KKPS ชี้ PTTGC กำไร Q2 แตะ 9.4 พันลบ. รับโอเลฟินส์-อะโรเมติกส์หนุน แนะซื้อเป้า 45.60 บาท


บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKPS ระบุในบทวิเคราะห์ว่า บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC มีแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 2/2569 แข็งแกร่งอย่างมาก จากการฟื้นตัวของเกือบทุกกลุ่มธุรกิจ โดยคาดว่าจะสามารถสร้างสถิติผลการดำเนินงานสูงสุดใหม่ (Record Quarter)

KKPS ประเมินว่า แม้ในไตรมาส 1/2569 ธุรกิจโรงกลั่นจะเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนกำไร แต่ในไตรมาส 2/2569 กลุ่มธุรกิจโอเลฟินส์และอะโรเมติกส์จะเป็นแรงหนุนสำคัญต่อการเติบโตของผลประกอบการ

ทั้งนี้ KKPS คาดว่า PTTGC จะมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานหลัก (Core NPAT) ในไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ประมาณ 14,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 5,900 ล้านบาทในไตรมาส 1/2569 และฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับผลขาดทุนเฉลี่ยรายไตรมาส 2,700 ล้านบาทในปี 2568

อย่างไรก็ตาม คาดว่ากำไรสุทธิที่รายงาน (Reported NPAT) จะอยู่ที่ประมาณ 9,400 ล้านบาท เนื่องจากได้รับแรงกดดันจากรายการพิเศษ ได้แก่ การตั้งสำรองจากการหยุดดำเนินงานธุรกิจโพลีออลส์ (Polyols) จำนวน 1,800 ล้านบาท ผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมันและการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือ (Stock loss/NRV) จำนวน 2,300 ล้านบาท และผลขาดทุนจากการประกันความเสี่ยง (Hedging loss) จำนวน 707 ล้านบาท

KKPS มองว่า ผลประกอบการครึ่งแรกปี 2569 ที่แข็งแกร่ง สะท้อนถึงโอกาสในการปรับเพิ่มประมาณการกำไรของ PTTGC อย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับธุรกิจโรงกลั่น KKPS คาดว่า PTTGC จะสามารถรักษาค่าการกลั่น (GRM) อยู่ที่ระดับ 16.5 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ใกล้เคียงกับไตรมาส 1/2569 ที่อยู่ระดับ 16.7 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แม้ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาครัฐที่กดดันค่าการกลั่นประมาณ 4 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

โดยปัจจัยลบจากค่าพรีเมียมน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้น 15 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลจากไตรมาสก่อน จะถูกชดเชยด้วยส่วนต่างราคาน้ำมันกลั่นกลาง (Middle distillate crack spike) ที่ปรับเพิ่มขึ้น 21 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่อัตราการใช้กำลังการกลั่น (Run rate) คาดว่าจะลดลงจาก 103% ในไตรมาส 1/2569 เหลือ 96% ในไตรมาส 2/2569 จากผลกระทบของมาตรการห้ามส่งออกดีเซล

ทั้งนี้ KKPS คาดว่า EBITDA จากธุรกิจโรงกลั่นจะอยู่ที่ประมาณ 8,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนราว 36% ของ EBITDA รวม

ด้านธุรกิจโอเลฟินส์ คาดว่า EBITDA จะเพิ่มขึ้นเป็น 7,900 ล้านบาท จาก 2,300 ล้านบาทในไตรมาส 1/2569 หรือเพิ่มขึ้น 5,600 ล้านบาทจากไตรมาสก่อน คิดเป็นสัดส่วน 35% ของ EBITDA รวม โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากราคาผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติก PE ที่ปรับตัวสูงขึ้น

โดยราคา HDPE ในไตรมาส 2/2569 เพิ่มขึ้น 375 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันจากไตรมาสก่อน มาอยู่ที่เฉลี่ย 1,419 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ประกอบกับ PTTGC มีปริมาณการขายเพิ่มขึ้น เนื่องจากไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาขาดแคลนแนฟทาเหมือนผู้ผลิตรายอื่นในเอเชีย

ขณะที่ธุรกิจอะโรเมติกส์มีแนวโน้มสร้างผลประกอบการดีกว่าคาด จากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์พลอยได้ (Condensate Residual: CR) ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันดีเซล แม้ว่าส่วนต่างราคาอะโรเมติกส์จะทรงตัว โดย KKPS คาดว่า EBITDA ของธุรกิจอะโรเมติกส์จะอยู่ที่ 3,200 ล้านบาท คิดเป็น 14% ของ EBITDA รวม

KKPS ระบุว่า แม้ผลประกอบการไตรมาส 3/2569 อาจไม่สามารถทำระดับสูงสุดเทียบเท่าไตรมาส 2/2569 แต่แนวโน้มการฟื้นตัวของ PTTGC ยังคงดีกว่าที่คาด โดยราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงจะช่วยชะลอการปรับลดลงของส่วนต่างราคาโอเลฟินส์

นอกจากนี้ ค่าการกลั่น (GRM) ในไตรมาส 2/2569 ที่ระดับ 24.7 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แม้มีแนวโน้มเป็นระดับสูงสุดแล้ว แต่ยังมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นจากภาวะอุปทานตึงตัวของน้ำมันดีเซลและน้ำมันอากาศยานทั่วโลก

ทั้งนี้ KKPS ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” หุ้น PTTGC จากมูลค่าหุ้นที่น่าสนใจ (Attractive Valuation) และแนวโน้มการเติบโตของกำไรสุทธิปี 2569 ที่แข็งแกร่ง พร้อมให้ราคาเป้าหมายที่ 45.60 บาทต่อหุ้น