KLINIQ รับเทรนด์หัตถการ โชว์ยอดขาย Q3 พุ่ง 44% นิวไฮ 1.28 พันล้าน โบรกอัปเป้า 37 บ.


อุตสาหกรรมความงามกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค เมื่อการดูแลตัวเองไม่ได้จำกัดอยู่เพียงผลิตภัณฑ์บำรุงผิวและเครื่องสำอาง แต่ขยายไปสู่การผสานเทคโนโลยีและหัตถการทางการแพทย์ ตั้งแต่การดูแลคุณภาพผิว การลดริ้วรอย การยกกระชับ ไปจนถึงการดูแลรูปหน้าให้มีความสมดุลและดูเป็นธรรมชาติ สะท้อนแนวโน้ม Beyond Skincare ที่ผลิตภัณฑ์และบริการทางการแพทย์สามารถเป็นทางเลือกเสริมกันในการดูแลความงามตามความต้องการของแต่ละบุคคล

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวกำลังสร้างโอกาสใหม่ภายใต้แนวคิด New Beauty Economy ซึ่งผู้บริโภคให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ที่เหมาะสมกับตัวเองมากขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการ Medical Aesthetics ต้องพัฒนาความสามารถในการตอบสนองความต้องการที่หลากหลาย ทั้งความเชี่ยวชาญทางการแพทย์ เทคโนโลยี มาตรฐานการให้บริการ และการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า

ข้อมูลจาก ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) ในรายงานเดือนกันยายน 2568 ประเมินว่า ตลาดศัลยกรรมและเสริมความงามของไทยในปี 2568 มีมูลค่าประมาณ 75,200 ล้านบาท เติบโต 1.6% จากปีก่อน และคาดว่าจะขยายตัวอีกราว 1.0% ในปี 2569 โดยอุตสาหกรรมยังมีโอกาสจากความต้องการดูแลสุขภาพและรูปลักษณ์ การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และการขยายตัวของกลุ่มลูกค้าต่างชาติที่เดินทางเข้ามารับบริการทางการแพทย์ในประเทศไทย

สำหรับ THE KLINIQUE GROUP ซึ่งดำเนินธุรกิจโดยบริษัท เดอะคลีนิกค์ คลินิกเวชกรรม จำกัด (มหาชน) หรือ KLINIQ ผลการดำเนินงานในช่วงที่ผ่านมาแสดงให้เห็นถึงการเติบโตที่แข็งแกร่ง โดยครึ่งแรกของปี 2569 บริษัทมีรายได้จากการดำเนินธุรกิจจำนวน 2,213 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32.93% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ล่าสุด บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย (KS) ระบุในบทวิเคราะห์วันที่ 12 ตุลาคม 2569 โดยอ้างอิงข้อมูลจากฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ของบริษัทว่า KLINIQ มียอดขายเงินสด (Cash Sales) ไตรมาส 3/2569 ประมาณ 1,280 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 44% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ทำสถิติสูงสุดใหม่ ขณะที่ยอดขายสาขาเดิม (Same-Store Sales Growth: SSSG) เติบโต 29.2% สะท้อนความแข็งแกร่งของการดำเนินธุรกิจ ทั้งจากการขยายเครือข่ายสาขาและการเพิ่มยอดขายจากสาขาที่เปิดดำเนินการอยู่แล้ว ทั้งนี้ ยอดขายเงินสดเป็นข้อมูลการดำเนินงานที่แตกต่างจากรายได้ทางบัญชี และยังไม่ใช่ผลประกอบการไตรมาส 3 ที่ผ่านการสอบทานแล้ว

แนวโน้มดังกล่าวส่งผลให้นักวิเคราะห์มีมุมมองเชิงบวกต่อผลประกอบการของ KLINIQ โดย KS ปรับคำแนะนำจาก Neutral เป็น Outperform พร้อมเพิ่มราคาเป้าหมายจาก 30.50 บาท เป็น 34.00 บาท และคาดการณ์กำไรปกติไตรมาส 3/2569 ที่ประมาณ 125 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 59% จากปีก่อน ขณะที่ บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (DAOL) คงคำแนะนำ “ซื้อ” พร้อมปรับราคาเป้าหมายจาก 35.00 บาท เป็น 37.00 บาท โดยประเมินกำไรสุทธิไตรมาส 3/2569 ไว้ที่ประมาณ 128–135 ล้านบาท ทั้งนี้ ตัวเลขกำไรดังกล่าวเป็นประมาณการของนักวิเคราะห์ ไม่ใช่ผลประกอบการที่บริษัทประกาศอย่างเป็นทางการ

ด้านความเคลื่อนไหวในตลาดทุน หุ้น KLINIQ ปิดการซื้อขายวันที่ 12 ตุลาคม 2569 ที่ 32.25 บาท เพิ่มขึ้น 50.70% จากราคาปิดสิ้นปี 2568 ที่ 21.40 บาท สะท้อนการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาหุ้นในช่วงที่ผ่านมา ท่ามกลางการติดตามแนวโน้มผลประกอบการและทิศทางการเติบโตของบริษัทจากนักลงทุน

ขณะเดียวกัน ทิศทางของอุตสาหกรรมความงามในระยะยาวยังได้รับความสนใจจากการเปลี่ยนแปลงของความต้องการผู้บริโภค โดยรายงาน Layered Beauty: The New Aesthetic Mindset ของ Allergan Aesthetics ซึ่งเผยแพร่ในเดือนมีนาคม 2569 จากการสำรวจผู้ตอบแบบสอบถามที่เกี่ยวข้องกับบริการความงามและหัตถการจำนวน 12,286 คน ใน 9 ประเทศ รวมถึงประเทศไทย พบว่า 84% ต้องการผลิตภัณฑ์และหัตถการที่ให้ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติ ขณะที่ 71% กังวลว่าผลลัพธ์อาจดูไม่เป็นธรรมชาติหรือมากเกินไป สะท้อนความสำคัญของความสมดุลและการคงเอกลักษณ์ของแต่ละบุคคล

ผลสำรวจเดียวกันยังพบว่า 81% ให้ความสำคัญกับแผนการดูแลความงามเฉพาะบุคคล และ 78% เข้าใจประโยชน์ของการวางแผนดูแลระยะยาว ขณะที่ 57% ยังไม่มั่นใจว่าจะเริ่มต้นวางแผนดูแลความงามอย่างไร สะท้อนโอกาสของผู้ให้บริการในการพัฒนาบทบาทด้านการให้คำปรึกษา การประเมินความเหมาะสม และการวางแผนดูแลที่ตอบโจทย์ผู้รับบริการมากขึ้น

สำหรับประเทศไทย ผลสำรวจพบว่า 81% ของกลุ่มตัวอย่างเปิดรับการใช้หัตถการหลายประเภทเพื่อบรรลุเป้าหมายด้านความงาม ขณะที่ 82% เข้าใจว่าการผสมผสานหัตถการสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของผลลัพธ์ สะท้อนความสนใจต่อแนวคิด Layered Beauty หรือการดูแลความงามแบบผสมผสาน ซึ่งให้ความสำคัญกับการเลือกใช้วิธีการที่เหมาะสมกับปัญหาและเป้าหมายของแต่ละคน โดยต้องอยู่บนพื้นฐานของการประเมินทางการแพทย์และความปลอดภัย

นอกจากนี้ ข้อมูลจาก International Society of Aesthetic Plastic Surgery (ISAPS) ที่ KResearch นำมาอ้างอิง ยังพบว่าสัดส่วนหัตถการแบบไม่ผ่าตัด (Non-surgical Aesthetics) ที่ดำเนินการโดยศัลยแพทย์ในประเทศไทยเพิ่มขึ้นจาก 21% ในปี 2566 เป็น 26% ในปี 2567 สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบหัตถการภายในกลุ่มที่ศึกษา ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวไม่ครอบคลุมหัตถการที่ดำเนินการโดยแพทย์สาขาอื่น

นพ.อภิรุจ ทองวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม KLINIQ  ให้มุมมองต่อทิศทางอุตสาหกรรมความงามว่า “เทรนด์ความงามในวันนี้เปลี่ยนไปจากอดีตค่อนข้างมาก ผู้บริโภคไม่ได้ต้องการเพียงความสวยหรือการเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ แต่ให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติและเหมาะสมกับตัวเองมากขึ้น ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีทางการแพทย์ก็ทำให้มีทางเลือกในการดูแลความงามหลากหลายขึ้น สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การทำหัตถการให้มากที่สุด แต่เป็นการเลือกวิธีที่เหมาะสมกับความต้องการและปัญหาของแต่ละบุคคล เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่สอดคล้องกับความคาดหวังและยังคงความเป็นตัวเอง”

นพ.อภิรุจกล่าวเพิ่มเติมว่า“สำหรับ THE KLINIQUE GROUP เรามองว่าการเติบโตอย่างยั่งยืนไม่ได้ขึ้นอยู่กับการขยายจำนวนสาขาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องรวมถึงการพัฒนาศักยภาพของสาขาเดิม การสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง และการพัฒนาบริการให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคในแต่ละกลุ่ม เราจึงให้ความสำคัญกับความเชี่ยวชาญของแพทย์ มาตรฐานการให้บริการ เทคโนโลยี และการพัฒนาบุคลากร เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าในระยะยาว”

ในด้านกลยุทธ์ธุรกิจ THE KLINIQUE GROUP เดินหน้าพัฒนาพอร์ตธุรกิจผ่าน 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ กลุ่มธุรกิจความงามและเวลเนส (Aesthetic & Wellness) ครอบคลุมแบรนด์ THE KLINIQUE ในกลุ่ม Premium High-End, L.A.B.X ในกลุ่ม Premium Mass และ L’CLINIC ในกลุ่ม High-Quality Mass รวมถึง ACNE LABS CLINIC และ KLINIQ WELLNESS SPA กลุ่มธุรกิจศัลยกรรม (Surgery) ภายใต้ THE KLINIQUE SURGERY และ กลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์ (Products) ที่เริ่มดำเนินธุรกิจด้านผลิตภัณฑ์บำรุงผิว (Skincare) และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (Supplements) เพื่อเพิ่มทางเลือกในการดูแลความงามและสุขภาพทั้งภายในคลินิกและในชีวิตประจำวัน

กลยุทธ์ดังกล่าวสะท้อนแนวทางการดำเนินธุรกิจแบบ Multi-Brand Ecosystem ที่มุ่งรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่แตกต่างกัน ทั้งด้านช่วงวัย กำลังซื้อ และรูปแบบบริการ โดยบริษัทสามารถพัฒนาประสิทธิภาพของการดำเนินงานผ่านการบริหารทรัพยากรและระบบสนับสนุนร่วมกัน ควบคู่กับการรักษาจุดยืนของแต่ละแบรนด์ให้ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ขณะที่กลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์เป็นอีกหนึ่งแนวทางในการต่อยอดพอร์ตธุรกิจในระยะยาว

ทั้งนี้ กระแส Beauty Shift, Beyond Skincare และ New Beauty Economy กำลังเปิดโอกาสใหม่ให้กับอุตสาหกรรมความงามไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่สามารถผสานความเชี่ยวชาญทางการแพทย์ เทคโนโลยี และความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคเข้าด้วยกัน ขณะที่ KLINIQ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพการเติบโตผ่านผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง ทั้งการเพิ่มยอดขายจากสาขาเดิมและการขยายเครือข่ายธุรกิจ พร้อมเดินหน้าพัฒนาพอร์ตธุรกิจทั้ง 3 กลุ่ม เพื่อรองรับความต้องการด้านความงามและสุขภาพที่หลากหลาย และสร้างโอกาสการเติบโตในระยะยาว