“พิพัฒน์”ดูงาน Moscow Metro ถอดโมเดล”เดินรถ-ซ่อมบำรุง” ยกระดับระบบรางไทย

  1. หน้าหลัก 
  2. เศรษฐกิจ-ธุรกิจ 
  3. การค้า-อุตสาหกรรม-คมนาคม 
  4. คมนาคม-ขนส่ง 

“พิพัฒน์”ดูงาน Moscow Metro ถอดโมเดล”เดินรถ-ซ่อมบำรุง” ยกระดับระบบรางไทย

เผยแพร่: 6 ส.ค. 2569 18:24   ปรับปรุง: 6 ส.ค. 2569 18:24   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“พิพัฒน์” นำทีมคมนาคมหารือ Moscow Metro แลกเปลี่ยนบริหารระบบราง–สถานีดิจิทัล–ซ่อมบำรุงตลอดวงจรชีวิต มุ่งยกระดับบริการรถไฟไทยให้สะดวก ปลอดภัย คุ้มค่าตลอดอายุใช้งาน

กรุงมอสโก สหพันธรัฐรัสเซีย – นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เดินหน้าต่อยอดความร่วมมือด้านคมนาคมไทย–รัสเซีย ภายหลังการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกระทรวงคมนาคมของทั้งสองประเทศ โดยเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 ได้นำคณะผู้บริหารกระทรวงคมนาคมประชุมหารือและแลกเปลี่ยนแนวทางการบริหารจัดการระบบรถไฟกับผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญของ Moscow Metro ตั้งแต่การให้บริการผู้โดยสารในสถานีดิจิทัล ระบบจัดเก็บค่าโดยสารและข้อมูลการเดินทาง ขบวนรถไฟรุ่นใหม่ ไปจนถึงระบบซ่อมบำรุงและการบริหารขบวนรถตลอดวงจรชีวิต เพื่อนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาประยุกต์ใช้กับการพัฒนาระบบรางของประเทศไทย

โดยได้เดินทางไปยังสถานี Maryina Roshcha และ Aminevskoye Electric Depot เพื่อหารือเชิงเทคนิคจากระบบที่ใช้งานจริง โดยมี นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก และนายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย พร้อมผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กระทรวงคมนาคม เข้าร่วมพิจารณาแนวทางที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการพัฒนาระบบรางของประเทศไทย

นายพิพัฒน์กล่าวว่า การหารือครั้งนี้มุ่งแลกเปลี่ยนแนวทางการบริหารระบบขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ที่สามารถรองรับผู้โดยสารจำนวนมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีมาแก้ปัญหาและยกระดับบริการประชาชน ควบคู่กับการบริหารต้นทุน ความปลอดภัย และความพร้อมของระบบในระยะยาว


ในส่วนของการบริหารสถานี ได้หารือกับฝ่าย Moscow Metro ณ สถานี Maryina Roshcha บนสาย Big Circle Line ถึงแนวทางการพัฒนาสถานีดิจิทัลและการออกแบบบริการโดยมีผู้โดยสารเป็นศูนย์กลาง หรือ Passenger-Centric Service ตั้งแต่ระบบข้อมูลการเดินทาง ป้ายและจอแสดงผล การจัดพื้นที่ภายในสถานี ไปจนถึงระบบชำระค่าโดยสารและการช่วยเหลือผู้โดยสาร

ฝ่าย Moscow Metro นำเสนอระบบชำระค่าโดยสารที่รองรับหลายช่องทาง ทั้งบัตรธนาคาร QR Code อุปกรณ์ดิจิทัล และระบบชีวมิติ (Biometric) รวมถึง Face Pay โดยปัจจุบันประมาณ 93% ของผู้โดยสารชำระค่าโดยสารผ่านช่องทางที่ไม่ใช้เงินสด ทำให้สามารถลดขั้นตอนการให้บริการและบริหารพื้นที่ภายในสถานีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่ยังคงช่องทางเงินสดและการช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่สำหรับผู้โดยสารที่มีความจำเป็น

ฝ่ายก.คมนาคมได้หารือถึงการใช้เทคโนโลยีเพื่อลดภาระงานประจำ แต่ยังรักษาคุณภาพการให้บริการประชาชน เช่น ประตูกั้นทางเข้า–ออก หรือ Turnstile รุ่นใหม่ที่รองรับการชำระเงินและยืนยันตัวตนหลายรูปแบบ ระบบ Live Communication Station ที่ให้ผู้โดยสารสามารถติดต่อเจ้าหน้าที่จริงจากระยะไกล รวมถึงผู้ช่วยดิจิทัลต้นแบบ “Sasha” ที่สามารถโต้ตอบและให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเดินทางแก่ผู้โดยสารได้

อีกประเด็นที่ฝ่ายไทยให้ความสนใจ คือกระบวนการนำความคิดเห็นของประชาชนกลับมาพัฒนาบริการ โดย Moscow Metro เปิดให้ผู้โดยสารส่งความคิดเห็นต่ออุปกรณ์และบริการใหม่ผ่าน QR Code ก่อนนำข้อมูลไปปรับปรุงระบบและพิจารณาขยายผล ซึ่งสะท้อนแนวคิดว่าเทคโนโลยีที่จะนำมาใช้ต้องตอบโจทย์ผู้โดยสารจริง ไม่ใช่เพียงเป็นเทคโนโลยีใหม่

จากนั้นคณะได้เดินทางด้วยรถไฟใต้ดินที่ Moscow Metro จัดให้ เพื่อหารือและรับฟังข้อมูลด้านการบริหารการเดินรถและระบบภายในขบวน โดยมีการแลกเปลี่ยนถึงระบบข้อมูลผู้โดยสารแบบดิจิทัล การแสดงสถานีปัจจุบันและสถานีถัดไป เวลาเดินทาง ทางออกและจุดเชื่อมต่อ ตลอดจนการจัดความถี่ในการเดินรถ


@ Moscow Metro โชว์จัดการเดินรถความถี่ 90 วินาที /ขบวน

ฝ่าย Moscow Metro ให้ข้อมูลว่า ในช่วงที่มีความต้องการเดินทางสูง สามารถจัดระยะห่างระหว่างขบวน หรือ Headway ได้ประมาณ 90 วินาที การรักษาความถี่ดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยทั้งระบบบริหารการเดินรถ ขบวนรถที่มีความพร้อม และระบบซ่อมบำรุงที่ทำงานเชื่อมโยงกันอย่างมีประสิทธิภาพ

นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย พร้อมผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมแลกเปลี่ยนกับฝ่ายรัสเซียในประเด็นการบริหาร Rolling Stock การจัดรถให้พร้อมใช้งาน การตรวจสอบตามระยะ และแนวทางการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญต่อการเพิ่มความน่าเชื่อถือและประสิทธิภาพของระบบราง โดยเฉพาะการวางแผนซ่อมก่อนเกิดความขัดข้องระหว่างให้บริการ

ต่อมาคณะได้หารือเชิงเทคนิค ณ Aminevskoye Electric Depot ซึ่งเป็นศูนย์ซ่อมบำรุงรถไฟฟ้ารุ่นใหม่ที่รองรับ Big Circle Line โดยฝ่ายรัสเซียได้นำเสนอการบริหาร Fleet การเตรียมขบวนรถก่อนนำออกให้บริการ การตรวจสอบอุปกรณ์ การบำรุงรักษาตามระยะ และการบริหารความพร้อมของขบวนรถ พร้อมแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับขบวนรถรุ่น Moscow-2024


@รถโดยสารบริการเกือบ 7,000 ตู้

ฝ่ายรัสเซียให้ข้อมูลว่า ปัจจุบัน Moscow Metro มีรถโดยสารที่ให้บริการรวมเกือบ 7,000 ตู้ ขณะที่ Aminevskoye Electric Depot มีรถประจำศูนย์ 31 ขบวน ขบวนละ 8 ตู้ หรือรวม 248 ตู้ ในช่วงเวลาเร่งด่วนจะจัดรถออกให้บริการ 28 ขบวน ส่วนอีก 3 ขบวนอยู่ในกระบวนการตรวจสอบและบำรุงรักษา เพื่อให้มีรถพร้อมรองรับผู้โดยสารจำนวนมาก ขณะเดียวกันยังสามารถดำเนินการ Maintenance ได้อย่างต่อเนื่อง

ประเด็นสำคัญในการหารือ คือรูปแบบ Life-Cycle Contract ซึ่งเชื่อมโยงความรับผิดชอบของผู้ผลิตตั้งแต่การผลิตและส่งมอบรถ ไปจนถึงการตรวจสอบ ซ่อมบำรุง และรักษาความพร้อมใช้งานของขบวนรถในระยะยาว โดยบริษัทในกลุ่มผู้ผลิตเป็นผู้รับผิดชอบงาน Maintenance ตามเงื่อนไขสัญญา

ระบบดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่การตรวจสอบประจำวัน การบำรุงรักษาตามระยะทางสะสม ไปจนถึงการซ่อมใหญ่ระดับโรงงาน โดยใช้ทั้งข้อมูลระยะทางและสถิติความน่าเชื่อถือของอุปกรณ์ประกอบการวางแผน เพื่อซ่อมหรือเปลี่ยนชิ้นส่วนก่อนเกิดปัญหาระหว่างให้บริการ หรือ Preventive Maintenance ซึ่งแนวทางดังกล่าวมีประเด็นที่ประเทศไทยสามารถนำมาพิจารณาได้ โดยเฉพาะการกำหนดความรับผิดชอบด้านการซ่อมบำรุงตั้งแต่ขั้นตอนการจัดหาขบวนรถ การพิจารณาต้นทุนตลอดอายุการใช้งาน หรือ Life-Cycle Cost รวมถึงการกำหนดมาตรฐานความพร้อมและความน่าเชื่อถือของรถ เพื่อให้การลงทุนภาครัฐเกิดความคุ้มค่าในระยะยาว


ทั้งนี้ การหารือกับ Moscow Metro เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินความร่วมมือด้านคมนาคมระหว่างไทยและรัสเซีย ภายหลังการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกระทรวงคมนาคมของทั้งสองประเทศ โดยฝ่ายไทยมุ่งให้การแลกเปลี่ยนในระดับนโยบายเชื่อมต่อไปสู่การหารือระหว่างหน่วยงานที่รับผิดชอบและผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้าน เพื่อพิจารณาความร่วมมือที่สามารถดำเนินการได้จริง และความเหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย ทั้งด้าน Smart Station, Digital Passenger Service, ระบบตั๋วและการชำระเงิน การบริหาร Rolling Stock, Preventive Maintenance และ Life-Cycle Management รวมถึงการพัฒนาบุคลากรและการถ่ายทอดองค์ความรู้ต่อไป