McLaren W1 ไฮเปอร์คาร์ 1,258 แรงม้า พิสูจน์ความสุดขั้วที่ Mugello กับสมรรถนะระดับ F1 - Carvariety

McLaren W1 กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า นี่ไม่ใช่เพียงไฮเปอร์คาร์รุ่นใหม่ของ McLaren แต่คือการประกาศตัวอย่างชัดเจนว่าแบรนด์อังกฤษต้องการกลับมาเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับรถสมรรถนะสูงระดับโลก โดยครั้งนี้ McLaren นำ W1 ไปทดสอบสมรรถนะกันถึงสนาม Mugello ท่ามกลางภูมิประเทศอันงดงามของแคว้นทัสคานี ประเทศอิตาลี ซึ่งอยู่ห่างจาก Maranello บ้านเกิดของ Ferrari เพียงประมาณ 90 นาที
การเลือกสนาม Mugello ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ เพราะ McLaren W1 ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อรองรับสมรรถนะระดับสูงอย่างแท้จริง ทั้งพละกำลังมหาศาล แอโรไดนามิกขั้นสุด และความสามารถในการเข้าโค้งที่ต้องอาศัยสนามแข่งเป็นพื้นที่แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่

McLaren ระบุว่า W1 เป็นรถที่ถูกสร้างขึ้นตามแนวคิด “Everything Car” หรือรถที่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยมทั้งบนถนนและสนามแข่ง แม้แนวคิดดังกล่าวอาจดูเหมือนเป็นเรื่องที่ขัดแย้งกันสำหรับรถระดับไฮเปอร์คาร์ แต่ W1 กลับสามารถผสมผสานทั้งสองด้านได้อย่างน่าประทับใจ

หัวใจสำคัญของ McLaren W1 คือระบบส่งกำลังแบบขับเคลื่อนล้อหลังเท่านั้น แม้จะมีมอเตอร์ไฟฟ้าเข้ามาช่วยเพิ่มกำลัง แต่ McLaren เลือกไม่ใช้ระบบ Torque Vectoring หรือซอฟต์แวร์ที่เข้ามาควบคุมรถอย่างซับซ้อนจนเกินไป เพราะต้องการรักษาความรู้สึกในการขับขี่แบบที่ผู้ขับสามารถสัมผัสและควบคุมรถได้ด้วยตัวเอง

W1 มาพร้อมขุมพลังไฮบริดที่ให้กำลังสูงสุดถึง 1,258 แรงม้า ซึ่งทำให้การเร่งความเร็วจาก 0-124 ไมล์/ชม. หรือประมาณ 200 กม./ชม. ใช้เวลาเพียง 5.8 วินาที ขณะที่ 0-186 ไมล์/ชม. หรือประมาณ 300 กม./ชม. ใช้เวลาไม่ถึง 12.7 วินาที และเร็วกว่า Ferrari F80 อยู่ประมาณ 0.3 วินาทีในตัวเลขดังกล่าว

เมื่อเข้าสู่สนาม Mugello ความสามารถของ W1 ยิ่งถูกเปิดเผยอย่างเต็มที่ รถสามารถทำความเร็วได้สูงถึง 195 ไมล์/ชม. หรือประมาณ 314 กม./ชม. บนทางตรงหลัก ขณะที่มีรายงานว่ารถทดสอบคันหนึ่งเคยเห็นตัวเลขบนหน้าปัดแตะระดับ 205 ไมล์/ชม. หรือกว่า 329 กม./ชม. แม้ว่าค่าความเร็วจาก GPS จะต่ำกว่านั้นเล็กน้อยก็ตาม

หนึ่งในเทคโนโลยีที่ทำให้ McLaren W1 สามารถสร้างความเร็วระดับนี้ได้คือระบบแอโรไดนามิกที่ McLaren ระบุว่าเป็นระบบที่ล้ำหน้าที่สุดเท่าที่บริษัทเคยพัฒนาสำหรับรถถนน โดย W1 ใช้หลักการ Ground Effect อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งทำให้มันเป็นเพียงหนึ่งในรถถนนที่สามารถใช้แนวคิดดังกล่าวได้อย่างจริงจัง โดยอีกหนึ่งรุ่นที่มีเทคโนโลยีในลักษณะเดียวกันคือ Aston Martin Valkyrie

ในโหมด Race ตัวรถจะลดความสูงด้านหน้าลง 37 มม. และด้านหลังลง 17 มม. เพื่อให้ตัวรถแนบพื้นมากขึ้น พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพของระบบแอโรไดนามิก ขณะที่ปีกหน้าแบบ Active Front Wing สามารถสร้างประสิทธิภาพในระดับที่ใกล้เคียงกับปีกหลังของซูเปอร์คาร์ทั่วไป
ด้านหลังคืออีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญอย่าง Active Long Tail ซึ่งสามารถยืดออกไปทางด้านหลังได้มากถึง 300 มม. ผ่านการหมุนในมุม 180 องศา โดยใช้มอเตอร์ไฟฟ้า 4 ตัวในการควบคุมตำแหน่งและองศาของปีก นอกจากทำหน้าที่เพิ่มแรงกดแล้ว ยังสามารถทำหน้าที่คล้ายระบบ DRS และ Airbrake ได้อีกด้วย
เมื่อระบบแอโรไดนามิกทำงานเต็มประสิทธิภาพ McLaren W1 สามารถสร้างแรงกดได้เกือบ 1,000 กิโลกรัมที่ความเร็ว 173 ไมล์/ชม. หรือประมาณ 278 กม./ชม. ขณะที่ Ferrari F80 สามารถสร้างแรงกดได้ประมาณ 1,050 กิโลกรัมที่ความเร็ว 155 ไมล์/ชม. หรือประมาณ 249 กม./ชม.
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางของ McLaren ที่ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการเพิ่มกำลังเครื่องยนต์ แต่ต้องการสร้างรถที่สามารถใช้พละกำลังทั้งหมดได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในสนามแข่ง
ความน่าประทับใจของ W1 ไม่ได้อยู่แค่ความเร็ว แต่ยังรวมถึงความรู้สึกหลังพวงมาลัย McLaren ปรับปรุงระบบพวงมาลัยไฮดรอลิกให้สามารถถ่ายทอดความรู้สึกจากพื้นถนนกลับมายังผู้ขับได้มากขึ้น โดยมีการปรับรายละเอียดของ Torsion Bar เพื่อเพิ่มความแม่นยำและความรู้สึกในการควบคุมให้เหนือกว่า McLaren 750S ซึ่งถือเป็นหนึ่งในมาตรฐานด้านการขับขี่ของแบรนด์
บนสนามแข่ง ผู้ขับสามารถสัมผัสได้ถึงการทำงานของตัวรถอย่างชัดเจน ทั้งการถ่ายน้ำหนัก การยึดเกาะของยาง และการทำงานของระบบแอโรไดนามิก ตัวรถสามารถหมุนเข้าโค้งได้อย่างเป็นธรรมชาติ และยังมีระบบ Variable Drift Control ที่เปิดให้ผู้ขับเลือกระดับการแทรกแซงของระบบ ESP ได้ถึง 15 ระดับ

McLaren W1 ยังมาพร้อมเกียร์อัตโนมัติ Dual-Clutch 8 สปีดรุ่นใหม่ ซึ่งได้รับการพัฒนาให้รองรับแรงบิดที่สูงกว่าระบบเดิม พร้อมแป้น Paddle Shift ขนาดใหญ่ที่ให้ความรู้สึกในการเปลี่ยนเกียร์แบบกลไกอย่างชัดเจน รวมถึง E-Differential แบบไฮดรอลิกรุ่นใหม่
ในโหมด Race ผู้ขับสามารถเลือกการทำงานของระบบส่งกำลังได้ทั้งแบบ GP สำหรับการขับต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน หรือ Sprint สำหรับการปลดปล่อยสมรรถนะสูงสุด ขณะที่ปุ่ม Boost บนพวงมาลัยสามารถเรียกพละกำลังจากระบบไฟฟ้าออกมาใช้เพื่อการเร่งความเร็วเต็มพิกัด ส่วนปุ่ม Aero จะควบคุมระบบ DRS
อีกหนึ่งจุดที่ McLaren ให้ความสำคัญอย่างมากคือระบบเบรก W1 ใช้ชุด Carbon Ceramic-Racing+ พร้อมจานเบรกขนาด 390 มม. ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยเพิ่มชั้นเซรามิกพิเศษเพื่อรองรับการใช้งานหนัก ด้านหน้าติดตั้งคาลิเปอร์ 6 สูบ และด้านหลัง 4 สูบ พร้อมระบบระบายความร้อนที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรถ Formula 1
สิ่งที่ทำให้ระบบเบรกของ W1 น่าสนใจคือยิ่งใช้งานหนัก ประสิทธิภาพก็ยิ่งโดดเด่น ตัวรถไม่ได้มีเพียงความสามารถในการเร่งความเร็ว แต่ยังสามารถชะลอความเร็วได้อย่างมั่นคงและทรงพลัง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากสำหรับรถที่สามารถทำความเร็วระดับ 300 กม./ชม. ได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่วินาที

โครงสร้างของ McLaren W1 ใช้ Aerocell Monocoque ซึ่งผลิตจาก Pre-preg Carbon Fibre วัสดุที่พบได้ในรถแข่งระดับสูงและรถผลิตจำนวนจำกัด โดยมีค่าความแข็งแรงต่อการบิดตัวสูงถึง 51,000 นิวตันเมตรต่อองศา ซึ่งอยู่ในระดับใกล้เคียงกับรถแข่ง Endurance ระดับสูง
พื้นตัวรถได้รับการออกแบบให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบแอโรไดนามิกอย่างเต็มที่ โดยมีการยกพื้นขึ้นเพื่อสร้างช่องทางให้อากาศไหลผ่านใต้รถ ขณะที่ด้านหลังมี Diffuser ขนาดใหญ่ที่โอบรอบชุดส่งกำลังและทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างรถ
วัสดุที่ใช้ในบริเวณ Diffuser คือ Intermediate Modulus Carbon Fibre หรือ IMCF ซึ่งมีความแข็งแรงและทนความร้อนสูงกว่า Carbon Fibre ทั่วไป นอกจากนี้ยังช่วยลดความจำเป็นในการใช้ Strut Brace ทำให้ McLaren สามารถออกแบบ Diffuser ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น พร้อมทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างป้องกันการชนด้านหลังอีกด้วย
แม้ McLaren W1 จะมีบุคลิกที่เน้นสนามแข่งอย่างชัดเจน แต่ภายในกลับถูกออกแบบให้สามารถใช้งานบนถนนได้อย่างน่าประหลาดใจ เบาะนั่งถูกยึดเข้ากับ Carbon Tub โดยตรงเพื่อลดน้ำหนักและทำให้ผู้ขับรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของตัวรถมากขึ้น ขณะที่ตำแหน่งแป้นเหยียบสามารถปรับเข้าออกได้ด้วยกลไกเฉพาะ และพวงมาลัยรวมถึงชุดมาตรวัดสามารถปรับด้วยระบบไฟฟ้า
การออกแบบภายในยังเต็มไปด้วยรายละเอียดที่สะท้อนความพิถีพิถันของ McLaren ตั้งแต่พวงมาลัยทรงแบนด้านบนและด้านล่าง ซึ่งมีเพียงปุ่ม Boost และปุ่มควบคุม Aero ไปจนถึงสวิตช์เลือกโหมดการทำงานของแชสซีและระบบส่งกำลังที่ติดตั้งบริเวณด้านบนของชุดมาตรวัด
ลูกค้าสามารถเลือกวัสดุ InnoKnit ซึ่งเป็นวัสดุทางเลือกที่มีลักษณะคล้ายผ้าถักทางเทคนิคและถูกออกแบบให้เป็นทางเลือกที่ยั่งยืนกว่าหนังหรือ Alcantara นอกจากนี้ยังมีชิ้นส่วน Carbon Fibre หลายตำแหน่ง รวมถึงแผงบังแดดที่มีความหนาเพียง 3 มม.
McLaren ยังให้ความสำคัญกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน W1 มีช่องเก็บของขนาด 118 ลิตรบริเวณด้านหลังเบาะ พร้อมที่วางแก้ว และสามารถใช้งานระบบปรับอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้เครื่องยนต์จะมีเสียงที่ออกไปทางดุดันและเป็นเครื่องจักรมากกว่าจะเป็นเสียงเครื่องยนต์ที่เน้นความไพเราะ แต่กลับให้บุคลิกที่เข้ากับตัวรถเป็นอย่างดี

เมื่อออกจากสนามแข่งและนำ W1 ไปขับบนถนนจริง รถคันนี้กลับแสดงให้เห็นอีกด้านที่แตกต่างออกไปอย่างชัดเจน ในโหมด Comfort ระบบช่วงล่างสามารถจัดการกับพื้นผิวถนนที่ไม่เรียบ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของระดับพื้นถนนได้อย่างน่าประทับใจ ตัวรถยังสามารถเดินทางด้วยเกียร์ 8 ได้อย่างสบาย และให้ระดับเสียงรบกวนภายในห้องโดยสารที่อยู่ในระดับยอมรับได้สำหรับรถที่มีสมรรถนะระดับนี้
เมื่อเข้าสู่เส้นทาง Futa Pass ซึ่งมีทั้งทางโค้ง การเปลี่ยนแคมเบอร์ และพื้นผิวถนนที่ไม่เรียบ McLaren W1 ยังคงรักษาความมั่นคงของตัวรถได้อย่างยอดเยี่ยม โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งแรงกดมหาศาลจากแอโรไดนามิกเหมือนในสนามแข่ง แต่แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของระบบช่วงล่างและการควบคุมตัวถังแทน
ท้ายที่สุดแล้ว McLaren W1 ไม่ได้เป็นเพียงรถที่มีตัวเลขแรงม้าและความเร็วระดับสุดขั้ว แต่เป็นการรวมเทคโนโลยีจากหลายด้านเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ทั้งเครื่องยนต์ไฮบริด 1,258 แรงม้า ระบบ Ground Effect แอโรไดนามิกแบบ Active ระบบเบรกระดับรถแข่ง โครงสร้าง Carbon Fibre น้ำหนักเบา และพวงมาลัยที่เน้นความรู้สึกในการขับขี่
สิ่งที่ทำให้ W1 แตกต่างคือความสามารถในการนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาสร้างเป็นรถที่ไม่ได้มีดีแค่ในสนามแข่ง แต่ยังสามารถขับบนถนนจริงได้อย่างน่าประหลาดใจ McLaren W1 จึงอาจเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของแนวคิด “Everything Car” เพราะสามารถเปลี่ยนบุคลิกจากรถสนามแข่งที่ดุดันใน Mugello มาเป็นรถถนนที่ขับง่ายและให้ความรู้สึกสบายได้ภายในคันเดียว

สำหรับ McLaren แล้ว W1 จึงไม่ได้เป็นเพียงผู้สืบทอดทางจิตวิญญาณของ F1 และ P1 แต่ยังเป็นบทพิสูจน์ว่ารถไฮเปอร์คาร์ยุคใหม่สามารถนำเทคโนโลยีระดับมอเตอร์สปอร์ตมาผสมผสานกับความรู้สึกในการขับขี่แบบที่ผู้ขับยังคงเป็นศูนย์กลางได้อย่างไร และจากประสบการณ์ในสนาม Mugello ดูเหมือนว่า McLaren W1 จะทำหน้าที่นั้นได้อย่างน่าทึ่ง
แหล่งที่มา : topgear