ส่องวัฒนธรรมหลังเลนส์ MV “SaWaDiKa” ของลิซ่า เพราะความเป็นไทยน่าภูมิใจเสมอ - เส้นทางเศรษฐี

Skip to content

คำทักทายอย่าง “สวัสดีค่ะ” ที่ติดหูคนไทยมาตั้งแต่เด็ก ถูกนำมาสร้างสรรค์เป็นผลงานระดับโลกผ่านชื่อเพลง “SaWaDiKa”มิวสิควิดีโอล่าสุดของ “ลิซ่า” ที่ไม่เพียงแต่ทรงพลังด้านดนตรี แต่ยังแฝงการถ่ายทอดเอกลักษณ์วัฒนธรรมไทยไปสู่สายตาชาวโลกได้อย่างจัดจ้าน

ซึ่งหลังจากปล่อย MV ไปวันแรก “SaWaDiKa” ก็ทำยอดวิวทะลุไปถึง 70.8 ล้านได้อย่างรวดเร็ว พร้อมทะยานขึ้นอันดับ 1 เทรนด์ X (Twitter) ทั่วโลก และติดชาร์ทเพลงอันดับ1ในหลายเเพลตฟอร์ม 

หากเรามองเจาะลึกเข้าไปใน MV จะพบกับการสอดแทรกวัฒนธรรมไทยผ่านMVที่น่าสนใจ ดังนี้

  • ว่าวจุฬา: มีลักษณะเป็นรูปทรงดาว 5 แฉกอันเป็นเอกลักษณ์ที่อยู่คู่กับวิถีชีวิตคนไทยมาอย่างยาวนาน ซึ่งถูกหยิบยกเข้ามาอยู่ในฉากเวทีมวยไทยได้อย่างลงตัว
  • มวยไทย: ศิลปะการต่อสู้ระดับตำนานที่เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงความเป็นไทยที่ถูกถ่ายทอดผ่านฉากสังเวียนและเหล่านักมวย พร้อมปรับเปลี่ยนรูปแบบ“กางเกงมวยไทย” ให้กลายเป็นชุดแฟชั่นสุดชิค ที่ไม่ต้องขึ้นชกก็หยิบมาสวมใส่ได้อย่างเท่และมีสไตล์
  • รถตุ๊กตุ๊ก: ยานพาหนะที่เป็นสัญลักษณ์แห่งท้องถนนไทยที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกต่างคุ้นเคย ก็ถูกนำมาเป็นส่วนหนึ่งในฉากเพื่อตอกย้ำกลิ่นอายความเป็นสตรีทในแบบไทยๆ
  • หนังตะลุง: จากฉากเต้นอันทรงพลังของลิซ่ากับเหล่าแดนเซอร์ที่เต้นอยู่ในเงามืดตัดกับแสงไฟที่ฉายเข้าด้านหลัง ทำให้ภาพที่ออกมาเปรียบเสมือนกับหนังตะลุง ที่แม้จะไม่ได้มีการเอ่ยถึงตรงๆ แต่ก็เป็นศิลปะการเล่นแสงและเงาที่ชวนให้นึกถึง
  • ท่าเต้นที่ประยุกต์จากการไหว้: สัญลักษณ์การทักทาย ขอบคุณ และขอโทษอันคุ้นตาของคนไทย ถูกนำมาตีความใหม่ผ่านการเคลื่อนไหวของร่างกายที่เข้ากับจังหวะดนตรีได้อย่างร่วมสมัย

ท้ายที่สุดนี้ MV “SaWaDiKa” ไม่ได้เป็นแค่เพลงที่ดังระดับโลก แต่คือปรากฏการณ์ทางสังคมที่ช่วยปลุกกระแสให้คนรุ่นใหม่หันกลับมามองมรดกวัฒนธรรมไทยด้วยมุมมองใหม่ๆ วัฒนธรรมที่ไม่จำเป็นต้องถูกแช่แข็งไว้แค่ในตำรา แต่สามารถนำมาตีความและสร้างสรรค์เป็นดนตรี ท่าเต้นที่เข้าถึงคนได้ทั่วโลก ผลงานนี้จึงเป็นแรงขับเคลื่อนที่ปลูกฝังความภาคภูมิใจในความเป็นไทย และจุดประกายให้คนในสังคมกล้าที่จะหยิบ“ความเป็นไทย” มานำเสนอสู่เวทีสากลโลกได้อย่างมั่นใจและมีรสนิยม

บทความโดย เด็กหอ

Tags

Related Posts

คำทักทายอย่าง “สวัสดีค่ะ” ที่ติดหูคนไทยมาตั้งแต่เด็ก ถูกนำมาสร้างสรรค์เป็นผลงานระดับโลกผ่านชื่อเพลง “SaWaDiKa”มิวสิควิดีโอล่าสุดของ “ลิซ่า” ที่ไม่เพียงแต่ทรงพลังด้านดนตรี แต่ยังแฝงการถ่ายทอดเอกลักษณ์วัฒนธรรมไทยไปสู่สายตาชาวโลกได้อย่างจัดจ้าน ซึ่งหลังจากปล่อย MV ไปวันแรก “SaWaDiKa” ก็ทำยอดวิวทะลุไปถึง 70.8 ล้านได้อย่างรวดเร็ว พร้อมทะยานขึ้นอันดับ 1 เทรนด์ X (Twitter) ทั่วโลก และติดชาร์ทเพลงอันดับ1ในหลายเเพลตฟอร์ม  หากเรามองเจาะลึกเข้าไปใน MV จะพบกับการสอดแทรกวัฒนธรรมไทยผ่านMVที่น่าสนใจ ดังนี้ ท้ายที่สุดนี้ MV “SaWaDiKa” ไม่ได้เป็นแค่เพลงที่ดังระดับโลก แต่คือปรากฏการณ์ทางสังคมที่ช่วยปลุกกระแสให้คนรุ่นใหม่หันกลับมามองมรดกวัฒนธรรมไทยด้วยมุมมองใหม่ๆ วัฒนธรรมที่ไม่จำเป็นต้องถูกแช่แข็งไว้แค่ในตำรา แต่สามารถนำมาตีความและสร้างสรรค์เป็นดนตรี ท่าเต้นที่เข้าถึงคนได้ทั่วโลก ผลงานนี้จึงเป็นแรงขับเคลื่อนที่ปลูกฝังความภาคภูมิใจในความเป็นไทย และจุดประกายให้คนในสังคมกล้าที่จะหยิบ“ความเป็นไทย” มานำเสนอสู่เวทีสากลโลกได้อย่างมั่นใจและมีรสนิยม บทความโดย เด็กหอ

14 กันยายน 2569

ทุกวันนี้ ร้านสะดวกซื้อไม่ได้มีเพียงชื่อ “7-Eleven” หากคุณมองไปอีกฝั่งของถนนจะเห็น “CJ MORE” ตั้งอยู่ใกล้ ๆ หรือบางทีก็อยู่ข้าง ๆ กันเลย จนหลายคนคิดว่านี่คือแบรนด์ที่จะเข้ามาท้าชิงตลาดคอนวีเนี่ยนสโตร์ แต่จริง ๆ แล้ว ภายใต้ภาพการต่อสู้ด้านธุรกิจ “แอ๊ด คาราบาว” (นายยืนยง โอภากุล) ผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัท และเป็น ผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับที่ 3 (ถือหุ้นประมาณ 7.05%) ใน บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) รวมถึงมีตำแหน่งกรรมการในบริษัทในเครือ เช่น บริษัท คาราบาวตะวันแดง จำกัด และบริษัท ตะวันแดง ดีซีเอ็ม จำกัด ได้เปิดเผยเรื่องราวผ่าน Facebook ส่วนตัว Add Bao โดยเริ่มเรื่องว่า . ท่านประทาน ธนินท์ เจียรวนนท์ ที่ผมรู้จัก จากเสื่อผืนหมอนใบ ของคนไทยลูกจีนถึงมิตรภาพที่ไม่มีวันลืม (บันทึกโดย แอ๊ด คาราบาว 12 กันยายน 2569) ก่อนที่คุณแอ๊ดเริ่มเล่าในโพสต์ว่า ครอบครัวของตนเป็นคนจีนจากแผ่นดินใหญ่อพยพมาตั้งรกรากในประเทศไทยบรรพชนฝ่ายแม่เป็นชาวแต้จิ๋วจากเท่งไห้ใกล้ซัวเถา ส่วนฝ่ายพ่อมาจากฮงซุน เป็นดินแดนของพวกปั๊วซัวแคะ แซ่โอ๊วหรือหู ต่อมาอาปาจึงเปลี่ยนมาใช้นามสกุล “โอภากุล” ตระกูลคนไทยลูกจีนสร้างธุรกิจยักษ์ คนจ

14 กันยายน 2569

สำหรับคุณ วิดีโอเกมที่เคยยอมจ่ายเงินซื้อแพงที่สุดคือเท่าไหร่? งานอดิเรกไม่ว่าจะเป็นการดูหนัง ฟังเพลง สะสมของ หรือการเล่นเกม ค่าใช้จ่ายเพื่อความชอบส่วนตัวล้วนมีโอกาสเพิ่มขึ้นตามต้นทุนของอุตสาหกรรมได้ตลอด และอุตสาหกรรมเกมก็เป็นอีกหนึ่งตลาดที่เริ่มมีแนวโน้มว่าราคาจะสูงขึ้น หนึ่งในกรณีที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในเวลานี้ คือ “GTA VI” หรือ GTA ภาคที่ 6 เกมแอ็กชันผจญภัยชื่อดัง ที่ไม่ได้ถูกจับตามองเพียงเพราะเป็นหนึ่งในเกมที่ผู้คนทั่วโลกรอคอย แต่ยังรวมถึงราคาจำหน่ายของเกมที่แตกต่างจากระดับราคาปกติ เนื่องจากราคาเปิดตัวของเกมอยู่ที่ 79.99 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2,690 บาท) และแพ็กเกจพิเศษที่ราคา 99.99 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3,390 บาท) ซึ่งสูงกว่าราคามาตรฐานของเกมระดับ AAA (วิดีโอเกมที่มีคุณภาพสูงมาก เทียบได้กับภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ระดับบล็อกบัสเตอร์ของฮอลลีวูด) ที่อยู่ราว 69.99 ดอลลาร์สหรัฐ ทำให้เกิดการตั้งข้อสังเกตว่า ราคาเกมในอนาคตอาจขยับสูงขึ้นตามไปด้วยหรือไม่ GTA หรือ Grand Theft Auto คือซีรีส์เกมแอ็กชันผจญภัยที่ผู้เล่นจะได้รับบทเป็นอาชญากร เข้าไปอยู่ในเมืองสมมติ และมีอิสระในการสำรวจ ทำภารกิจ และดำเนินเรื่องราว

11 กันยายน 2569

เปลี่ยนทุกก้าวเดิน ให้กลายเป็นวีลแชร์ เพื่อผู้ป่วยและผู้สูงอายุ ในโครงการป่วยให้ยืม มูลนิธิกระจกเงา วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะมาแนะนำแคมเปญ Walk More, Give More 2026 จัดโดยเนสท์เล่ Nestlé Thailand ชวนบุคคลทั่วไปเข้าร่วมกิจกรรมสะสมก้าวเดินเพื่อบริจาค Wheelchair 200 คัน โดยทุกๆ 10 ล้านก้าว = วีลแชร์ 1 คัน เพื่อให้ครอบครัวผู้ป่วยยืมใช้ฟรี ขั้นตอนการเข้าร่วมกิจกรรม 1. เพิ่มเพื่อนใน LINE: @NestleThailand หรือกดลิงก์ https://nes.tl/TH_CORP_WMGMRegisterLine_LINE082026  2. เลือกเมนู “สะสมก้าว” แล้วสมัครสมาชิก 3. ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Good Life Tracker  4. กรอกข้อมูลให้ครบถ้วน เพียงเท่านี้ก็สามารถร่วมสะสมก้าวเดินเพื่อเปลี่ยนเป็น วีลแชร์ได้ง่ายๆ  โดยระยะเวลาสะสมก้าวในโครงการ ตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม – 26 กันยายน 2569 แล้ววีลแชร์จำนวนหนึ่งจะถูกส่งต่อมาที่โครงการป่วยให้ยืมมูลนิธิกระจกเงา นอกจากนี้ ยังสามารถเปลี่ยนเป็นคะแนนสะสม เพื่อรับของรางวัลจากแคมเปญได้อีกด้วย สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : https://nestle.thgoodlife.com/faq/

11 กันยายน 2569

จากลูกจ้างชั่วคราว นอนใต้ถุนโรงพยาบาล สู่เจ้าของ “ป้าบุญคาเฟ่” 7 สาขา รายได้ 500 ล้านธุรกิจที่เริ่มจากเงินเก็บก้อนเล็ก ๆ และที่ดินของ “ป้าบุญ” ที่ไม่คิดค่าเช่า.ผ่านวิกฤตโควิดโดยไม่ทิ้งลูกน้อง 500 คน จนวันนี้มีพนักงานกว่า 1,300 คน“ทำธุรกิจแบบบ้าน ๆ ใช้ใจบริหาร” เพราะเชื่อว่าให้ใจกับลูกค้าก่อน แล้วธุรกิจจะเติบโตตามมา.ดูคลิปเต็มได้แล้ว | จุดเริ่มเจ็บ

11 กันยายน 2569

ทุกคนจะเสียชีวิตในห้องผู้ป่วยแบบเงียบๆ เหงาๆ เข็นออกไปอย่างเงียบงัน ในขณะที่ญาติของเขาในวันนั้นจำโมเมนต์เหล่านั้นได้ขึ้นใจ Painpoint แรกที่ “อัครพล เอื้ออารักษ์” ได้สัมผัสในวันสูญเสียคนใกล้ตัว นำมาสู่การก่อตั้งโรงพยาบาลวันเวลา อินเตอร์เนชั่นแนล ภาพเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับใครก็ตามที่เคยเดินเข้าไปในโรงพยาบาลในวันที่คนใกล้ตัวกำลังจะจากไป และมันคือภาพที่ “อัครพล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลวันเวลา อินเตอร์เนชั่นแนล เคยเผชิญมาด้วยตัวเอง ในวันที่ต้องสูญเสียคนใกล้ตัวไป  เขาสังเกตเห็นบางอย่างที่ค้างคาใจ นั่นคือโรงพยาบาลทั่วไปยังให้ความสำคัญกับการรักษาเป็นหลัก แต่กลับไม่มีพื้นที่มากพอสำหรับการดูแลความรู้สึกของผู้ป่วยในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต คนไข้จำนวนไม่น้อยจากไปอย่างเงียบเชียบ โดยไม่มีใครถามว่า พวกเขาอยากใช้วันเวลาสุดท้ายแบบไหน คำถามที่ค้างคาในใจนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วคราว เพราะอัครพลคลุกคลีอยู่กับโรงพยาบาลมาเกือบ 20 ปี ในฐานะผู้บริหารธุรกิจด้านการออกแบบและก่อสร้างสถานพยาบาล เขาเห็นโรงพยาบาลมาตั้งแต่เป็นพื้นที่ว่างเปล่า เห็นการวางผัง การออกแบบ การก่อสร้าง ไปจนถึงการจัดสภาพ

10 กันยายน 2569