MSCI ส่อหั่นสถานะ "ตลาดอินโด" บล.กรุงศรี ลุ้นกองทุน Active โยกเข้าหุ้นไทย ชู 7 หุ้นเด่น


นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ หัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า กรณี MSCI เปิดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการปรับลดสถานะตลาดหุ้นอินโดนีเซียจากตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) เป็นตลาด Standalone Market โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในเดือนมิถุนายน 2570 สะท้อนความกังวลด้านความสามารถในการลงทุน ความโปร่งใส และการเข้าถึงตลาดทุนอินโดนีเซียของนักลงทุนต่างชาติ

ประเด็นดังกล่าวอาจสร้างแรงกดดันต่ออินโดนีเซียในระยะยาว ทั้งด้านฐานนักลงทุน สภาพคล่อง และมูลค่าหุ้น ขณะที่ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสได้รับประโยชน์จากการปรับพอร์ตของกองทุนต่างชาติ โดย บล.กรุงศรี ยังคงให้น้ำหนักการลงทุนในไทยมากกว่าอินโดนีเซียในเชิงเปรียบเทียบ แต่ต้องติดตามกระแสเงินทุนจริงก่อนเพิ่มน้ำหนักลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งนี้ ความเสี่ยงของอินโดนีเซียไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแรงขายระยะสั้น แต่ยังรวมถึงการลดลงของฐานนักลงทุนและต้นทุนเงินทุนที่อาจเพิ่มขึ้น หาก MSCI ปรับสถานะจริง นักลงทุนอาจเรียกร้องผลตอบแทนสูงขึ้น ส่งผลให้ตลาดประเมินมูลค่าหุ้นด้วยอัตราส่วน P/E และ P/BV ที่ต่ำลง แม้ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนยังไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงก็ตาม

สำหรับผลกระทบด้านเงินทุน หากอ้างอิงสินทรัพย์ภายใต้การบริหารของกองทุน Passive ที่อิงดัชนี MSCI Emerging Markets จำนวน 650,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และอินโดนีเซียมีน้ำหนัก 0.5% จะมีเงินลงทุนประมาณ 3,250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่อาจต้องปรับพอร์ต หากอินโดนีเซียถูกถอดออกจากดัชนีทั้งหมดตามสมมติฐานดังกล่าว

ขณะเดียวกัน กองทุน Active มีสัดส่วนการถือครองหุ้นอินโดนีเซียประมาณ 1.0% สูงกว่าน้ำหนักดัชนีที่ 0.5% ทำให้มีความเสี่ยงต่อการลดน้ำหนักลงทุนล่วงหน้า ก่อนที่จะมีการปรับดัชนีอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงการประเมินภายใต้สมมติฐาน ไม่ใช่เงินทุนไหลออกที่เกิดขึ้นแล้ว

ในส่วนของตลาดหุ้นไทย หากน้ำหนักอินโดนีเซียถูกตัดออกจากดัชนี MSCI Emerging Markets ทั้งหมด และกระจายน้ำหนักไปยังประเทศอื่นตามสัดส่วนเดิม คาดว่าน้ำหนักไทยจะเพิ่มขึ้นจาก 1.000% เป็นประมาณ 1.005% คิดเป็นเม็ดเงินลงทุนจากกองทุน Passive เพียงราว 32.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งยังมีขนาดจำกัดเมื่อเทียบกับเงินลงทุนอินโดนีเซียที่มีความเสี่ยงถูกปรับออก

ดังนั้น โอกาสสำคัญของตลาดหุ้นไทยจึงอยู่ที่การจัดสรรเงินลงทุนของกองทุน Active มากกว่ากระแสเงินทุนจากการปรับดัชนีโดยอัตโนมัติ โดยไทยมีโอกาสได้รับความสนใจจากนักลงทุน หากมีความได้เปรียบด้านความโปร่งใสในการลงทุน สภาพคล่อง ผลประกอบการที่มองเห็นได้ชัดเจน และระดับมูลค่าหุ้นที่เหมาะสม ทั้งนี้ มูลค่าการปรับพอร์ตของกองทุน Active ที่อาจเกี่ยวข้องมีการประเมินไว้ในระดับประมาณ 7,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ไม่ใช่เงินทุนไหลเข้าไทยที่ยืนยันได้

สำหรับหุ้นที่น่าติดตาม ได้แก่ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ โดยเฉพาะธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB ซึ่งอาจได้รับความสนใจจากการปรับพอร์ตของนักลงทุนต่างชาติที่ลดความเสี่ยงจากอินโดนีเซีย รวมถึงหุ้นกลุ่มสื่อสาร พลังงาน และสาธารณูปโภค เช่น บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC, บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC, บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT, บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF และบริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA โดยเน้นบริษัทที่มีสภาพคล่องสูง ผลประกอบการชัดเจน และมูลค่าหุ้นเหมาะสม

ด้านกลยุทธ์การลงทุน แนะนำทยอยเลือกซื้อหุ้นไทยเมื่อราคาอ่อนตัว โดยระมัดระวังความเสี่ยงที่นักลงทุนอาจลดการลงทุนในตลาดอาเซียนโดยรวมในระยะสั้น ก่อนเพิ่มน้ำหนักลงทุนเมื่อเห็นสัญญาณยืนยันจากกระแสเงินทุนต่างชาติซื้อสุทธิต่อเนื่อง ดัชนีหุ้นไทยให้ผลตอบแทนดีกว่าตลาดภูมิภาค และการฟื้นตัวของหุ้นส่วนใหญ่ในตลาดเริ่มมีความชัดเจน

ทั้งนี้ การพิจารณาปรับสถานะอินโดนีเซียของ MSCI ยังอยู่ในขั้นตอนรับฟังความคิดเห็น และยังไม่มีการปรับสถานะอย่างเป็นทางการ นักลงทุนจึงควรติดตามพัฒนาการของเกณฑ์ดังกล่าวควบคู่กับทิศทางเงินทุนต่างชาติ โดยไม่ควรประเมินว่าตลาดหุ้นไทยจะได้รับเงินทุนไหลเข้าโดยอัตโนมัติจากประเด็นนี้