมากขึ้น ถ้าเราทำบริการดีๆ ที่อยู่ในพื้นที่ที่ไม่ได้อยู่ในกลางเมือง สมมุติคนที่อยู่ฝั่งธนบุรี เขาสามารถที่จะใช้บริการในเมืองฝั่งธนบุรีจบได้ เขาไม่จำเป็นที่จะต้องขับรถเข้ามากลางเมืองอย่างเดียว
เราจะเห็นว่าหลายข้อมูลข่าวสารกระจุกอยู่ในพื้นที่ตรงกลาง อย่างเช่น รามอินทรา พอเราไปทำศูนย์กีฬาให้ดีขึ้น แต่คนไม่รู้เลย เราก็ต้องใช้การเปิดข้อมูล สมมติเราอยากเต้นแอโรบิก เราไม่จำเป็นต้องมาสวนลุมพินี มีที่ดีๆ อีกเต็มไปหมด จะเป็นการบอกประชาชนแบบนี้
เรื่องนี้ก็เป็นความฝันว่าทำอย่างไรให้การเปิดเผยข้อมูลในระดับที่ประชาชนเข้าร่วมง่ายๆ อย่างเช่นการใช้บริการ หรือการมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างมัน ตรงนี้เป็นหัวใจที่คิดว่าประชาชนมามีส่วนร่วมได้
การเปิดเผยข้อมูลที่ดี ข้อหนึ่งที่เป็นตัวชี้วัดสำหรับผม และผมอยากให้เกิดขึ้น คือผมอยากเห็น active citizen เยอะๆ ย้อนกลับไปตอนผมมาทำงานเกี่ยวกับเมือง มันเกิดจากวันที่มีกระแสเรื่องกิจการเพื่อสังคม มีช่วงที่ทำพวกกิจการเพื่อสังคมเยอะๆ ผมรู้สึกว่ามันหายไปในช่วงหลัง และถ้าเราสามารถที่จะเอาข้อมูลต่างๆ เหล่านี้มาเป็นส่วนหนึ่งในการชวนเด็กมหาวิทยาลัย หรือคนที่สนใจการเมือง สนใจการพัฒนาเมือง สนใจสังคม เขาลงมาช่วยกันในระดับพื้นที่ได้ เราก็สามารถเริ่มเปลี่ยนแปลงสังคมที่ชุมชนในบ้านตัวเองได้
ผมมีความฝันว่าการเปิดข้อมูล ไม่ใช่เฉพาะมาใช้หรือมาสร้าง แต่ว่าจะมาเป็น active citizenในการแก้ไขปัญหาสังคมในอนาคตได้ด้วย
การเปิด open data ของ กทม. จะทำให้เมืองน่าอยู่ขึ้นได้อย่างไร
เมืองน่าอยู่สำหรับเราเป็นอะไรที่ค่อนข้างขึ้นอยู่กับความเห็นของแต่ละบุคคล ผมชอบโควทหนึ่งของ เจน เจคอบส์ ที่ว่า “เราจะรู้สึกว่าเมืองนี้ดีก็ต่อเมื่อเราสร้างมัน” คือต่อให้เราไปคุยกับคนที่อยู่ในเมืองที่น่าเมืองน่าอยู่ที่สุดในโลก อย่างที่เขาชอบพูดถึงเดนมาร์กหรือฟินแลนด์ ถ้าเรามีเพื่อนเดนมาร์ก เราลองคุยกับเขา เขาก็จะมีปัญหาบางอย่าง เขาก็จะรู้สึกว่าบ้านเขาน่าอยู่น้อยลง เหมือนสนามหญ้าบ้านคนอื่นจะเขียวกว่าสนามหญ้าบ้านเราเสมอ แต่เราจะรู้สึกดีกับเมืองเรา ก็ต่อเมื่อเรามีส่วนร่วมในการสร้างมัน
เพราะฉะนั้น การที่เราเปิดข้อมูล มันคือหัวใจที่จะทำให้คนที่เป็นผู้ใช้ทั่วไปรู้สึกว่าเขามาร่วมทำให้มันดีขึ้นได้ เหมือนที่เรามีทราฟฟี่ฟองดูว์ ถ้าเราเห็นปัญหา บางทีเราจะถูกกดทับไปเรื่อยๆ ว่า เมืองเรามันแย่ แต่ถ้าเขาลองได้ร้องเรียนแล้วมันดีขึ้น เขาจะรู้สึกว่าเขามีส่วนร่วมในการทำให้เมืองดีได้
ถ้าอนาคตเราเปิดข้อมูลต่างๆ แล้วเขาสามารถที่จะมามีส่วนร่วมในการทำให้ภาครัฐโปร่งใสขึ้นได้ มาตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างของ กทม. มาตรวจสอบเรื่องการขึ้นงบประมาณต่างๆ หรือมามีส่วนร่วมในละแวกบ้านเขา แล้วก็เขาเห็นสิ่งที่เขาเสนอ อย่างเช่น เขาเสนอให้มีส่วนสาธารณะใกล้บ้านเขา แล้วอยู่ดีๆ วันหนึ่ง เขตมาทำสวนให้เขาจริงๆ ผมเชื่อว่าสวนนี้คงสู้สวนเบญจกิติไม่ได้ คงสวยสู้สวนลุมพินีไม่ได้ แต่มันจะสวยที่สุดในใจเขา เพราะว่าเขาเป็นคนร่วมสร้างสวนในหน้าบ้านเขา
ผมเชื่อว่า open data, open budget, open participation ต่างๆ คือหัวใจที่ทำให้เมืองน่าอยู่ ไม่ได้น่าอยู่เพราะรัฐทำ แต่น่าอยู่เพราะผู้คนเป็นคนสร้างมันด้วยกัน
ผลงานชิ้นนี้เป็นความร่วมมือระหว่างสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) (TIJ) และ The101.world
Open Data Open Data Unlock Power TIJx101 กทม. การบริหารจัดการกทม. ข้อมูลเปิด ข้อมูลและการบริหารเมือง ศานนท์ หวังสร้างบุญ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) เมือง
ภาพถ่าย: เมธิชัย เตียวนะ
เรียนจบนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ สนใจวิถีชีวิตผู้คน ดนตรี สิทธิมนุษยชน และความเหลื่อมล้ำ ชอบเล่าเรื่องผ่านงานภาพถ่ายและวิดีโอ