NIA กับบทบาทเชื่อมงานวิจัยสู่ธุรกิจ: กลไกสำคัญยกระดับนวัตกรรมไทยใน GII - มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

มิติหุ้น – ในโลกที่เศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยองค์ความรู้ เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ “นวัตกรรม” ได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศทั่วโลก หนึ่งในดัชนีที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลในการประเมินศักยภาพด้านนวัตกรรม คือ Global Innovation Index (GII) ซึ่งจัดทำโดย World Intellectual Property Organization ร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรระดับนานาชาติ เพื่อใช้วัดและเปรียบเทียบศักยภาพด้านนวัตกรรมของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ทั้งในมิติของการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา โครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา ระบบธุรกิจ เทคโนโลยี และผลลัพธ์เชิงนวัตกรรม

จากรายงาน GII 2025 ภายใต้หัวข้อ “Innovation at a Crossroads” สะท้อนให้เห็นว่า โลกกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญของระบบนวัตกรรม ท่ามกลางความก้าวหน้าของเทคโนโลยีใหม่ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) พลังงานสะอาด เทคโนโลยีชีวภาพ และระบบดิจิทัล ขณะเดียวกัน ประเทศต่าง ๆ ก็ต้องเผชิญกับความท้าทายด้านเศรษฐกิจ การแข่งขันทางเทคโนโลยี และความเปลี่ยนแปลงเชิงภูมิรัฐศาสตร์

GII จึงไม่ได้เป็นเพียง “การจัดอันดับประเทศ” เท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการสะท้อนจุดแข็ง จุดอ่อน และศักยภาพของระบบนวัตกรรมในแต่ละประเทศ โดยประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 41 ของโลก และยังคงเป็นหนึ่งในประเทศที่มีผลการดำเนินงานด้านนวัตกรรม “สูงกว่าระดับการพัฒนาเศรษฐกิจ” (Innovation Overperformer) เมื่อเทียบกับระดับรายได้ของประเทศ ซึ่งยังถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับบน ที่มีศักยภาพด้านนวัตกรรมโดดเด่น โดยเฉพาะด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การพัฒนาธุรกิจนวัตกรรม และการเชื่อมโยงองค์ความรู้ระหว่างภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรม

การจัดอันดับดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการของประเทศไทยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม ผ่านการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา การสนับสนุนผู้ประกอบการนวัตกรรมและสตาร์ตอัป รวมถึงการพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมของประเทศ โดยหน่วยงานสำคัญอย่างสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) มีบทบาทในการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย ภาคเอกชน และภาครัฐ เพื่อผลักดันให้งานวิจัยและเทคโนโลยีสามารถต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้จริง

ทั้งนี้ หนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญด้านนวัตกรรมของ GII คือ “University–Industry R&D Collaboration” ซึ่งสะท้อนระดับความร่วมมือด้านวิจัยและพัฒนาระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคอุตสาหกรรม อันเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างนวัตกรรมและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ NIA อธิบายว่า NIA มีบทบาทสำคัญในการทำหน้าที่เป็น “ตัวกลางเชื่อมโยง” (Innovation Intermediary) ระหว่างภาคการศึกษา ภาคเอกชน ภาครัฐ และภาคการเงิน เพื่อส่งเสริมให้เกิดการต่อยอดองค์ความรู้ งานวิจัย และเทคโนโลยีไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์และสังคมอย่างเป็นรูปธรรม โดยปัจจุบัน ความท้าทายสำคัญของประเทศไทยไม่ได้อยู่ที่การขาดงานวิจัย แต่คือ “ช่องว่าง” ระหว่างงานวิจัยกับการนำไปใช้จริงในภาคอุตสาหกรรม หลายผลงานวิจัยในมหาวิทยาลัยมีศักยภาพสูง แต่ยังขาดกลไกสนับสนุนในการพัฒนาเป็นต้นแบบธุรกิจ การทดลองตลาด หรือการเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการและนักลงทุน ดังนั้น บทบาทของ NIA จึงมีความสำคัญในการสร้างแพลตฟอร์มและโครงการสนับสนุนที่ช่วยให้มหาวิทยาลัยและภาคธุรกิจสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

NIA มีบทบาทในการสนับสนุน University–Industry R&D Collaboration ผ่านหลายมิติ เช่น การสนับสนุนทุนพัฒนานวัตกรรม การบ่มเพาะและเร่งการเติบโตของสตาร์ตอัปเทคโนโลยี การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคเอกชน รวมถึงการผลักดันพื้นที่นวัตกรรม (Innovation Ecosystem) ในสาขายุทธศาสตร์ เช่น FoodTech, AgTech, HealthTech, ClimateTech และ Deep Tech ซึ่งล้วนต้องอาศัยองค์ความรู้จากภาควิชาการควบคู่กับศักยภาพด้านตลาดและการลงทุนจากภาคอุตสาหกรรม

นอกจากนี้ NIA ยังมีบทบาทในการส่งเสริม “Open Innovation” และ “Co-Creation” ซึ่งเป็นแนวคิดสำคัญที่สอดคล้องกับทิศทางของ GII 2025 ที่ระบุว่า ระบบนวัตกรรมโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคของความร่วมมือแบบ และการสร้างนวัตกรรมร่วมกันระหว่างหลายภาคส่วน โดย NIA ทำหน้าที่สร้างเวทีให้เกิดการจับคู่ความต้องการของภาคอุตสาหกรรมกับศักยภาพงานวิจัยของมหาวิทยาลัย รวมถึงสนับสนุนกิจกรรม Hackathon, Accelerator Program, Innovation Bootcamp และ Sandbox เพื่อทดสอบนวัตกรรมในสภาพแวดล้อมจริง

อีกหนึ่งบทบาทสำคัญคือ การพัฒนา “ผู้ประกอบการฐานนวัตกรรม” และ “สตาร์ตอัป” ที่เกิดจากงานวิจัยมหาวิทยาลัย (University Spin-off) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของประเทศผู้นำนวัตกรรม เช่น สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ และ จีน ที่สามารถเปลี่ยนองค์ความรู้ในมหาวิทยาลัยให้กลายเป็นธุรกิจเทคโนโลยีระดับโลกได้ โดย NIA มีบทบาทในการสนับสนุนตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ทั้งด้านการพัฒนาต้นแบบธุรกิจ การเข้าถึงแหล่งทุน การสร้างเครือข่ายนักลงทุน และการเชื่อมโยงตลาดทั้งในและต่างประเทศ

จากแนวโน้มใน GII 2025 พบว่า ประเทศที่มีความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยและอุตสาหกรรมเข้มแข็ง มักเป็นประเทศที่สามารถสร้างนวัตกรรมได้ต่อเนื่องและมีขีดความสามารถในการแข่งขันสูง ดังนั้น บทบาทของ NIA จึงไม่เพียงเป็นหน่วยงานสนับสนุนนวัตกรรมเท่านั้น แต่ยังเป็น “กลไกเชิงระบบ” ที่ช่วยลดช่องว่างระหว่างงานวิจัยกับภาคธุรกิจ สร้างการเชื่อมโยงระหว่างองค์ความรู้กับตลาด และขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรมในระยะยาว

ท้ายที่สุด การยกระดับตัวชี้วัด University–Industry R&D Collaboration ของประเทศไทย จำเป็นต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัย ภาคเอกชน หน่วยงานภาครัฐ และองค์กรสนับสนุนนวัตกรรมอย่าง NIA เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการพัฒนานวัตกรรมอย่างครบวงจร ตั้งแต่การสร้างองค์ความรู้ การวิจัย การทดลอง การลงทุน จนถึงการขยายผลสู่ตลาดจริง ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในอนาคต

ถอดบทเรียนความสำเร็จจากสตาร์ตอัปจาก “University–Industry R&D Collaboration ”

นายเกริกชัย ปัญญาบารมี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฑีเลี่ยม จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งต่อยอดมาจากผลงานวิจัยและพัฒนาโดยอาจารย์ ดร.สุพรรณ ยอดยิ่งยง อาจารย์ประจำ สถาบันนวัตกรรมการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ได้รับจดทะเบียนสิทธิบัตรการประดิษฐ์ “การสังเคราะห์ซิลิกาแอโรเจลจากสารสะลายโซเดียมซิลิเกตที่ความดันบรรยากาศ” สู่การพัฒนาเทคโนโลยีเชิงพาณิชย์ในอุตสาหกรรมวัสดุขั้นสูง นับได้ว่าตัวอย่างที่สะท้อนแนวคิด “University–Industry R&D Collaboration” ได้อย่างชัดเจน ที่เกิดจุดเริ่มต้นของธุรกิจเกิดจากการนำองค์ความรู้และงานวิจัยด้าน “ซิลิกาแอโรเจล” ที่พัฒนาในระดับ Pilot Scale ภายในมหาวิทยาลัย มาต่อยอดร่วมกับภาคเอกชน เพื่อพัฒนาไปสู่กระบวนการผลิตจริงในระดับอุตสาหกรรม

ปัจจุบัน บริษัท ฑีเลี่ยม จำกัด สามารถต่อยอด “ซิลิกาแอโรเจล” ไปสู่ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ที่หลากหลาย ทั้งสีสะท้อนความร้อนสำหรับอาคารและอุตสาหกรรม ปูนซีเมนต์และวัสดุทนความร้อน สารดูดซับน้ำมันสำหรับแก้ปัญหาน้ำมันรั่วไหล รวมถึงการต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของ Deep Tech ไทยในการสร้างมูลค่าเพิ่มจากงานวิจัยและวัสดุขั้นสูง ซึ่งเป็นผลลัพธ์สำคัญของการทำงานร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยและภาคอุตสาหกรรม

ความสำเร็จดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นจากภาคส่วนใดเพียงลำพัง แต่เกิดจากความร่วมมือระหว่างภาควิชาการ ภาคธุรกิจ และหน่วยงานสนับสนุนนวัตกรรมอย่าง National Innovation Agency (NIA) ที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ สนับสนุนทรัพยากร และช่วยลดความเสี่ยงในการพัฒนาเทคโนโลยี ทำให้ผู้ประกอบการสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดด้านต้นทุน การทดสอบ และการขยายกำลังการผลิตได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งสะท้อนบทบาทของ NIA ในฐานะ “สะพานเชื่อมสู่นวัตกรรม” ที่ช่วยผลักดันให้ผลงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยสามารถนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้จริง

ดร.กริชผา กล่าวทิ้งท้ายว่า “ตัวชี้วัด “University–Industry R&D Collaboration” ภายใต้เสาหลักที่ 5 : Business Sophistication ใช้สะท้อนระดับความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา ระหว่างมหาวิทยาลัยและภาคอุตสาหกรรมของแต่ละประเทศ โดยใช้ข้อมูลจากแบบสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารภาคธุรกิจทั่วโลกภายใต้ Executive Opinion Survey ของ World Economic Forum ซึ่งเป็นการสำรวจมุมมองของผู้บริหารและผู้นำองค์กรธุรกิจต่อ “คุณภาพและประสิทธิภาพ” ของความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคเอกชน ว่าสามารถตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรม นำไปใช้ประโยชน์ได้จริง และต่อยอดสู่การสร้างนวัตกรรมหรือมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากเพียงใด”

ดังนั้น ตัวชี้วัดนี้จึงไม่ได้พิจารณาเพียงจำนวนงานวิจัยหรือจำนวนโครงการความร่วมมือเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึง “ความสามารถของประเทศในการเปลี่ยนองค์ความรู้ให้เกิดผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ” ผ่านการทำงานร่วมกันของภาควิชาการและภาคธุรกิจ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของประเทศที่มีระบบนิเวศนวัตกรรมเข้มแข็ง

ในกรณีศึกษาของฑีเลี่ยม จึงนับเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นแนวคิด “University–Industry R&D Collaboration” ได้อย่างชัดเจน จากการต่อยอดผลงานวิจัยและสิทธิบัตรการประดิษฐ์ด้าน “ซิลิกาแอโรเจล” ไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีเชิงพาณิชย์ในอุตสาหกรรมวัสดุขั้นสูง โดยภาคเอกชนได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิ (Licensing) นำองค์ความรู้จากงานวิจัยระดับ Pilot Scale มาพัฒนาต่อยอดสู่กระบวนการผลิตจริงในระดับอุตสาหกรรม จนสามารถพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ได้หลากหลายทั้งในและต่างประเทศ ทั้งสีสะท้อนความร้อน วัสดุทนความร้อน สารดูดซับน้ำมัน และผลิตภัณฑ์ด้านเครื่องสำอาง

ความสำเร็จดังกล่าวเกิดขึ้นจากการทำงานร่วมกันระหว่างภาควิชาการ ภาคธุรกิจ และหน่วยงานสนับสนุนนวัตกรรมอย่าง NIA ที่เข้ามาช่วยเชื่อมโยงองค์ความรู้ สนับสนุนทรัพยากร และลดความเสี่ยงในการพัฒนาเทคโนโลยี ทำให้ผู้ประกอบการสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดด้านต้นทุน การทดสอบ และการขยายกำลังการผลิตได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งสะท้อนบทบาทของ NIA ในฐานะ “Innovation Intermediary” หรือกลไกกลางที่ช่วยผลักดันให้งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยสามารถนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้จริง

ภายใต้การดำเนินงานของ NIA ยังมีอีกหลายกรณีความสำเร็จที่สะท้อนบทบาทของการเชื่อมโยงภาควิจัยกับภาคธุรกิจ ผ่านการสนับสนุนทุนพัฒนานวัตกรรม การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ การบ่มเพาะสตาร์ตอัปเทคโนโลยี และการผลักดัน University Spin-off เพื่อช่วยให้องค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมจากมหาวิทยาลัย สามารถต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ บริการ หรือธุรกิจใหม่ที่ตอบโจทย์ตลาดและสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจได้จริง ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจนวัตกรรมและการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว

ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

Web : https://www.mitihoon.com/
Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon