‘Liquid Love’ ปรากฏการณ์ลื่นไหลทางความรัก สาเหตุที่คนยุคนี้โหยหารักแบบไม่ผูกมัดมากขึ้น
เวลาที่ถามคนรุ่นพ่อแม่ว่า “ตกหลุมรักกันได้อย่างไร” ส่วนใหญ่มักจะตอบว่า เจอกันที่ทำงาน หรือไม่ก็เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่สมัยเรียน ทว่าจุดที่พบกันไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะสิ่งที่น่าสนใจที่สุดในความสัมพันธ์ คือการที่ทั้งคู่ยังอยู่เคียงข้างกันมาจนถึงทุกวันนี้ ต่อให้ทะเลาะกันแรงแค่ไหน เผชิญปัญหาหนักมากเท่าไร แต่สุดท้ายเราก็ยังเห็นพ่อกับแม่อยู่ด้วยกันเสมอ
แต่เมื่อมองกลับมาที่ความสัมพันธ์ของตัวเราหรือคนยุคนี้ สิ่งที่สัมผัสได้คือ ความสัมพันธ์มันช่างเปราะบาง ซับซ้อน อ่อนไหว และไม่มั่นคง ราวกับว่าทุกคนสามารถปล่อยมือจากกันได้ง่ายๆ และแคร์ตัวเองมากกว่าอีกฝ่าย ซึ่งมวลความรู้สึกเหล่านี้ก็สะท้อนรูปแบบความสัมพันธ์ใหม่ๆ ที่เราไม่คุ้นเคย เช่น Situationship และ Friends with Benefits (FWB) ที่เป็นความสัมพันธ์แบบไม่มีสถานะ หรือการหายไปดื้อๆ (Ghosting)
แม้สำหรับบางคนอาจมองว่า การไม่ผูกมัดทางความสัมพันธ์เป็นความเห็นแก่ตัว ทว่านั่นเป็นเพียง ‘ปลายเหตุ’ ที่เล็งเห็นได้ แต่รูปแบบทางความสัมพันธ์ของคนหมู่มากที่เปลี่ยนไป อาจเกิดจากความเปลี่ยนแปลงในเชิงสังคม ไม่ใช่แค่เรื่องระดับปัจเจกบุคคล แต่เป็นผลิตผลของปรากฏการณ์ทางสังคมที่ ซิกมุนต์ เบาแมน (Zygmunt Bauman) นักสังคมวิทยาและนักปรัชญาคนสำคัญของโลก นิยามไว้ว่า ‘Liquid Love’ หรือปรากฏการณ์ลื่นไหลทางความรัก
เบาแมนเขียนหนังสือที่มีชื่อว่า Liquid Modernity ที่วิเคราะห์ว่า สังคมยุคใหม่เปลี่ยนจากความมั่นคงแข็งแกร่ง ไปสู่ภาวะที่ทุกอย่างเหลวไหล ไม่แน่นอน และขับเคลื่อนด้วยการบริโภค ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนแปลงทางสังคมยุคปัจจุบันที่ไม่มั่นคงถาวร ทั้งในแง่ของผู้คน เศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ หรือแม้กระทั่งความสัมพันธ์ อันเกิดจากความผันผวนและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสังคม
โดยเบาแมนอธิบายทฤษฎี Liquid Love ไว้ว่า สังคมที่รวดเร็ว ฉาบฉวย และเอาแน่เอานอนไม่ได้ ละลายความสัมพันธ์ที่เคยยืนยาวและแข็งแกร่งให้กลายเป็นของเหลว เสมือนของแข็งที่เปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว เพราะเขาเชื่อว่า เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงสังคม เช่น การหาคู่ผ่านอินเทอร์เน็ต ที่ทำให้การสานสัมพันธ์เชิงชู้สาวกลายเป็น ‘เกม’ ประเภทหนึ่ง ที่จะเล่นต่อหรือขอพอก่อนก็ย่อมได้
นอกจากปัจจัยด้านเทคโนโลยีแล้ว เบาแมนยังเสนอว่า ในอดีตโครงสร้างสังคมมีความแข็งแรง มั่นคง ผู้คนเดิม เติบโตในพื้นที่เดิม ใช้ชีวิตอยู่ในสถานที่เดิม รวมถึงการทำงานที่ไม่ค่อยเปลี่ยนบ่อย ความสัมพันธ์จึงมีลักษณะการลงหลักปักฐานและผูกมัดระยะยาว แต่เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์ ทุกสิ่งทุกอย่างกลับเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและไม่อยู่กับที่ ซึ่งเมื่อนำเลนส์ด้านความสัมพันธ์มาวางทับ ความสัมพันธ์ในยุคนี้จึงไหลเลื่อน ฉาบฉวย และพร้อมจะระเหยหายไปได้ทุกเมื่อ อีกทั้งปัจจัยทางเศรษฐกิจ ความไม่มั่นคงของรายได้ และค่านิยมที่ให้ความสำคัญกับความสำเร็จส่วนบุคคลและการศึกษา ทำให้คนยุคนี้มองว่าความรักเป็น ‘ทางเลือก’ มากกว่า ‘เป้าหมายหลัก’ ของชีวิต
ในรายงานการสำรวจของ Pew Research Center ที่วิเคราะห์ข้อมูลสำมะโนประชากรในปี 2019 ระบุว่า สัดส่วนของคนโสดที่มีอายุระหว่าง 25-54 ปี สูงขึ้นถึง 38% เมื่อเทียบกับคนช่วงอายุเดียวกันในปี 1990 ที่มีอัตราคนโสดเพียง 29% โดยในรายงานยังระบุเพิ่มเติมอีกว่า กลุ่มคนโสดมีแนวโน้มได้รับรายได้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย มักจะอาศัยอยู่ร่วมกับพ่อแม่ และได้รับผลกระทบด้านความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ จึงมีความเป็นไปได้ว่า เมื่อเงินน้อย มีภาระ เศรษฐกิจย่ำแย่ ก็ไม่อยากแคร์ใครไปมากกว่าตัวเอง เพราะไม่พร้อมมีคู่ครองในระยะยาว
ถึงแม้คนยุคนี้จะรักคนยาก แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่ศรัทธาในความรัก โดยในรายงาน Singles in America ในปี 2024 ได้สรุปค่านิยมในการหาคู่ของคนยุคนี้ไว้ว่า คนโสดยุคนี้ให้ความสำคัญกับหน้าตาและฐานะทางการเงินน้อยลง แต่หันมาโฟกัสที่ความฉลาดทางอารมณ์ของคู่ครองมากขึ้น หลายคนเลือกมองข้ามสเปกที่ตั้งไว้ แล้วหันมาสนใจคนที่เข้ากับความคิดและไลฟ์สไตล์ของตัวเอง แม้ว่าคนโสดในยุคนี้จะมองหาความสัมพันธ์แปลกใหม่แบบอื่นๆ ที่อาจถูกมองว่าฉาบฉวย แต่นั่นก็เป็นไปเพื่อที่จะมีโอกาสได้พบกับคนที่เข้ากับตัวเองได้ในทุกมิติจริงๆ
ดร.เฮเลน ฟิชเชอร์ (Helen Fisher) ในฐานะหัวหน้าที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ของ Match.com ให้ความคิดเห็นต่อรายงานชิ้นนี้ไว้ว่า คนโสดในปัจจุบันเติบโตขึ้นมากแล้ว พวกเขาไม่ได้มองหาแค่คนที่หน้าตาดีหรือมีความพร้อมทางเศรษฐกิจอีกต่อไป สิ่งที่พวกเขาแสวงหาอย่างแท้จริง คือคนที่มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ มีความตระหนักรู้ในตนเอง และให้ความสำคัญกับความสบายใจทางความรู้สึก เหมือนกับทฤษฎี ‘Slow Love’ ที่เธอเคยเสนอไว้ เพราะคนโสดกำลังใช้เวลาในการทำความรู้จักกันให้ลึกซึ้งขึ้น ก่อนจะกระโดดลงไปผูกมัด เพราะในท้ายที่สุด กระบวนการคัดกรองคนที่พิถีพิถัน จะนำไปสู่การแต่งงานที่มีความสุขมากขึ้น และมีอัตราการหย่าร้างลดลง
สิ่งที่ฟิชเชอร์กล่าว มีแนวโน้มที่จะเป็นจริงอยู่เช่นกัน เพราะจากการเก็บรวบรวมข้อมูลชาวอเมริกันจากสำนักงานสำมะโนประชากรพบว่า ในทุก 1,000 คนที่แต่งงานกับคนรัก มีเพียง 14.9 คู่เท่านั้นที่หย่าร้างกัน ซึ่งเป็นอัตราการหย่าร้างที่ต่ำที่สุดในรอบ 50 ปี สะท้อนให้เห็นว่า แม้คนยุคนี้จะมีความสัมพันธ์แบบไม่ผูกมัดเพิ่มขึ้น ซึ่งนำไปสู่การครองโสดหรือแต่งงานช้า ทว่าสิ่งที่พวกเขาเลือกสนับสนุนคือ ความสัมพันธ์ในระยะยาวที่ไม่ได้ต้องการแค่คนรวย คนเก่ง หรือคนหน้าตาดี แต่คือคนที่ใช้ชีวิตในทุกวันไปด้วยกันอย่างยั่งยืน
แม้ว่าความสัมพันธ์ของคนยุคนี้จะดูฉาบฉวยและไม่แน่นอน แต่ลึกลงไปแล้ว มันคือเสียงสะท้อนของการดิ้นรนเพื่อปกป้องหัวใจตัวเองในโลกที่ทุกอย่างพร้อมจะพังทลายได้ทุกเมื่อ การเปลี่ยนผ่านสู่การสร้างความสัมพันธ์ที่ใช้เวลานานขึ้น จึงไม่สามารถตีขลุมว่าเป็นความเห็นแก่ได้เสียทีเดียว เพราะมันอาจเป็นรูปแบบการตัดสินใจเลือกคู่ครองแบบใหม่ ที่ดำเนินไปจนกว่าจะได้เจอคนที่ใช่จริงๆ
ที่มา:
– https://ifstudies.org/blog/the-us-divorce-rate-has-hit-a-50-year-low
Tags: LOVE, Knowledge, Wisdom, Relationships, Liquid Modernity, รักแบบไม่ผูกมัด, ความรัก