KKP ชี้โครงสร้างสาธารณสุขไทย ถึงจุดเปลี่ยน ดันบทบาทเอกชน-ประกันสุขภาพขยายตัว

บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) ภายใต้กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) เผยแพร่บทวิเคราะห์ประเมินภาพรวมเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมสาธารณสุขไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างครั้งสำคัญ โดยพบว่าสัดส่วนการใช้จ่ายด้านสาธารณสุขของประเทศต่อ GDP เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 3.08% ในปี 2000 เป็น 4.54% ในปี 2023 และมีแนวโน้มที่ภาระส่วนนี้จะถูกถ่ายโอนจากภาครัฐไปยังภาคเอกชนมากขึ้นในระยะข้างหน้า
นายธีระพล อุดมเวศย์ นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากโครงสร้างประชากรที่สูงวัยขึ้นและต้นทุนทางการแพทย์ที่สูงขึ้นตามเทคโนโลยี ในขณะที่พื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ของภาครัฐมีจำกัดมากขึ้นเรื่อยๆ การปรับตัวของระบบสาธารณสุขไทยจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพึ่งพากลไกของภาคเอกชนและระบบประกันสุขภาพมากขึ้นในทศวรรษหน้า”
งบรัฐตึงตัว สู่ข้อจำกัดทางการคลังในปี 2030
ปัจจุบัน รัฐบาลไทยเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขถึง 78% ของทั้งประเทศ ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่สูงมากเมื่อเทียบกับฐานภาษีที่จัดเก็บได้ เมื่อผนวกกับภาระสวัสดิการสังคมที่เพิ่มขึ้นตามแนวโน้มสังคมสูงวัย บล.เกียรตินาคินภัทร ประเมินว่าข้อจำกัดด้านฐานะการคลังของรัฐจะมีผลชัดเจนภายในปี 2030 เนื่องจากข้อบังคับทางกฎหมายที่กำหนดให้ต้องรักษาสัดส่วนงบลงทุนไม่น้อยกว่า 20% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี เงื่อนไขนี้จะบีบให้รัฐบาลต้องควบคุมงบสวัสดิการและถ่ายโอนภาระค่าใช้จ่ายบางส่วนไปสู่ภาคเอกชน
โครงสร้างที่เปลี่ยนไป หนุนบทบาทโรงพยาบาลเอกชน
ความยากในการปฏิรูประบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าภายใต้ข้อจำกัดทางการคลัง อาจทำให้ภาระค่าใช้จ่ายกว่า 450,000-500,000 ล้านบาทต่อปีของรัฐ ถูกถ่ายโอนมายังภาคเอกชนบางส่วน ซึ่งอาจคิดเป็นมูลค่าส่วนเพิ่มถึงกว่า 100,000 ล้านบาท หรือราว 40% ของรายได้ปัจจุบันของกลุ่มโรงพยาบาลเอกชนในตลาดหลักทรัพย์ฯ
นอกจากนี้ แม้ไทยจะสามารถผลิตบุคลากรทางการแพทย์เพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าในช่วงปี 2015-2024 แต่สัดส่วนแพทย์ต่อประชากรยังคงต่ำกว่ามาตรฐานของหลายประเทศ การขาดแคลนทรัพยากรท่ามกลางอุปสงค์ที่สูงขึ้นจากโรคที่ซับซ้อน จะเป็นปัจจัยที่ทำให้โรงพยาบาลเอกชนยังคงรักษาความสามารถในการกำหนดราคา (Pricing Power) ไว้ได้ในระยะยาว
โอกาสเติบโตของธุรกิจประกันสุขภาพ
การปรับตัวของระบบสาธารณสุขจะทำให้ความต้องการประกันสุขภาพเอกชนเพิ่มสูงขึ้นตามค่ารักษาพยาบาล ปัจจุบัน อัตราการทำประกันสุขภาพเอกชนของไทยยังอยู่เพียง 6.4% ของประชากร ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศ OECD (36%) อย่างมีนัยสำคัญ แต่พบว่าเบี้ยประกันสุขภาพเติบโตเฉลี่ยถึง 8% ต่อปีในช่วงปี 2019-2025 โดยในระยะข้างหน้า หากมีการปรับเพิ่มวงเงินลดหย่อนภาษี หรือใช้มาตรการร่วมจ่าย (Co-payment) จะยิ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ตลาดประกันสุขภาพขยายตัวได้อีกมาก
มุมมองการลงทุนเชิงโครงสร้าง
จากแนวโน้มการเติบโตเชิงโครงสร้างดังกล่าว บล.เกียรตินาคินภัทร มองว่ากลุ่มโรงพยาบาลเอกชนยังมีความน่าสนใจในแง่ของมูลค่า (Valuation) ปัจจุบันกลุ่มโรงพยาบาลซื้อขายที่ระดับ P/E ปี 2026 ที่ 19 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาคที่ราว 30 เท่า โดยประเมินว่ากำไรของกลุ่มได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในไตรมาส 2 และจะทยอยฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง ทั้งนี้ ประเมินว่าหุ้นขนาดใหญ่ที่มีความพร้อมรองรับอุปสงค์ที่ซับซ้อนขึ้นอย่าง BDMS และ BH จะเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากทิศทางดังกล่าวทั้งในระยะสั้นและระยะยาว