Lanna Landscape เปิด 10 พรรณไม้พื้นบ้านล้านนา
Lanna Landscape คือแนวคิดภูมิทัศน์ของคนเมืองล้านนา ซึ่งมองสวน ทุ่งนา ป่า และบ้านเป็นพื้นที่ต่อเนื่องกัน ไม่ได้มองสวนเป็นแค่มุมประดับหน้าบ้าน ฟื้นฟูธรรมชาติผ่านการออกแบบ ผู้เขียนเสนอว่าพื้นที่เล็ก ๆ หน้าบ้านก็เป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นคืนธรรมชาติได้ แผนแม่บทเชียงใหม่
ภูมิทัศน์แบบล้านนาใกล้เคียงกับ Satoyama ของญี่ปุ่น
ผู้เขียนเปรียบสวนคนเมืองล้านนากับ Satoyama ซึ่งเป็นคำญี่ปุ่นที่เรียกภูมิทัศน์ระหว่างหมู่บ้านกับภูเขา Sato แปลว่าหมู่บ้าน ส่วน Yama แปลว่าป่าหรือภูเขา ภูมิทัศน์แบบนี้ประกอบด้วยทุ่งนา บึงน้ำ สวนผลไม้ ต้นไม้พื้นบ้าน และลำเหมืองที่คนขุดเพื่อผันน้ำจากภูเขามาสู่พื้นที่เกษตร รวมถึงป่าที่ใช้ประโยชน์ และป่าศักดิ์สิทธิ์ ผู้เขียนแนะให้นึกถึงฉากหมู่บ้านในหนังของ Studio Ghibli อย่าง My Neighbor Totoro ที่ Miyazaki Hayao ใช้เล่าความสัมพันธ์ระหว่างคนกับธรรมชาติ
ภูมิทัศน์ล้านนาที่ราบเชิงเขามีลักษณะคล้ายกัน ต่างกันที่ชนิดพืชพรรณซึ่งขึ้นอยู่กับภูมิอากาศและภูมิประเทศ
คำเรียกพื้นที่ 5 ชั้นในโลกทัศน์ล้านนา

คนล้านนาแบ่งภูมิทัศน์เป็นหลายชั้น แต่ละชั้นมีคำเรียกของตัวเอง
- สวน คือที่ปลูกไม้ยืนต้นที่ใช้ประโยชน์ อยู่ถัดจากบริเวณบ้าน คำนี้มีนัยของการลงแรงดูแล ไม่ได้หมายถึงการนั่งชมอย่างเดียว สวนจึงโตไปตามฤดูกาลพร้อมเจ้าของ
- โต้ง คือทุ่งนา มีผืนนา คันนา ลำเหมือง ฝาย บึงน้ำ และที่ปล่อยวัวควายหน้าแล้ง รวมถึงป่าหอ ซึ่งเป็นหย่อมป่าศักดิ์สิทธิ์กลางทุ่ง
- แพะ หรือป่าแพะ คือพื้นที่ชายป่า ส่วนใหญ่ในภาคเหนือเป็นป่าเต็งรัง ชาวบ้านเข้าไปเก็บเห็ด ยอดผัก สมุนไพร ฟืน และไม้ไผ่
- ห้วย คือป่าต้นน้ำที่เป็นแหล่งน้ำของหมู่บ้าน มีลำห้วยไหลตลอดปี และเป็นที่อยู่ของสัตว์ป่า
- บ้าน มี 2 ความหมาย อย่างแรกคือหมู่บ้านที่ใช้ลานกลาง วัด หอผีบรรพบุรุษ และน้ำจากลำเหมืองร่วมกัน อย่างที่สองคือบ้านของแต่ละครอบครัว ซึ่งมี “ข่วงบ้าน” เป็นลานโล่งเชื่อมห้องน้ำ บ่อน้ำ เล้าสัตว์ ยุ้งฉาง รั้ว และสวนครัวเข้าด้วยกัน
ทั้งห้าชั้นเชื่อมกันด้วยเส้นทางเดิน ลำห้วย และเครือข่ายเหมืองฝาย เส้นแบ่งระหว่างบ้านกับธรรมชาติจึงเป็นพื้นที่ขอบที่พร่าเลือน ไม่ได้ตัดขาดเหมือนรั้วตามโฉนดที่ดิน
ทำไมเรื่องนี้ยังเกี่ยวกับปัจจุบัน
ผู้เขียนยอมรับว่าสวนแบบล้านนากำลังหายไปอย่างเงียบ ๆ และเราย้อนกลับไปสร้างภาพอุดมคตินั้นขึ้นใหม่ทั้งหมดไม่ได้ เพราะวัฒนธรรมและโครงสร้างเศรษฐกิจเปลี่ยนไปแล้ว การจัดการพื้นที่ในปัจจุบันเป็นแบบรายบุคคลมากกว่าแบบร่วมกันเหมือนในอดีต แต่คุณค่าของแนวคิดนี้ยังประยุกต์ใช้ได้ ทั้งเรื่องความผูกพันกับสิ่งรอบตัว ความเป็นชุมชน การมีอาหารที่สะอาด และการเห็นสิ่งมีชีวิตอื่นที่ใช้พื้นที่ร่วมกับเรา
พรรณไม้ 10 กลุ่มที่เลือกมาเป็นเพียงส่วนน้อยของความหลากหลายที่เคยมี แต่ช่วยสร้างบรรยากาศและความต่อเนื่องระหว่างชีวิตปัจจุบันกับภูมิทัศน์ดั้งเดิมได้

1. หมากเมือง (หมากสง) ปัจจุบันคนเคี้ยวหมากน้อยลง แต่การปลูกเป็นแนวหรือเป็นดงยังให้ภาพเส้นขอบฟ้าแบบพื้นถิ่น หมากใช้พื้นที่น้อย ยึดดินตามร่องน้ำได้ดี รากช่วยกรองน้ำ หมู่บ้านจึงนิยมปลูกรอบบ่อน้ำเพื่อรักษาระดับน้ำใต้ดิน ดอกหอมเย็น แต่ช่อดอกอยู่สูงเกินสายตา จึงมักรู้สึกถึงกลิ่นโดยไม่เห็นที่มา
2. อูนบ้าน กำลังหายไปจากภูมิทัศน์ท้องถิ่น เพราะแต่ก่อนไม่ต้องปลูก เมล็ดลอยมาตามลำเหมืองแล้วขึ้นเองริมตลิ่งและริมบ่อ ช่อดอกสีขาวตัดกับใบเขียว ผู้เขียนระบุว่าคือ Elderflower ที่คนรู้จักจากแยมและโซดา อูนป่าเป็นคนละชนิด พบตามลำห้วยในป่าดิบ ดอกหอมเย็นแต่ผลกินไม่ได้ การปลูกคู่กันจึงได้ทั้งของกินและกลิ่น
3. ซอมพอ (หางนกยูงไทย) ไม้พุ่มกลางที่คนมักนึกถึงเป็นภาพแรกเมื่อพูดถึงบ้านพื้นถิ่นภาคเหนือ ดอกมีทั้งสีส้ม ชมพู และเหลือง ปลูกง่ายโตเร็ว มักอยู่ตามมุมบันไดและรั้วบ้าน เพราะใช้ในพิธีทางศาสนาได้ และผู้หญิงล้านนาเคยปักช่อดอกบนมวยผมแทนปิ่น
4. ฉัตรสวรรค์ พบตามชายป่า ช่อดอกซ้อนเป็นชั้นคล้ายฉัตร มีสีส้มและสีขาว ทนนาน ดึงดูดผีเสื้อหลายชนิด เหมาะปลูกใต้ร่มไม้ใหญ่ เพราะกิ่งยืดขึ้นและเปิดพื้นที่ให้ไม้เตี้ยที่ชอบแดดรำไร ผู้เขียนระบุว่ามีสรรพคุณทางสมุนไพรหลายอย่าง แต่ยังไม่เคยทดลองใช้เอง
5. รั้วมะขาม รั้วสมัยก่อนทำหน้าที่แค่บอกเขตและกันคนกับสัตว์ ปล่อยให้ลมผ่านได้ รั้วมะขามได้รับความนิยมไม่แพ้รั้วข่อย และกินได้ด้วย ยอดมะขามที่เด็ดจากรั้วนำไปตำกับแคบหมู พริกแห้ง หอมแดง น้ำปลา และมะนาว ปลูกจากเมล็ดมะขามพันธุ์ใดก็ได้ ห่างกันประมาณหนึ่งคืบ แล้วตัดแต่งเป็นรั้วสีเขียวที่ดูนุ่มกว่าไทรเกาหลีหรือชาฮกเกี้ยน
6. เอื้องหมายนาและดอกอาว (กระเจียว) เป็นพืชตระกูลขิงข่าที่ขึ้นตามชายป่าและชายทุ่งชื้น มักปลูกคู่กันในสวนหลังบ้านร่วมกับขิง ข่า ขมิ้น และมหาหงส์ เอื้องหมายนาสูงกว่าจึงให้ร่มแก่ดอกอาว ดอกอาวกินกับน้ำพริกได้ ทั้งคู่งามช่วงฤดูฝน ให้บรรยากาศแบบป่าฝนเขตร้อน
7. นางแย้ม ดอกหอมเย็นคล้ายมะลิ เหมาะปลูกใกล้หน้าต่าง ช่อดอกทนนานคล้ายไฮเดรนเยียแต่ดูแลง่ายกว่า เหมาะตัดใส่แจกัน มีคำเล่าว่าดอกที่ตัดแล้วจะหอมน้อยกว่าตอนอยู่บนต้น ผู้เขียนชวนให้ปลูกและพิสูจน์เอง
8. งา พืชล้มลุกอายุสั้น ปลูกในไร่ผสมกับข้าว บางบ้านปลูกในสวนเล็กหน้าบ้านช่วงปลายฝนเพื่อเก็บเกี่ยวหน้าหนาว ใช้ทำอาหาร ขนม และน้ำมันงาที่ใช้กินและทาเป็นยาให้ร่างกายอบอุ่น ปลูกง่าย ดอกขาวเล็กแทรกกับไม้ดอกอื่นได้สวย
9. ฝ้าย ปลูกง่าย ดอกเปลี่ยนสีตามช่วงแดด เป็นไม้พุ่มกลางอายุหลายปี ปลูกเป็นแนวรั้วแทรกกับต้นอื่นได้ คนในอดีตปลูกไว้ทอผ้าและฝั้นเป็นด้ายสายสิญจน์มัดข้อมือลูกหลานในวันสำคัญ ปัจจุบันการปลูกทิ้งไว้ยังมีประโยชน์ เพราะนกเก็บปุยฝ้ายไปรองรัง
10. ว่านที่ให้ดอก เช่น ว่านสี่ทิศ ว่านแสงอาทิตย์ ว่านมหาบัว และว่านมหาลาภ โผล่พ้นดินหรือชูช่อดอกตูมเมื่อฝนห่าแรกลงหลังหน้าร้อนที่อบอ้าวที่สุด ผู้เขียนเปรียบว่าเป็นคำสัญญาของสายฝน และแนะนำให้คนสนใจจัดแจกันดอกไม้ลองใช้
สรุป
Lanna Landscape ชวนให้มองสวนเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายที่ยาวตั้งแต่ป่าต้นน้ำมาถึงลานบ้าน และพรรณไม้ทั้ง 10 กลุ่มก็แสดงว่าต้นไม้ในสวนมีหน้าที่หลายอย่าง ทั้งเป็นอาหาร เป็นรั้ว ใช้ในพิธี ให้ร่มเงา และเป็นที่พึ่งของนกกับผีเสื้อ สำหรับคนที่อยากเริ่มฟื้นธรรมชาติใกล้ตัว การปลูกพืชพื้นถิ่นสักชนิดในพื้นที่เล็ก ๆ ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำได้จริง
อ่านเรื่องราวเพิ่มเติมได้ที่ CloudPang