ตลท. ลุยปั้น New S-Curve ดัน BOI to IPO ดึงธุรกิจใหม่เข้าตลาดทุนไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ร่วมงานสัมมนาใหญ่ประจำปี 2569 & CEO Econmass Awards 2026 หัวข้อ “Thailand Next Economy 2027 : อนาคตเศรษฐกิจไทย” พร้อมกล่าวถึงประเด็น New S-Curve Thailand ว่า ภาพรวมของตลาดทุนไทยในปีนี้ต้องเผชิญกับปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้หลายประการ ทั้งสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง หรือปัจจัยผันผวนอื่น ๆ
อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันนี้ ในภาพรวมตลาดทุนไทยนับว่าทำผลงานได้ดีอยู่ โดยบริษัทขนาดใหญ่ในบางกลุ่มอุตสาหกรรมยังคงทำผลงานได้ดีและดันตัวขึ้นไปอยู่ด้านบนของตลาดได้ ขณะที่บริษัทขนาดเล็กที่อยู่ด้านล่างกลับได้รับความสนใจจากนักลงทุนลดลง และมีปริมาณการซื้อขายที่ลดลง เรียกได้ว่ามีลักษณะเป็น K-Shape ซึ่งถือเป็นการสะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจในปัจจุบันอย่างชัดเจน
จากสภาวะดังกล่าว ตลาดทุนไทยจึงมีความจำเป็นต้องยกระดับตนเองในอนาคต โดยการแสวงหาธุรกิจใหม่ โอกาสการลงทุนใหม่ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินให้มีความหลากหลายมากขึ้น เพื่อสร้าง New S-Curve ให้กับตลาดทุนไทย สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจและช่วยเพิ่มทางเลือกให้แก่นักลงทุน
ทั้งนี้ หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่ ตลท. กำลังผลักดันอยู่ในขณะนี้ คือโครงการ BOI to IPO ซึ่งเป็นการเล็งเห็นศักยภาพของภาคธุรกิจต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย ตลท. จึงต้องการชักชวนบริษัทเหล่านี้ให้พิจารณาใช้ตลาดทุนไทยเป็นแหล่งระดมทุนในการขับเคลื่อนธุรกิจ เพื่อสร้างโอกาสใหม่ให้แก่นักลงทุนไทย และสร้าง New S-Curve ให้กับตลาดทุนไทยไปในตัว
โดยที่ผ่านมาได้มีการปรับเปลี่ยนเกณฑ์การจดทะเบียนเพื่อรองรับกลุ่มอุตสาหกรรม New Economy ซึ่งสอดคล้องกับประเภทเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมที่ BOI ให้การส่งเสริม หากโครงการนี้ประสบความสำเร็จ จะช่วยดึงดูดความสนใจจากนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศได้เป็นอย่างมาก เนื่องจากโครงการลงทุนของ BOI แต่ละโครงการมักมีขนาดใหญ่พอสมควร อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจเข้ามาจดทะเบียนในตลาดทุนไทยของภาคธุรกิจยังขึ้นอยู่กับนโยบายระดับโลก (Global Policy) ของแต่ละบริษัท ซึ่งมีปัจจัยเกี่ยวข้องหลากหลาย ไม่ใช่เรื่องสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพียงอย่างเดียว
นายอัสสเดช กล่าวว่า สิ่งที่ตลาดทุนไทยมองว่าจำเป็นต้องให้เกิดขึ้นเร็วที่สุดคือเรื่องการสร้างความร่วมมือ (Collaboration) ของหน่วยงานต่าง ๆ โดยมีบทเรียนที่น่าสนใจจากการดำเนินงานด้านนโยบาย Green Financing ในประเทศจีนของ ดร.หม่าจุน (Ma Jun) ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ปัจจัยสำคัญสู่ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากการผนึกกำลังร่วมมือและวางแผนงานล่วงหน้าร่วมกันของ 7 กระทรวง หากประเทศไทยสามารถสร้างความร่วมมือข้ามหน่วยงานในลักษณะนี้ได้ จะช่วยสร้างพลังในการขับเคลื่อนประเทศได้อย่างมาก
สำหรับตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในการผลักดันอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศจีน คือ นโยบายทุกภาคส่วนต้องสอดรับกัน ทั้งความพร้อมของระบบไฟฟ้า และการที่รัฐบาลยอมลงทุนสร้างสถานีชาร์จ (Charging Station) ล่วงหน้าโดยยอมขาดทุนในระยะแรก เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคในการตัดสินใจซื้อรถ EV เมื่อนโยบายทุกด้านสอดประสานกัน ในเชิงการเงินจะส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยสำหรับโครงการสีเขียวถูกลง และส่งผลให้ราคาการซื้อรถยนต์ EV ถูกลงกว่ารถยนต์เครื่องยนต์สันดาปในที่สุด
สำหรับประเทศไทย ตัวอย่างความสำเร็จที่เริ่มเกิดขึ้นแล้ว คือ โครงการ Thailand Fast Pass ที่นำหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งมีหน้าที่ออกใบอนุญาต (Licenses) มาร่วมมือกัน ส่งผลให้ผู้ประกอบการสามารถเริ่มดำเนินงานและลงเสาเข็มก่อสร้างได้รวดเร็วขึ้น ดังนั้น หากสามารถนำแนวคิดนี้ไปต่อยอดให้ครอบคลุมหลาย ๆ จุดในระดับประเทศได้ จะเกิดประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจอย่างมหาศาล
นายอัสสเดช กล่าวถึงแนวคิดการสร้าง Synergy ในลักษณะ Thailand Plus หรือ Fast Pass จะนำมาประยุกต์ใช้กับกระบวนการเสนอขายหุ้น IPO เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องลื่นไหล (Flow out) และเข้าจดทะเบียนได้ง่ายขึ้น และต้องการให้เกิดกับหน่วยงานใดว่า ไม่ได้จำกัดอยู่ที่หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งโดยเฉพาะ แต่มองว่าโครงการ BOI to IPO เป็นตัวอย่างที่ดีของการทำงานร่วมกันระหว่างสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และ ตลท. ในการวางแผนงานให้สอดคล้องกันอย่างมีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามผลการดำเนินงานว่าแนวทางดังกล่าวจะสร้างประโยชน์และประสบความสำเร็จได้มากน้อยเพียงใด ก่อนพิจารณาถึงการต่อยอดในระยะต่อไป
Back to top button