MST โชว์กำไร Q2 โต 37 เท่าตัว รับอานิสงส์วอลุ่มเทรดพุ่ง ดันรายได้ค่าฟี-ค่านายหน้า


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ MST รายงานผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 2 และงวด 6 เดือนแรกของปี 259 สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2569 มีกำไรสุทธิ ดังนี้

ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานสำหรับงวด 3 เดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2569 โดยบริษัทมีกำไรสุทธิ 82.97 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 80.78 ล้านบาท หรือปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 37 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 2.19 ล้านบาท ปัจจัยหลักที่สนับสนุนการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ MST มาจากรายได้ค่านายหน้าที่เพิ่มขึ้น 98.82 ล้านบาท จาก 204.67 ล้านบาท เป็น 303.49 ล้านบาท หรือปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 48.28

โดยมีสาเหตุสำคัญจากรายได้ค่านายหน้าจากการซื้อขายหลักทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น 109.88 ล้านบาท จาก 172.45 ล้านบาท เป็น 282.33 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 63.71) ซึ่งสอดคล้องกับมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นจาก 40,799.84 ล้านบาทต่อวัน เป็น 66,810.68 ล้านบาทต่อวัน (เพิ่มขึ้นร้อยละ 63.75) เช่นเดียวกับมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยของนักลงทุนบุคคลและสถาบันของบริษัทที่ปรับตัวสูงขึ้นจาก 1,781.33 ล้านบาทต่อวัน เป็น 3,474.09 ล้านบาทต่อวัน (เพิ่มขึ้นร้อยละ 95.03) อย่างไรก็ตาม รายได้ค่านายหน้าจากการซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าปรับลดลง 11.05 ล้านบาท จาก 32.21 ล้านบาท เป็น 21.16 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 34.31

นอกจากนี้ยังมีรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการเพิ่มขึ้น 46.97 ล้านบาท จาก 19.33 ล้านบาท เป็น 66.30 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 2.4 เท่า โดยได้รับแรงหนุนจากค่าธรรมเนียมจากการขายและรับซื้อคืนหน่วยลงทุนที่เพิ่มขึ้น 30.85 ล้านบาท ค่าธรรมเนียมจากการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์เพิ่มขึ้น 12.05 ล้านบาท ค่าธรรมเนียมการยืมและให้ยืมหลักทรัพย์เพิ่มขึ้น 1.45 ล้านบาท และค่าธรรมเนียมอื่นๆ เพิ่มขึ้น 2.53 ล้านบาท ควบคู่ไปกับรายได้อื่นที่เพิ่มขึ้น 78.71 ล้านบาท จาก 35.90 ล้านบาท เป็น 114.61 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 2.2 เท่า ซึ่งเป็นผลมาจากกำไรและผลตอบแทนจากเครื่องมือทางการเงินที่เพิ่มสูงขึ้น 60.21 ล้านบาท และรายได้อื่นเพิ่มขึ้น 18.50 ล้านบาท

ส่วนของรายได้ดอกเบี้ยปรับตัวลดลง 77.76 ล้านบาท จาก 225.17 ล้านบาท เหลือ 147.41 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 34.53 สาเหตุหลักมาจากรายได้ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์ลดลง 58.99 ล้านบาท และรายได้ดอกเบี้ยจากเงินฝากในสถาบันการเงินและพันธบัตรรัฐบาลลดลง 18.37 ล้านบาท

ด้านค่าใช้จ่ายรวมปรับตัวเพิ่มขึ้น 46.11 ล้านบาท จาก 480.35 ล้านบาท เป็น 526.46 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.60 ตามการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายผลประโยชน์พนักงานที่สูงขึ้น 53.63 ล้านบาท และค่าธรรมเนียมและบริการจ่ายเพิ่มขึ้น 12.45 ล้านบาท ขณะที่ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยลดลง 10.89 ล้านบาท ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นลดลง 4.85 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายอื่นลดลง 4.23 ล้านบาท ทั้งนี้ จากการที่บริษัทมีกำไรก่อนค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ภาษีเงินได้นิติบุคคลปรับตัวเพิ่มขึ้น 19.86 ล้านบาท จาก 2.52 ล้านบาท เป็น 22.38 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 7.9 เท่า

Back to top button