เข้า OECD ไทยต้องเปลี่ยนอะไร
ไทยกำลังเข้าสู่ช่วงสำคัญของการสมัครเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD เมื่อการประเมิน 25 ด้านเริ่มเดินหน้า คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่าไทยจะได้เป็นสมาชิกเมื่อไร แต่คือไทยพร้อมเปลี่ยนกฎหมาย นโยบาย และวิธีบริหารประเทศมากแค่ไหน
- OECD สำคัญอย่างไร ทำไมไทยอยากเข้า
- ไม่ใช่แค่ได้สมาชิก แต่ต้องเปลี่ยนของเดิม
- แรงงานคือหนึ่งในสนามทดสอบจริง
- เป้าหมาย 2 ปีอาจไม่ใช่คำถามสำคัญที่สุด
เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2569 ที่สำนักงานใหญ่ OECD กรุงปารีส ศรัณย์ เจริญสุวรรณ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ หารือกับ Gita Kothari ผู้ประสานงานการเข้าเป็นสมาชิก OECD เพื่อติดตามความคืบหน้ากระบวนการของไทย โดยมีนิกรเดช พลางกูร เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส และใจไทย อุปการนิติเกษตร อธิบดีกรมสารนิเทศ ร่วมการหารือ

ศรัณย์เปิดเผยกับ THE STANDARD ว่า ขณะนี้การประเมินในแต่ละด้านคืบหน้าไม่เท่ากัน บางคณะเดินหน้าไปมากและอาจสรุปผลได้ตั้งแต่ปลายปีนี้ ขณะที่บางคณะเพิ่งเริ่มกระบวนการ
เขาระบุด้วยว่า จากการหารือล่าสุด OECD ยังไม่ได้แสดงข้อกังวลใหญ่ต่อไทย และเมื่อเทียบกับหลายประเทศที่อยู่ระหว่างสมัคร ไทยได้รับการมองว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความคืบหน้าค่อนข้างมาก
OECD สำคัญอย่างไร ทำไมไทยอยากเข้า

OECD เป็นองค์กรระหว่างประเทศที่รวมประเทศซึ่งทำงานร่วมกันด้านนโยบายเศรษฐกิจ สังคม การลงทุน ภาษี การศึกษา สิ่งแวดล้อม ธรรมาภิบาล และตลาดแรงงาน โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการยกระดับคุณภาพนโยบายและมาตรฐานการบริหารประเทศ
ความสำคัญของ OECD ไม่ได้อยู่ที่การเป็น ‘กลุ่มประเทศร่ำรวย’ เท่านั้น แต่เป็นพื้นที่ที่สมาชิกต้องยอมให้กฎหมาย นโยบาย และวิธีดำเนินงานของตนถูกตรวจสอบและเปรียบเทียบกับมาตรฐานร่วมกัน
สำหรับไทย การเข้า OECD มีความหมายในอย่างน้อย 3 ด้าน
ด้านแรก คือ ความน่าเชื่อถือของประเทศ เพราะการผ่านกระบวนการประเมินถือเป็นสัญญาณว่ากฎหมายและนโยบายของไทยเข้าใกล้มาตรฐานสากลมากขึ้น ซึ่งมีผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและภาคธุรกิจ
ด้านที่สอง คือ แรงผลักดันการปฏิรูปภายในประเทศ เพราะหลายเรื่องที่ไทยรู้มานานว่าต้องแก้ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายล้าสมัย ระบบราชการ การแข่งขันทางธุรกิจ หรือคุณภาพของตลาดแรงงาน จะถูกนำกลับมาตรวจสอบอย่างเป็นระบบ
และด้านที่สาม คือ การมีส่วนร่วมในเวทีนโยบายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่กติกาเศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนจากเรื่องภาษีและการค้า ไปสู่เทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ ภาษีดิจิทัล สิ่งแวดล้อม และมาตรฐานแรงงาน
สำหรับรัฐบาลไทย การเข้า OECD จึงไม่ใช่เพียงเรื่องภาพลักษณ์ แต่ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือหนึ่งในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและคุณภาพของนโยบายรัฐ
ไม่ใช่แค่ได้สมาชิก แต่ต้องเปลี่ยนของเดิม

ไทยยื่นรายงานประเมินความพร้อมเบื้องต้นต่อ OECD เมื่อเดือนธันวาคม 2568 ก่อนเข้าสู่การประเมินโดยคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ 25 คณะ ครอบคลุมตั้งแต่เศรษฐกิจ การลงทุน การแข่งขัน ธรรมาภิบาล การศึกษา สิ่งแวดล้อม ไปจนถึงแรงงานและนโยบายสังคม
สิ่งที่ทำให้กระบวนการนี้มีความหมายมากกว่าการสมัครเข้าองค์กรระหว่างประเทศทั่วไป คือ OECD จะพิจารณาว่ากฎหมาย นโยบาย และวิธีปฏิบัติของไทยสอดคล้องกับมาตรฐานของประเทศสมาชิกมากน้อยเพียงใด และอาจเสนอให้ไทยปรับแก้ในประเด็นที่ยังไม่ถึงมาตรฐาน
ศรัณย์กล่าวว่า ไทยยังมีกฎหมายบางส่วนที่ซ้ำซ้อนหรือล้าสมัย และนี่คือหนึ่งในสิ่งที่กระบวนการ OECD จะทำให้รัฐต้องกลับมาทบทวน
“ถ้าเราเข้าไป ประเทศไทยต้องเปลี่ยนผ่านและปฏิรูปในทุกด้าน”
รัฐบาลตั้งเป้าผลักดันให้ไทยเข้าเป็นสมาชิกภายในประมาณ 2 ปี แต่ศรัณย์ยอมรับว่าเป็นกรอบเวลาที่ ‘ท้าทายมาก’
อย่างไรก็ตาม OECD ไม่ได้กำหนดเส้นตายตายตัว กระบวนการจะเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับว่าไทยสามารถปรับกฎหมาย นโยบาย และการปฏิบัติให้สอดคล้องกับมาตรฐานได้เร็วเพียงใด

แรงงานคือหนึ่งในสนามทดสอบจริง
ด้านหนึ่งที่สะท้อนชัดว่า OECD จะลงมาถึงชีวิตจริงอย่างไร คือเรื่องแรงงาน
พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยกับ THE STANDARD ว่า กระทรวงแรงงานกำลังทบทวนกฎหมายและระเบียบให้สอดคล้องกับมาตรฐาน OECD ควบคู่ไปกับมาตรฐานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ
“ถามว่ายากไหม ก็ไม่ยาก แต่ก็อาจจะไม่ง่ายนัก”
โจทย์ไม่ได้อยู่แค่เรื่องกฎหมายแรงงานแบบเดิม แต่ขยายไปถึงการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในตลาดแรงงาน การพัฒนาและปรับทักษะแรงงาน การสร้างฐานข้อมูลด้านทักษะ การบังคับใช้กฎหมาย รวมถึงแรงงานแพลตฟอร์มและแรงงานนอกระบบ

ปลัดกระทรวงแรงงานระบุว่า OECD ให้ความสำคัญอย่างมากกับผลกระทบของปัญญาประดิษฐ์ต่อตลาดแรงงาน ซึ่งหมายความว่าโจทย์ของไทยไม่ได้มีเพียงการสร้างงานเพิ่ม แต่ต้องตอบด้วยว่าแรงงานจะถูกยกระดับทักษะอย่างไร ใครจะได้รับผลกระทบจากเทคโนโลยี และระบบคุ้มครองจะตามการเปลี่ยนแปลงทันหรือไม่
เป้าหมาย 2 ปีอาจไม่ใช่คำถามสำคัญที่สุด

ศรัณย์ย้ำว่ากระบวนการเข้า OECD ต้องเปิดให้ประชาชนและภาคธุรกิจติดตามและแสดงความคิดเห็น เพราะการปรับกฎหมายและนโยบายในท้ายที่สุดอาจกระทบคนจำนวนมาก
ประเด็นนี้สำคัญ เพราะการเข้า OECD ไม่ได้มีผลแค่ในระดับรัฐบาลหรือการทูต แต่เกี่ยวข้องกับกติกาที่ธุรกิจต้องปฏิบัติตาม สิทธิและการคุ้มครองแรงงาน คุณภาพของบริการสาธารณะ ไปจนถึงประสิทธิภาพของหน่วยงานรัฐ
ดังนั้นคำถามที่สำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่าไทยจะเข้า OECD ได้ภายใน 2 ปีหรือไม่
แต่คือ ระหว่างทาง ไทยจะใช้กระบวนการนี้แก้กฎหมายที่ล้าสมัย ปรับระบบราชการ และยกระดับมาตรฐานได้จริงเพียงใด
และที่สำคัญยิ่งกว่า คือหลังจากแก้กฎหมายแล้ว รัฐไทยจะสามารถบังคับใช้มาตรฐานเหล่านั้นให้เกิดขึ้นจริงได้หรือไม่
