LINE MAN ดัน AI ช่วยร้านเล็ก ชี้ร้านใช้เทคโนโลยี อัตรารอดพุ่ง 93% ส่ง Wongnai Genie ช่วยคุมต้นทุน

“เปิดร้านมารอเก้อตั้งแต่เช้า ลูกค้าเงียบเหงา ยอดขายตกจนน่าใจหาย” ภาพของร้านอาหารรายย่อยและ SMEs ไทยในยุคนี้ กำลังเผชิญกับภาวะ “ขายของไม่ดี คนประหยัด ไม่กล้าใช้จ่าย” 

ซึ่ง ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า มูลค่าตลาดร้านอาหารและเครื่องดื่มในประเทศไทยปี 2569 แม้จะเติบโตขึ้น 3.9% จากปีก่อนหน้า (ปรับเพิ่มจากเดิมที่คาดการณ์ไว้ 2.5%) จนมีมูลค่าสูงถึงประมาณ 6.82 แสนล้านบาท 

ทว่าเมื่อมองในเชิงลึกจะพบว่าอัตราดังกล่าวเป็นการเติบโตที่ชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลมาจากกำลังซื้อของประชาชนที่ยังคงเปราะบาง ประกอบกับการแข่งขันที่รุนแรงและต้นทุนที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งกลายเป็นแรงกดดันต่อกำไรของผู้ประกอบการในทุกกลุ่มอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ภายใต้สภาวะตลาดดังกล่าว LINE MAN ในฐานะแพลตฟอร์มที่มีร้านอาหารเข้าร่วมมากที่สุดในประเทศมากกว่า 520,000 ร้าน ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัด และมากกว่า 266 อำเภอ ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเป็นตัวกลางขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ซึ่ง LINE MAN ครองอันดับ 1 ที่ร้านค้าเลือกเข้าร่วมมากกว่า 59,000 ร้าน 

โดยยอดขายรวมของร้านค้าที่อยู่ระหว่างการปรับตัวในโครงการนี้สามารถเติบโตแซงหน้าโครงการครั้งก่อนถึง 1.8 เท่า (ในช่วงวันที่ 15 มิ.ย. - 18 ก.ย. 69) และคาดว่าจะพุ่งสูงถึง 2 เท่าเมื่อจบโครงการ ซึ่งขณะนี้มีเงินหนุนจากภาครัฐกระจายสู่ร้านค้าทั่วประเทศแล้วมากกว่า 2,570 ล้านบาท ผ่านจำนวนออเดอร์มากกว่า 16 ล้านออเดอร์

ความสำเร็จนี้ย้ำเตือนด้วยผลลัพธ์จากโครงการก่อนหน้าอย่าง “คนละครึ่ง พลัส” ที่ยืนยันว่ายอดขายเฉลี่ยต่อวันของร้านค้าเพิ่มขึ้นถึง 67% ในช่วงดำเนินโครงการ และที่สำคัญคือหลังจบโครงการ ยอดขายยังคงเติบโตต่อเนื่องอีกถึง 10% สะท้อนให้เห็นว่าโครงการอุดหนุนของรัฐไม่ได้ให้ผลแค่ระยะสั้น แต่ช่วยสร้างความยั่งยืนอย่างถาวร ดังเช่น กรณีของร้านประจักษ์เป็ดย่าง ที่มียอดขายช่วงโครงการเพิ่มขึ้นถึง 130% พร้อมได้ลูกค้าใหม่ผ่าน LINE MAN Food Delivery กว่า 3,500 คน เช่นเดียวกับร้านตำยำยั่ว By โบตั๋น ที่ได้ฐานลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้นกว่า 2,600 คน และยอดขายเติบโตถึง 44%

รู้ข้อมูลลึก คิดให้ครบ ช่วยจบงาน

ยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai กล่าวว่า นอกจากการพึ่งพาแรงหนุนจากรัฐ การต่อยอดความยั่งยืนด้วยเทคโนโลยียังเป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญ ปัจจุบันมีร้านอาหารเลือกใช้ Wongnai POS ซึ่งเป็นระบบบริหารจัดการร้านค้าอันดับ 1 มากกว่า 72,000 ร้านค้า โดยสถิติชี้ชัดว่า ร้านค้าทั่วไปที่ไม่ใช้เทคโนโลยีเลยจะมีอัตราการอยู่รอดราว 70% แต่หากเข้าร่วมโครงการรัฐโดยไม่ใช้ระบบ POS อัตราการอยู่รอดจะเพิ่มเป็น 84% ขณะที่ร้านที่เลือกใช้ระบบ POS ควบคู่กับเทคโนโลยีจะมีอัตราการอยู่รอดพุ่งสูงที่สุดถึง 93% 

เพื่อยกระดับการบริหารงานไปอีกขั้น LINE MAN Wongnai จึงได้เปิดตัว “Wongnai Genie” AI Solution ที่ช่วยอ่านและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกจาก LINE MAN, Wongnai และ Wongnai POS เพื่อช่วยบริหารจัดการร้าน เพิ่มยอดขาย และลดต้นทุน 

โดยตั้งเป้าขยายการใช้งานไปยังร้านอาหารกว่า 520,000 ร้านบนแพลตฟอร์มใช้งานได้ฟรี ซึ่งจากผลการทดสอบเวอร์ชัน Beta กับร้านค้าชั้นนำอย่าง Bearhouse พบว่าคำถามยอดฮิตคือการเจาะลึกวิเคราะห์ยอดขาย การคำนวณต้นทุนกำไรต่อเมนู รวมถึงการบริหารสต็อกสินค้า ซึ่งมีสัดส่วนการใช้งานจริงถึง 13%

“Wongnai Genie” CFO ส่วนตัว ของผู้ประกอบการ

ในระบบทำงานจริง “Wongnai Genie” จะเชื่อมต่อกับระบบ POS และ Merchant App ใน LINE MAN เพื่อทำหน้าที่เสมือน CFO ส่วนตัว คอยวิเคราะห์ข้อมูลยอดขาย อินไซต์ช่วงเวลาขายดี การตั้งราคา และเทคนิคการลดต้นทุน 

ตั้งแต่คำถามที่ว่า ทำไมยอดขายเดือนนี้ถึงลดลง, เมนูไหนทำยอดขายได้ดีที่สุด, ทำอย่างไรให้ยอดขายเพิ่มขึ้น, เมนูไหนทำกำไรได้ดีที่สุด, เมนูไหนต้นทุนสูงเกินไป และควรปรับการตั้งราคาเมนูยังไงถึงได้กำไรมากขึ้น? 

โดยผลการทดสอบใช้งานจริงจากผู้ประกอบการที่มี 50 สาขา พบว่าสามารถประหยัดเวลาทำงานของพนักงานได้ถึงวันละ 50 ชั่วโมง หรือคิดเป็น 10-15% ของต้นทุนพนักงาน 

ซึ่งแพลตฟอร์มเปิดให้ใช้งานฟรีแก่ร้านค้า โดยระบบทั้งหมดจะถูกพัฒนาภายในประเทศไทยด้วยมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล และมีแผนพิจารณาโมเดลพรีเมียมในอนาคตเมื่อมีการเพิ่มฟีเจอร์ขั้นสูง เช่น การตกแต่งรูปภาพ หรือการปรับแต่งเมนูอัตโนมัติ

อีกหนึ่งมิติสำคัญคือการเปลี่ยนข้อมูลร้านค้าให้เป็นเงินทุน ยอด กล่าวว่า โดยในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา LINE MAN Wongnai ได้ร่วมมือกับพันธมิตร ปล่อยสินเชื่อและบริการทางการเงินแก่ร้านค้าไปแล้วมากกว่า 30,000 ร้าน ผ่านบริการที่หลากหลาย อาทิ LINE MAN ให้ผ่อน, สินเชื่อ LINE MAN เงินด่วน และ LINE MAN ให้ยืม ซึ่งทำร่วมกับ LINE BK นอกจากนี้ยังเตรียมความร่วมมือกับบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อย (บสย.) เพื่อเข้ามาช่วยค้ำประกันสินเชื่อ เพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงเงินทุนได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งพานอกระบบ

เมื่อมาดูภาพรวมของธุรกิจ Food Delivery ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 ยอด ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ภาพรวมถือว่ามีการเติบโตที่ค่อนข้างดีอยู่ที่ 20% โดยมีปัจจัยหนุนหลักมาจากผู้บริโภคที่ยังคงมีความคุ้นเคยและใช้บริการอย่างต่อเนื่องเพราะมองว่าเป็นทางเลือกที่สะดวกและช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย ประกอบกับได้รับแรงส่งจากโครงการภาครัฐอย่าง “ไทยช่วยไทย พลัส” ที่เปิดให้ใช้สิทธิ์ผ่านแบรนด์ delivery ได้ 

แม้ว่าในระหว่างทางจะต้องเผชิญกับความท้าทายจากแรงกดดันของราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งกระทบต่อต้นทุนของไรเดอร์โดยตรงก็ตาม แต่ด้วยการบริหารจัดการ สิทธิประโยชน์ที่เข้ามาสนับสนุนไรเดอร์ และประสิทธิภาพของรถจักรยานยนต์ที่ประหยัดน้ำมัน ทำให้ผลกระทบโดยรวมยังอยู่ในระดับที่รับมือได้

สำหรับแนวโน้มในช่วงไตรมาสที่ 4 ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซั่นของธุรกิจ ยอด ประเมินว่าจะมีปัจจัยบวกจากช่วงปิดเทอมในเดือนตุลาคม เทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ การจ่ายโบนัส ประกอบกับความชัดเจนของโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ที่คาดว่าจะต่ออายุออกไปอีก 2 เดือน ในรูปแบบร่วมจ่าย 60-40 ใต้งบประมาณ 1,000 ล้านบาท สิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวเร่งการเติบโตเพิ่มเติม จากเดิมที่ประเมินแบบ Base Case ไว้ที่ 20% ให้มีโอกาสขยับขึ้นไปแตะระดับ 20-25% ได้ 

อย่างไรก็ดี แพลตฟอร์มเองต้องมีการปรับแผนงบประมาณการตลาดเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 20% หรือคิดเป็นงบสนับสนุนประมาณ 100 ล้านบาทต่อเดือน (ใกล้เคียงกับช่วงโครงการคนละครึ่งที่เคยใช้งบไปเกินกว่า 300-400 ล้านบาท) เพื่อรองรับการปรับลดค่า GP และกิจกรรมส่งเสริมการขายในโครงการดังกล่าว

ในส่วนของผู้ประกอบการร้านค้า ยอด มองว่า ผู้ที่ได้รับประโยชน์หลักจากโครงการภาครัฐจะเป็นกลุ่มร้านค้ารายย่อยที่มียอดขายไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี เช่น ร้านอาหารตามสั่ง อาหารไทย อีสาน ก๋วยเตี๋ยว และเครื่องดื่ม โดยเมนูยอดนิยมยังคงเป็น กะเพรา ส้มตำปูปลาร้า และอเมริกาโน่เย็น ไม่ต่างจากสถานการณ์ปกติ 

ในขณะที่ร้านค้าแบบเชนอาจต้องปรับตัวมากขึ้น โดย ยอด เน้นย้ำว่า สำหรับค่าธรรมเนียม GP ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ไม่ได้มีการปรับเพิ่มขึ้น โดยมีระดับสูงสุดอยู่ที่ 30% ส่วนกรณีการซื้อโฆษณาเพิ่มเติมขึ้นอยู่กับการเสนอราคาและความคุ้มค่าของแต่ละพื้นที่ นอกจากนี้ ในด้านการให้บริการทางการเงิน ตลอด 12 เดือนที่ผ่านมา มีการให้บริการสินเชื่อและการผ่อนชำระสินค้าร่วมกับพันธมิตรอย่าง LINE BK แก่ร้านค้าไปแล้วกว่า 30,000 ร้านค้า และไรเดอร์อีกหลายหมื่นราย รวมแล้วเกือบ 100,000 ราย

ส่วนประเด็นเรื่องระเบียบปฏิบัติต่างๆ บริษัทอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมรองรับมาตรการจัดระเบียบคนขับสาธารณะที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 30 กันยายน โดยมีการแจ้งเตือนและรวบรวมข้อมูลใบขับขี่ของไรเดอร์ในระบบ ซึ่งปัจจุบันมีไรเดอร์ดำเนินการถูกต้องแล้วเกินกว่าครึ่งหนึ่ง ส่วนความคืบหน้าในการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ (IPO) ยังคงต้องรอการประกาศอย่างเป็นทางการต่อไป

ในมิติของนโยบายระดับประเทศ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เน้นย้ำว่า นโยบายของกระทรวงการคลังคือการนำเทคโนโลยีมาเป็นกลไกสำคัญในการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและกระจายรายได้ไปยังผู้ประกอบการในทุกระดับ โดยเฉพาะ SMEs และร้านค้ารายย่อย ซึ่งการดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ถือเป็นการเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยผ่าน 5 กลไกสำคัญ ได้แก่ การลดค่าครองชีพประชาชน, การเพิ่มยอดขายให้ร้านค้า และการใช้แพลตฟอร์มดึงร้านค้าจากตลาดเข้าสู่ออนไลน์

นอกจากประเด็นการส่งเสริม SMEs แล้ว ดร.เอกนิติ ยังให้ข้อมูลเกี่ยวกับการบริหารจัดการวิกฤตพลังงานและการพิจารณามาตรการภาษีสรรพสามิต โดยระบุว่ารัฐบาลใช้เครื่องมือหลักในการดูแล ได้แก่ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และการนำผลประโยชน์ส่วนเกินของโรงกลั่นมาช่วยลดราคาน้ำมัน ส่วนภาษีสรรพสามิตนั้นจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบตามช่องว่างทางการคลัง เพื่อไม่ให้กระทบต่อความมั่นคงทางการคลังของประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับรายงานล่าสุดของ Fitch Ratings ที่เชื่อมั่นในการดูแลสถานการณ์พลังงานของไทย ทั้งนี้ หลักการพิจารณาปรับลดภาษีสรรพสามิตในอนาคต จะมุ่งเน้นไปที่พลังงานชีวภาพอย่าง E20 และ B20 เป็นหลัก เพื่อให้ผลประโยชน์จากการลดภาษีตกสู่เกษตรกรไทยผู้ปลูกอ้อย มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมันโดยตรงอย่างแท้จริง

ด้วยเหตุนี้เองการทำร้านแบบเดิม ๆ จึงอาจไม่เพียงพอให้อยู่รอดได้อีกต่อไป ผู้ประกอบการ และร้านค้า ต้องเร่งปรับตัวเข้าสู่โลกดิจิทัล ใช้เครื่องมือมาเป็น “แต้มต่อ” พร้อมกับคว้าโอกาสจากแรงหนุนของภาครัฐ ที่กำลังจะกลายเป็น “ทางรอด” ที่จะช่วยพลิกฟื้นร้านค้าขนาดเล็กให้กลับมาลืมตาอ้าปากได้อย่างยั่งยืน

อ่านข่าวเทคโนโลยี โลกนวัตกรรม digital transformation กับ ThairathMoney เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/tech_innovation 

ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney