KSS คัด 19 หุ้นเด่น รับประโยชน์น้ำมันขาขึ้น-AI-ท่องเที่ยว

นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่และหัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS เปิดเผยว่า ตลาดยังอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยงแบบเลือกลงทุนรายกลุ่ม แม้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวขึ้น และราคาน้ำมันดิบเบรนท์เร่งตัวสู่ระดับ 85–88 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่ราคาน้ำมันยังต่ำกว่าสมมติฐานความเสี่ยงทั้งปีที่ระดับมากกว่า 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จึงยังเป็นปัจจัยบวกต่อกำไรของกลุ่มความมั่นคงทางพลังงาน โดย KSS ยังคงใช้สมมติฐานหลักว่าสถานการณ์ความขัดแย้งจะลดระดับความรุนแรงลง
จุดแข็งของตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ทิศทางผลประกอบการ โดยบริษัทจดทะเบียน 162 แห่งที่ประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 2/69 แล้ว มีกำไรดีกว่าคาด 11% ขณะที่ประมาณการกำไรต่อหุ้นของตลาดปี 2569 ปรับขึ้นเป็น 105.99 บาท ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนส่วนเพิ่มจากการลงทุนในหุ้นเมื่อเทียบกับพันธบัตรอยู่ที่ประมาณ 3.93% สูงกว่าค่าเฉลี่ย 3.20% สะท้อนความคุ้มค่าระหว่างความเสี่ยงกับผลตอบแทนที่ยังน่าสนใจ
อีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากวัฏจักรการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ที่ยังเร่งตัว โดยงบลงทุนปี 2570 ของผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ 5 แห่ง คาดเพิ่มขึ้น 47% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สู่ระดับประมาณ 1.15 ล้านล้านดอลลาร์ สนับสนุนการลงทุนในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน และอิเล็กทรอนิกส์อย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ KSS ประเมินว่า บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA กำลังสร้างรูปแบบการกลับตัวและมีส่วนช่วยประคองดัชนี SET จากโครงสร้างอุตสาหกรรมที่เป็นบวก ขณะที่ราคาหุ้นตอบรับความเสี่ยงด้านอัตรากำไรที่ชะลอตัวไปมากแล้ว
สำหรับกลุ่มความมั่นคงทางพลังงานยังได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ปรับขึ้น เนื่องจากราคาน้ำมันดิบเบรนท์บริเวณ 85–88 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ยังช่วยสนับสนุนกำไรของธุรกิจพลังงาน โดยไม่เข้าสู่ระดับที่กดดันเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ หุ้นเด่น ได้แก่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT, บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP, บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC และ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC
ด้านวัฏจักรการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ การเร่งงบลงทุนของผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ในปี 2570 สะท้อนว่าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง หุ้นที่ได้รับประโยชน์ ได้แก่ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF, บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC, บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAUP, บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ GUNKUL, บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA, บริษัท สเตคอน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ STECON, บริษัท ไพลอน จำกัด (มหาชน) หรือ PYLON และ บริษัท อินฟราเซท จำกัด (มหาชน) หรือ INSET
ขณะเดียวกัน การปรับเพิ่มประมาณการผลประกอบการช่วยจำกัดความเสี่ยงขาลงของตลาด หลังผลประกอบการไตรมาส 2/69 ออกมาดีกว่าคาดอย่างต่อเนื่อง และประมาณการกำไรต่อหุ้นของตลาดปี 2569 ปรับขึ้นเป็น 105.99 บาท ทำให้ตลาดหุ้นไทยมีปัจจัยพื้นฐานรองรับชัดเจนขึ้น
ส่วนภาคการท่องเที่ยวเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติระหว่างวันที่ 2–8 สิงหาคม 2569 เพิ่มขึ้น 12% จากสัปดาห์ก่อน และกลับมาเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนเป็นครั้งแรกในรอบ 10 สัปดาห์ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่กลับมาเร่งตัว
หุ้นที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์ ได้แก่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT, บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL, บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW, บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC, บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH และ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS