ไปรษณีย์ไทยโชว์พลัง ‘ซูเปอร์ดาต้า’ พลิกบทบาทสู่ Lifestyle Logistics
ครบรอบ 144 ปี บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด หลังกรำสงครามราคาส่งด่วนอีคอมเมิร์ซมาหลายปี ด้วยกลยุทธ์คุณภาพนำราคา และการพลิกตำราเปลี่ยนบุรุษไปรษณีย์เป็นหัวหอกในการสร้างความเชื่อมั่น และไว้วางใจการขนส่งพัสดุให้กับประชาชนทั้งประเทศ
“ประชาชาติธุรกิจ” พูดคุยกับ “ดนันท์ สุภัทรพันธุ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ไปรษณีย์ไทย ในการปักธงนำองค์กรเดินหน้าเป็น “ช่องทาง” ขนส่งในทุกจังหวะของชีวิต ภายใต้กลยุทธ์ RelationSHIFT สู่โอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ เป็น Lifestyle Logistics Brand ที่เชื่อมโยงผู้คน ธุรกิจ ชุมชน และภาครัฐ ผ่านเครือข่ายไปรษณีย์
ซูเปอร์ดาต้า เชื่อมดิจิทัล-กายภาพ
“ดนันท์” พูดถึงสถานการณ์ของไปรษณีย์ไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่การปรับตัว จากบทบาทเดิมที่เป็นเพียงผู้ให้บริการด้านการขนส่ง ไปสู่การเป็น “โครงข่ายที่เข้าถึงชีวิต” โดยใช้จุดแข็งด้านความสัมพันธ์ และความรู้ในพื้นที่ของบุรุษไปรษณีย์เป็นฐานในการสร้างระบบนิเวศ ที่เชื่อมโยงโลกกายภาพ (Physical) และดิจิทัล (Digital) เข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ เพื่อสร้างมูลค่าใหม่ ที่เรียกว่า “ซูเปอร์ดาต้า”
ข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้มาจากแค่ฐานข้อมูลการจ่าหน้าซอง แต่เกิดจากการนำ “ความรู้เฉพาะบุคคล” ของบุรุษไปรษณีย์ที่เข้าถึงทุกครัวเรือนมาผนวกรวมกัน แล้วนำเทคโนโลยีมาเปลี่ยนข้อมูลจากโลกกายภาพให้เป็น “ดิจิทัล” ผ่านระบบ Postman Cloud ที่บุรุษไปรษณีย์จะทำหน้าที่ปักหมุดข้อมูล Location และรายละเอียดเชิงลึกในพื้นที่ส่งเข้าสู่ระบบกลาง
“ข้อมูลนี้ช่วยให้เห็นความต้องการที่แท้จริง เช่น บ้านไหนมีผู้ป่วยติดเตียง บ้านไหนต้องการอาหารเสริม หรือเครื่องสำอาง เป็นการสร้าง Ecosystem ที่เชื่อมต่อโลกดิจิทัล และกายภาพแบบไร้รอยต่อ เพื่อให้เข้าถึงลูกค้าทุกกลุ่ม และสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุด”
แม่ทัพองค์กร 144 ปีบอกว่า “ซูเปอร์ดาต้า” จะช่วยแก้ปัญหาให้พาร์ตเนอร์หรือผู้ผลิตสินค้าที่มักรู้ว่า “ขายดี” แต่ไม่รู้ว่า “ใครคือคนซื้อที่แท้จริง” หรือ “อยู่ที่ไหน” ช่วยให้คู่ค้าขยายตลาดลงไปตามกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริง และได้รับข้อมูลบางอย่างที่ไม่เคยรู้มาก่อนเพื่อนำไปสร้างการเติบโตต่อ
“บุรุษไปรษณีย์เป็นผู้ที่มีความรู้จักคุ้นเคยกับคนในพื้นที่ ทำให้ทราบถึงความต้องการเฉพาะบุคคล เช่น บ้านที่มีผู้สูงอายุต้องการผ้าอ้อมผู้ใหญ่ หรืออาหารเสริม เป็นดาต้าหรือองค์ความรู้เฉพาะตัวของบุรุษไปรษณีย์คนนั้น ๆ ดังนั้นเราจึงต้องหาทางเปลี่ยนความรู้เฉพาะที่นี้ให้กลายเป็นข้อมูลที่เฉพาะเจาะจงและสามารถใช้งานต่อได้”
“ซูเปอร์ดาต้า” จะทำให้ “รู้ซัพพลายที่ใช่ ไปสู่ดีมานด์ที่ชอบ”
นอกจากนี้ยังมีซูเปอร์แอป อย่าง Prompt Post และ Prompt Pass ทำหน้าที่เป็นกระเป๋าเก็บเอกสารดิจิทัลที่ใช้เทคโนโลยี Verify Credential เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารสำคัญ เช่น ทรานสคริปต์ โดยจะมีการ Verify ข้อมูลกับหน่วยงานผู้ออกเอกสารโดยตรงเพื่อให้มั่นใจว่าเป็นเอกสารจริง
เป็นอีกกลไกในการสร้างความเชื่อมั่น และอำนวยความสะดวกในธุรกรรมออนไลน์ หรือกรณีที่ไม่ได้ต้องการเอกสารออนไลน์ ก็สามารถพรินต์เป็นเอกสารจริงเพื่อนําส่งไปถึงบ้านได้เช่นกัน
การสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยง 2 โลก นอกจากสร้างเสริมความ “เชื่อมั่น” ยังกลายเป็นช่องทางให้สามารถส่งมอบบริการที่เหนือกว่าส่งของได้
รุกสู่ขนส่งไลฟ์สไตล์
การเพิ่มจุดทัชพอยต์ของไปรษณีย์ จากจุดรับส่งทางภายภาพ 50,000 จุด และมีแอปพลิเคชั่น Promt Post เข้ามา นอกจากเป็นการเชื่อมการรับส่งข้อมูลดิจิทัลเป็นกายภาพแล้ว ยังเป็นการเพิ่มช่วงเข้าไปอยู่ในทุกช่วงชีวิตของลูกค้า (Lifestyle) เพื่อเพิ่มระยะเวลาและคุณภาพในการปฏิสัมพันธ์
“เรากำลังสร้างมูลค่า Monetized จุดแข็งที่มีทำให้เราสามารถรับส่งความห่วงใย เช่น ส่งน้ำแร่ ส่งผ้าอ้อม ส่งความเชื่อมั่น อย่างการรับส่งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงความบันเทิง”
โดยไปรษณีย์ไทยกำหนดกลยุทธ์ RelationSHIFT เพื่อปรับรูปแบบการสร้างการเติบโตขององค์กร จากการขับเคลื่อนด้วยปริมาณการขนส่ง สู่การสร้างคุณค่าจากข้อมูล ความเข้าใจผู้ใช้บริการ และความร่วมมือกับพันธมิตร ด้วยการนำระบบ CRM ข้อมูล และทุก Touch Point มาต่อยอดเป็นบริการโซลูชั่นใหม่ และโมเดลธุรกิจใหม่ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้บริการได้อย่างแม่นยำ
และได้กำหนดแผนขับเคลื่อนองค์กรในช่วงปี 2569-2570 ผ่าน 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่ Trusted Data-Driven Infrastructure การยกระดับศักยภาพองค์กรด้วยข้อมูล เทคโนโลยี AI และระบบการดำเนินงาน Customer-Centric Growth Enabler การต่อยอดข้อมูลและความเข้าใจผู้ใช้บริการ เพื่อพัฒนาบริการและสร้างการเติบโตร่วมกับลูกค้า ผู้ประกอบการ และพันธมิตร และ National Trust-Based Social Infrastructure การยกระดับเครือข่ายและความเชื่อมั่น สู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านสังคมที่เชื่อมโยงประชาชน ภาคธุรกิจ และภาครัฐ
“Lifestyle Logistics Brand คือเป้าหมายการเติบโตระยะต่อไปของไปรษณีย์ไทย ที่จะมุ่งยกระดับบทบาทจากผู้ให้บริการโลจิสติกส์ สู่ผู้เชื่อมโยงสินค้า บริการ ข้อมูล และโอกาสทางธุรกิจ ผ่านเครือข่ายที่ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตและการดำเนินธุรกิจของคนไทย”
แพลตฟอร์มกลางอีคอมเมิร์ซ
เมื่อถามถึงมุมมองต่อตลาดอีคอมเมิร์ซ “ดนันท์” กล่าวว่า ตลาดยังเติบโต มีปริมาณสินค้าประมาณ 10 ล้านชิ้นต่อวัน หากมองจากรายได้ของไปรษณีย์ไทยจะเห็นว่าการจัดส่งพัสดุยังเป็นอันดับ 1 และเติบโตขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะความเชื่อมั่นในแบรนด์
ส่วนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ThailandPostMart เพื่อช่วยให้ SMEs และสินค้าชุมชนเข้าถึงผู้บริโภคด้วยต้นทุนที่ถูกลง
ขณะที่ปัจจุบันแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสัญชาติไทยทยอยเปิดตัวขึ้นต่อเนื่อง ซีอีโอไปรษณีย์ไทยมองว่าเป็นเรื่องดีและพร้อมที่จะช่วยเหลือในส่วนที่ช่วยได้ แต่จากการทํา ThailandPostMart มานานต้องยอมรับว่าการทำแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซแข่งกับต่างชาติทําได้ยาก ด้วยไม่มีงบประมาณทางด้านการตลาด
“ไปรษณีย์ไทยไม่ได้คาดหวังจะไปแย่งชิงเค้กจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซโดยตรง แต่ต้องการเป็น Distribution Channel และใช้จุดแข็งด้านความสัมพันธ์ในพื้นที่มาสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ ที่คู่แข่งเลียนแบบได้ยาก”
ส่วนการทําโมเดล OCN-Open Commerce Network (แพลตฟอร์มกลางเพื่อการทำอีคอมเมิร์ซ) ซีอีโอไปรษณีย์ไทยมองว่า เป็นไปได้ หากมีการสนับสนุน และผลักดันอย่างแข็งขัน
“OCN ไม่ใช่แพลตฟอร์มขายของเหมือน TikTok Shopee แต่เป็น Middleware หรือแพลตฟอร์มกลาง ที่ทำหน้าที่ Onboarding ผู้ขาย (Seller) ขึ้นมารวมกันไว้ โดยผู้ขายจะขายผ่านช่องทางไหนก็ได้ แต่ข้อมูลและการจัดการหลังบ้านจะเชื่อมโยงกัน แต่ OCN จะเกิดขึ้นได้ต้องได้รับการผลักดันอย่างเข้มแข็งจากรัฐบาล ช่วยให้รัฐใส่สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เช่น เบี้ยผู้สูงอายุ หรือโปรแกรมกระตุ้นเศรษฐกิจแบบคนละครึ่ง ลงไปถึงกลุ่มเป้าหมายหรือผู้ขายที่ต้องการสนับสนุนได้โดยตรง ทำให้รัฐมีข้อมูลการซื้อขายที่แท้จริง เพื่อให้รู้ว่าคนไทยชอบอะไร ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยยังขาดข้อมูลตรงนี้”
และในฐานะบริษัทขนส่ง “ไปรษณีย์ไทย” มีความพร้อมในการร่วมขับเคลื่อนโมเดลดังกล่าว นอกจากความเชี่ยวชาญยังมีความสัมพันธ์กับผู้ขายในทุกพื้นที่
สำหรับผลประกอบการ ปี 2568 ไปรษณีย์ไทยมีรายได้รวม 22,172.57 ล้านบาท ขณะที่ผลการดำเนินงานครึ่งแรกของปี 2569 มีรายได้รวม 11,368.25 ล้านบาท รายได้หลักมาจากธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ 51.33% รองลงมาคือบริการไปรษณียภัณฑ์ 34.92% และบริการระหว่างประเทศ 7.86%
ล่าสุดบริการส่งด่วน (EMS) ซึ่งจะครบรอบ 40 ปีในปีนี้ ยังเป็นบริการหลักในปี 2568 มีรายได้ 9,570.82 ล้านบาท
ขณะที่ในครึ่งปีแรกปี 2569 ทำรายได้เติบโตขึ้น 2.98% และปริมาณชิ้นงานเพิ่มขึ้น 1.90% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้ใช้บริการและการเติบโตของตลาดอีคอมเมิร์ซ โดยคาดว่ารายได้ EMS ตลอดปี 2569 จะยังสูงกว่า 1 หมื่นล้านบาท
ขีดเส้น ตั้งบริษัทเทคโนโลยีใหม่
นอกจากนี้ ไปรษณีย์ไทยยังอยู่ในระหว่างการจัดตั้งบริษัทเทคโนโลยีใหม่ขึ้นมา เพื่อสร้างและดูแลบริการของไปรษณีย์ไทยเอง ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการจ้างที่ปรึกษา และตั้งเป้าว่าจะเริ่มดำเนินการจัดตั้งได้ราวครึ่งแรกของปี 2570 เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ทางเทคโนโลยี และนำเสนอโซลูชั่นต่าง ๆ ให้กับลูกค้าและ SMEs มากกว่าจะแค่ไปบริการด้านการขนส่ง
“ดนันท์” ยกตัวอย่างด้วยว่า บริษัทนี้จะเน้นการสนับสนุนระบบหลังบ้านของธุรกิจลูกค้า เช่น ระบบบริหารจัดการคลังสินค้า (WMS), ระบบบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า (CRM) และระบบบริหารจัดการทรัพยากร (ERP) อาจอยู่ในรูปแบบการสมัครสมาชิกเพื่อช่วยให้ธุรกิจขนาดเล็กเติบโตและลดต้นทุน โดยจะเข้าไปถือหุ้นในสัดส่วนที่เหมาะสมเพื่อให้สามารถดำเนินงานได้อย่างคล่องตัว