New IPO ก้าวสู่ New Economy

หลังจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดรับฟังความคิดเห็นผ่านช่องทางออนไลน์ ว่าด้วยเรื่อง “การทบทวนเกณฑ์เพื่อดึงดูดบริษัท New Economy และบริษัทต่างประเทศเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์” ระหว่างวันที่ 23 เม.ย.-8 พ.ค. 69) และจัดประชุม Focus Group (5 พ.ค. 69) ร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ ในตลาดทุน เช่น ชมรมวาณิชธนกิจ (IB Club), สมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย (TIA), สมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย (ASCO), สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย (TLCA), ที่ปรึกษาทางการเงิน, ที่ปรึกษากฎหมาย และผู้ลงทุน
บทสรุปสาระสำคัญเป็นการปรับปรุงเกณฑ์สำหรับบริษัท New Economy (10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย) โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ เสนอปรับลดคุณสมบัติเชิงปริมาณ เพื่อให้บริษัท New Economy (เช่น เกษตร/อาหารขั้นสูง, ยานยนต์สมัยใหม่, ดิจิทัล, หุ่นยนต์, เทคโนโลยีชีวภาพ ฯลฯ) เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยจัดแบ่ง 3 ส่วนหลัก..
ส่วนที่ 1 เกณฑ์มูลค่าหุ้นตามราคาตลาด (Market Capitalization) โดย SET ปรับลดเหลือไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท (จากเดิมไม่ต่ำกว่า 7,500 ล้านบาท) และสำหรับบริษัทที่ได้รับส่งเสริมจาก BOI/EEC (Special Track) ปรับลดเหลือไม่ต่ำกว่า 3,000 ล้านบาท ขณะที่ mai ปรับลดเหลือไม่ต่ำกว่า 1,500 ล้านบาท (จากเดิมไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท ) และกลุ่ม BOI/EEC ปรับลดเหลือไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท
ส่วนระยะเวลาการมีรายได้ (Track Record) ปรับลดเหลือไม่ต่ำกว่า 2 ปี สำหรับกรณีทั่วไป และไม่ต่ำกว่า 1 ปี สำหรับกลุ่ม BOI/EEC โดยเกณฑ์ด้านรายได้ ปรับให้มีความยืดหยุ่น โดยกำหนดให้มีรายได้จากธุรกิจ New Economy เป็นรายได้หลัก (สัดส่วนสูงสุด) ในปีล่าสุด
ข้อคิดเห็นจากผู้มีส่วนร่วม ส่วนใหญ่ “เห็นด้วย” กับการปรับลดเกณฑ์ แต่มีข้อเสนอแนะเพิ่มเติม เช่น ควรกำหนดสัดส่วนรายได้ขั้นต่ำจาก New Economy ให้ชัดเจน (เช่น ไม่ต่ำกว่า 30%) และกลุ่ม BOI/EEC ควรมี Track Record อย่างน้อย 2 ปี เพื่อสะท้อนความมั่นคงต่อเนื่องของธุรกิจ
ส่วนที่ 2 การปรับปรุงเกณฑ์สำหรับบริษัทต่างประเทศ เพื่อเพิ่มศักยภาพแข่งขันของตลาดทุนไทยระดับภูมิภาค มีการ ยกเลิกข้อกำหนดสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทย เช่น การตั้งฐานการผลิตหลักในไทยหรือมีประชากรไทยใช้งาน เพื่อลดอุปสรรคต่อบริษัทต่างชาติขนาดใหญ่
โดย เกณฑ์เสนอขายหุ้น Secondary Listing อนุญาตให้บริษัทจากประเทศที่ไม่ถูกจัดอยู่ในรายชื่อที่ก.ล.ต. ยอม รับ (Unrecognized Country) เสนอขายหุ้นสัดส่วนน้อยลงได้ เพื่อลดผลกระทบเรื่อง Dilution Effect ของผู้ถือหุ้นเดิม
ข้อคิดเห็นจากผู้มีส่วนร่วม ส่วนใหญ่ “เห็นด้วย” แต่เน้นย้ำเรื่องความคุ้มครองผู้ลงทุนในไทย ขณะที่ TIA และที่ปรึกษากฎหมายบางส่วน “ไม่เห็นด้วย” กับกลุ่ม Unrecognized Country เนื่องจากกังวลเรื่องมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลทางบัญชี และการกำกับดูแลของต่างประเทศ
ส่วนที่ 3 การปรับปรุงเงื่อนไขการห้ามขายหุ้น (Silent Period) เพื่อปรับให้เป็นสากลและมีความยืดหยุ่น สัดส่วน Silent Period ห้าม Strategic Shareholders ขายหุ้น 100% ของที่ถืออยู่หลัง IPO และต้องรวมกันไม่ต่ำกว่า 30% ของทุนชำระแล้วหลัง IPO โดย ระยะเวลา Silent Period บริษัทที่มีกำไร ปรับลดเหลือ 1 ปี (หลัง 6 เดือนแรกทยอยขายได้ 50%) ส่วนบริษัทไม่มีกำไร/New Economy ปรับลดเหลือ 2 ปี (ทุก 6 เดือน ทยอยขายได้ 25%)
ข้อคิดเห็นจากผู้มีส่วนร่วม: ส่วนใหญ่ “เห็นด้วย” แต่เสนอให้ทบทวนนิยาม Strategic Shareholders โดยควรผ่อนผัน/ยกเว้น Silent Period ให้แก่ Venture Capital (VC) และ Private Equity (PE) ที่ถือหุ้นเกิน 5% แต่ไม่ได้บริหาร เพื่อให้สามารถ Exit ตามกลไกปกติได้ นอกจากนี้ TIA และผู้ลงทุนสถาบันบางส่วนเห็นว่า ควรคงระยะเวลา Silent Period ไว้ตามเดิม เพื่อความมั่นใจของผู้ลงทุน
ด้วยการปรับเกณฑ์ใหม่ IPO ดังกล่าว จะทำให้ตลาดหุ้นไทยหลุดพ้น “กับดักเชิงโครงสร้าง” ที่มีแต่ Old Economy ได้เปิดกว้างสู่ New Economy และเพิ่มโอกาสการลงทุนสู่โลกยุคใหม่มากยิ่งขึ้น..!!