KKPS ชี้ AI เปลี่ยนวัฏจักร ดัน FDI เข้าไทย ชู DELTA-GULF-WHA รับธีม Data Center

นายศุภพงศ์ เอี่ยมคงเอก นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKPS เปิดเผยว่า การลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเข้าสู่วัฏจักรใหม่ โดยโฟกัสเริ่มเปลี่ยนจากการพัฒนาเทคโนโลยีไปสู่การลงทุนใน “โครงสร้างพื้นฐาน” เพื่อรองรับการขยายตัวของ AI ทั้ง Data Center ระบบไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และระบบ Connectivity ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทยในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ระลอกใหม่
ทั้งนี้ แม้บริษัทเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยยังมีจำนวนไม่มาก แต่ภาคธุรกิจนอกตลาดหลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับ Downstream ของ AI เช่น Analog Devices และ Seagate มีฐานการผลิตในไทย และมียอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนศักยภาพของไทยในการเป็นฐานการผลิตของห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีโลก
อย่างไรก็ตาม แม้ FDI จะเพิ่มขึ้นและการจ้างงานในภาพรวมขยายตัว แต่จำนวนการจ้างงานไม่ได้เพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกับเม็ดเงินลงทุน เนื่องจากธุรกิจ Downstream ยุคใหม่มีการนำเครื่องจักรและระบบอัตโนมัติเข้ามาทดแทนแรงงานมนุษย์มากขึ้น ขณะที่มูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจของงาน Downstream ยังไม่สูงมากนัก แต่ไทยยังมีจุดแข็งในฐานะฐานการผลิตสำคัญ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD) ซึ่งไทยมีสัดส่วนการผลิตและส่งออกรวมกันมากกว่า 80% ของโลก ผ่านผู้ผลิตรายใหญ่อย่าง Seagate และ Western Digital ช่วยสนับสนุนการจ้างงานในภาพรวม
นายศุภพงศ์ กล่าวว่า สำหรับการลงทุน Data Center ในประเทศไทย ยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ในไตรมาส 1 มีมูลค่าสูงกว่า 700,000 ล้านบาท แต่ในไตรมาส 2 ชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติส่วนหนึ่งรอความชัดเจนด้านกฎระเบียบ (Regulation) ของ Data Center ในประเทศไทย ก่อนตัดสินใจลงทุนเพิ่มเติม
ปัจจุบันประเทศไทยมี Data Center ที่เปิดดำเนินการจริงไม่ถึง 1 GW ขณะที่มาเลเซียมีประมาณ 7 GW อย่างไรก็ตาม จากยอดคำขอ BOI ที่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง มีโอกาสที่กำลังการผลิต Data Center ของไทยจะเพิ่มขึ้นเป็น 3-5 GW ภายในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า และหากรวมกับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ ไทยมีการเตรียมกำลังไฟฟ้ารองรับ Data Center สูงถึงประมาณ 9 GW
สำหรับกฎระเบียบที่คาดว่าจะมีความชัดเจนมากขึ้น จะครอบคลุมทั้งเรื่องความปลอดภัยและการกำหนดพื้นที่ตั้ง (Zoning) รวมถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทย เช่น การกำหนด Local Content ที่ระดับ 50% การสร้างแอปพลิเคชันหรือบริการที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการกำหนดสัดส่วนการจ้างงานคนไทย นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มกำหนดให้ Data Center ใช้พลังงานหมุนเวียนหรือพลังงานสะอาดมากขึ้น เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ใช้ไฟฟ้าในปริมาณสูง เพื่อไม่ให้การขยายตัวของ Data Center ส่งผลกระทบต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าของภาคประชาชน
ในระยะสั้น ผู้ประกอบการรายใหญ่ที่สามารถดำเนินงานได้ตามหลักเกณฑ์ยังมีแนวโน้มเดินหน้าก่อสร้างต่อ ขณะที่ผู้ประกอบการรายเล็กอาจชะลอการลงทุนเพื่อรอความชัดเจนด้านกฎระเบียบ อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีจุดแข็งจากระบบไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพ และขั้นตอนการอนุมัติโครงการที่ไม่ซับซ้อนเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง
นายศุภพงศ์ กล่าวว่า ไทยกำลังพยายามยกระดับจากฐานการประกอบ (Assembly) ไปสู่การผลิตและออกแบบในส่วนต้นน้ำ (Upstream/IP) โดยมีบริษัทอย่าง Analog Devices ที่มีแผนทำ Upstream ในไทย ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและยกระดับความสามารถของอุตสาหกรรมไทย โดยมองว่าไทยมีโอกาสใช้เวลาประมาณ 5 ปีในการขยับขึ้นสู่ Upstream ซึ่งเร็วกว่ามาเลเซียที่ใช้เวลาหลายสิบปี และฟิลิปปินส์ที่ใช้เวลาประมาณ 15 ปี เนื่องจากไทยสามารถเรียนรู้จากประสบการณ์ของประเทศเพื่อนบ้าน ประกอบกับมีระบบการศึกษาที่สามารถป้อนบุคลากร มี Supply Chain ที่ดี และมีความมั่นคงด้านพลังงาน
นายศุภพงศ์ กล่าวว่า สำหรับตลาดทุนไทยปีนี้จำนวนหุ้น IPO อยู่ในระดับต่ำเป็นประวัติการณ์ หลังสภาพคล่องตลาดหุ้นไทยในช่วงที่ผ่านมาอยู่ในภาวะซบเซา ขณะที่การนำบริษัทกลุ่ม AI เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายในปีนี้อาจยังเร็วเกินไป เนื่องจากต้องใช้เวลาในการจัดทำ Filing และประสานงานกับสำนักงาน ก.ล.ต. อย่างไรก็ตาม หากสภาพคล่องของตลาดหุ้นไทยกลับมาฟื้นตัว คาดว่าจะเริ่มเห็นบริษัทในกลุ่มเทคโนโลยีและ AI เข้ามาระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ มากขึ้นในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า
ด้านหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ มองว่า บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA ยังคงเป็นหุ้นที่มีความโดดเด่นที่สุด เนื่องจากมี Market Cap ขนาดใหญ่และมีความเชื่อมโยงกับธีม AI โดยตรง ขณะที่หากไม่นับ DELTA ตลาดหุ้นไทยยังคงขับเคลื่อนด้วยหุ้นกลุ่มพลังงานและธนาคารพาณิชย์เป็นหลัก ทำให้กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ยังไม่สามารถขึ้นมาทดแทนกลุ่มหลักของตลาดได้ในระยะสั้น
ส่วนการปรับตัวลงของราคาหุ้น DELTA จากจุดสูงสุดบริเวณ 360-370 บาท ลงมาแถว 250 บาท และเคยปรับตัวลงถึงระดับ 100 บาท มีปัจจัยจากอัตรากำไรสุทธิ (Margin) ในไตรมาส 2 ต่ำกว่าคาดจากปัญหาชั่วคราว รวมถึง Valuation ที่อยู่ในระดับสูง โดยมีค่า P/E สูงถึงประมาณ 100 เท่า เมื่อเทียบกับ Nvidia ที่อยู่ราว 20-30 เท่า อย่างไรก็ตาม DELTA ยังมีจุดแข็งจากการเป็นผู้นำตลาดด้าน Power Supply และ Cooling โดยมี Market Share อันดับ 1 รวมถึงมี Operating Margin และ Pricing Power สูงกว่าคู่แข่งในไต้หวัน อีกทั้งเป็นบริษัทที่ได้รับประโยชน์จาก AI โดยตรง ไม่ใช่เพียงผลพลอยได้จากกระแส AI จึงเหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในธีม AI ผ่านตลาดหุ้นไทย และมองการลงทุนในระยะกลางถึงระยะยาว
สำหรับหุ้นกลุ่มอื่นที่ได้รับประโยชน์จากการขยายตัวของ Data Center และ AI เลือก บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF เป็น Top Pick ในกลุ่มโรงไฟฟ้า เนื่องจากมีโครงสร้างธุรกิจครอบคลุม 3 ยุค ได้แก่ ธุรกิจโรงไฟฟ้าในโลกยุคเดิม การถือหุ้นใน ADVANC ซึ่งมีโครงข่ายไฟเบอร์ในโลกยุคกลาง และการร่วมมือพัฒนา Data Center ซึ่งเป็นธุรกิจในโลกยุคใหม่ นอกจากนี้ยังมีฐานเงินทุนและศักยภาพในการรองรับการลงทุนตามแผน PDP ฉบับใหม่
ขณะที่กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมเลือก บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA เป็น Top Pick เนื่องจากได้รับประโยชน์จากการเข้ามาของเม็ดเงินลงทุนจาก BOI โดยมีสัดส่วนรายได้และพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับ Data Center มากกว่า AMATA ประกอบกับมีบริษัทลูกอย่าง WHAUP ที่ดำเนินธุรกิจด้านพลังงานและน้ำ ซึ่งสามารถตอบโจทย์ Data Center ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าและน้ำเพื่อระบบหล่อเย็นในระดับสูง
ส่วนกลุ่มธนาคารและไฟแนนซ์จะได้รับประโยชน์ทางอ้อม หากการลงทุน Data Center สามารถช่วยผลักดัน GDP ไทยให้เติบโตในระยะยาว ซึ่งจะนำไปสู่การเพิ่มรายได้ต่อหัวและช่วยบรรเทาปัญหาหนี้สินของประชาชน ขณะที่กลุ่มสื่อสารจะได้รับประโยชน์จากการเติบโตของ Connectivity แต่ผลต่อกำไรอาจไม่ได้โดดเด่นมากนัก เนื่องจากฐานรายได้จากผู้ใช้มือถือและอินเทอร์เน็ตบ้านมีขนาดใหญ่ และไทยมีโครงข่ายไฟเบอร์ที่รองรับการใช้งานอยู่แล้ว
นายศุภพงศ์ กล่าวว่า สำหรับธีมการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI ในระยะต่อไป ตลาดโลกกำลังให้ความสนใจกับกลุ่ม Memories จากความต้องการใช้ข้อมูลที่เพิ่มขึ้น โดยมีบริษัทอย่าง Micron, SK Hynix และ Samsung เป็นผู้เล่นสำคัญ ขณะที่ประเทศไทยยังไม่มีบริษัทจดทะเบียนที่อยู่ในธีมดังกล่าวโดยตรง แต่ธีมที่มีแนวโน้มเห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้นคือ Robotics และ Humanoid โดยเริ่มตั้งแต่ระบบ Automation ในโรงงาน โดรนสำหรับการส่งสินค้าและอาหาร ไปจนถึงรถยนต์ไร้คนขับ
สำหรับประเทศไทยจะได้รับประโยชน์จากกระแสดังกล่าวในฐานะฐานการผลิตและประกอบในส่วน Downstream เช่น ชิป Analog และแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) รวมถึงได้รับอานิสงส์จากแนวโน้ม China Plus One ที่บริษัทต่างชาติทยอยกระจายฐานการผลิตเพื่อลดความเสี่ยงจากความขัดแย้งระหว่างจีนและสหรัฐฯ ซึ่งเปิดโอกาสให้ไทยดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้นในระยะข้างหน้า