อังกฤษที่พบไม่ใช่อังกฤษที่เคยรู้จัก: จากระบบสาธารณะ ผู้อพยพ และ Karl Marx สู่คำถามว่ารัฐมองเห็นใคร
อังกฤษที่ยังน่าเรียนรู้: ระบบสาธารณะ
พื้นที่เรียนรู้ และรัฐที่มองเห็นประชาชน
เมื่อช่วงปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ขณะที่ยุโรปกำลังเผชิญกับคลื่นความร้อน อุณหภูมิในหลายพื้นที่พุ่งสูงแตะระดับราว 40 องศาเซลเซียส หลายเมืองต่างเฝ้าระวังผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสุขภาพของประชาชน ท่ามกลางอากาศร้อนอบอ้าวของกรุงลอนดอน เสียงไซเรนของรถพยาบาลดังขึ้นเป็นระยะตลอดทั้งวัน ราวกับเป็นอีกหนึ่งจังหวะของเมืองที่กำลังเคลื่อนไหวเพื่อดูแลผู้คน ในช่วงเวลาที่ร่างกายมนุษย์กำลังเผชิญกับขีดจำกัดของธรรมชาติ
ท่ามกลางบรรยากาศเช่นนั้น ผมมีโอกาสติดตามคนใกล้ตัวเดินทางมายังกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ โดยมีจุดหมายสำคัญคือ King’s College London และ Guy’s Hospital สองสถานที่ที่ภายนอกอาจดูเป็นเพียงมหาวิทยาลัยและโรงพยาบาลระดับโลก แต่เมื่อได้เดินผ่านพื้นที่เหล่านี้อย่างช้าๆ กลับพบว่า ทั้งสองแห่งไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ผลิตความรู้หรือให้บริการทางการแพทย์ หากเป็นพื้นที่ที่สะท้อนวิธีคิดของสังคมว่า ‘ผู้คน’ มีความหมายอย่างไรในระบบสาธารณะ
Guy’s Hospital ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1721 โดย Thomas Guy พ่อค้าและนักการกุศลชาวอังกฤษ เดิมสร้างขึ้นเพื่อรับดูแลผู้ป่วยที่โรงพยาบาลอื่นไม่ต้องการรับ โดยเฉพาะผู้ป่วยเรื้อรังและผู้ยากไร้ จากจุดเริ่มต้นในฐานะโรงพยาบาลเพื่อคนชายขอบ กลายมาเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการแพทย์สำคัญของโลกในเวลาต่อมา
ประวัติศาสตร์ของสถานที่แห่งนี้ไม่ได้มีเพียงเรื่องความก้าวหน้าทางการแพทย์ แต่เต็มไปด้วยเรื่องราวของผู้คน เช่น Sir Astley Paston Cooper ศัลยแพทย์ผู้บุกเบิกด้านหลอดเลือดและกายวิภาคศาสตร์ Thomas Hodgkin ผู้ค้นพบ Hodgkin lymphoma และ Richard Bright ผู้ศึกษาความผิดปกติของไต ซึ่งชื่อของพวกเขายังคงอยู่ในประวัติศาสตร์การแพทย์
สิ่งที่น่าสนใจคือ เมื่อเดินอยู่ในพื้นที่ของ Guy’s Hospital เราไม่ได้พบเพียงอาคารรักษาพยาบาล แต่ยังพบชั้นของความทรงจำทางสังคม ตั้งแต่ Guy’s Chapel ที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 18 ซึ่งเป็นสถานที่ฝังศพของ Thomas Guy และ Astley Cooper ไปจนถึงอนุสรณ์ของ John Keats อดีตนักศึกษาแพทย์ของที่นี่ ผู้ละทิ้งเส้นทางแพทย์เพื่อกลายเป็นกวีคนสำคัญของขบวนการโรแมนติก
เช่นเดียวกับป้ายเล็ก ๆ สะดุดตาที่ระบุว่า Ludwig Wittgenstein นักปรัชญาชาวออสเตรียผู้ยิ่งใหญ่แห่งศตวรรษที่ 20 เคยทำงานที่ Guy’s Hospital ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ในตำแหน่งพนักงานส่งยาและผู้ช่วยผสมขี้ผึ้ง โดยเลือกทำงานโดยไม่เปิดเผยตัวตน แม้ขณะนั้นเขาจะเป็นศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์แล้วก็ตาม
ร่องรอยของการดำรงอยู่ทั้ง John Keats หรือ Ludwig Wittgenstein นี้ชวนให้เห็นว่า โรงพยาบาลแห่งหนึ่งอาจเป็นมากกว่าสถานที่รักษาผู้ป่วย แต่เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ผู้คนค้นพบความหมายของชีวิตในหลากหลายมิติ สะท้อนบทบาทของสถาบันสาธารณะในฐานะพื้นที่ที่เชื่อมโยงความรู้ วิชาชีพ และความเป็นมนุษย์เข้าด้วยกัน

รูปปั้น John Keats ภายใน Guy’s Hospital กรุงลอนดอน
สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงช่วงเวลาที่คีตส์เคยศึกษาการแพทย์ที่นี่ ก่อนหันมาอุทิศตนให้กับงานวรรณกรรม ด้านหลังมองเห็น The Shard อาคารสูงติดกับสถานี London Bridge
เรื่องราวเช่นนี้สะท้อนแนวคิดบางอย่างเกี่ยวกับสังคมอังกฤษที่น่าสนใจ คือคุณค่าของสถาบันไม่ได้อยู่เพียงที่ชื่อเสียงหรือความยิ่งใหญ่ แต่ยังอยู่ที่ความสามารถในการเชื่อมโยงกับชีวิตจริงของผู้คน
สิ่งเดียวกันนี้ยังปรากฏในระบบสาธารณะอื่นๆ โดยเฉพาะระบบขนส่ง สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับรถไฟ รถโดยสาร และระบบการเดินทางในอังกฤษ ไม่ใช่เพียงคำถามว่า ‘รถไฟดีหรือไม่’ แต่คือคำถามว่าระบบเหล่านี้ถูกออกแบบขึ้นเพื่อรองรับชีวิตของประชาชนอย่างไร
การเดินทางในเมืองไม่ได้เป็นเพียงการเคลื่อนที่จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง แต่เกี่ยวข้องกับโอกาสในการทำงาน การเข้าถึงการศึกษา การพบปะผู้คน และการมีส่วนร่วมกับพื้นที่สาธารณะ Graham และ Marvin (2001) เสนอว่าโครงสร้างพื้นฐานของเมืองไม่เคยเป็นเพียงเรื่องเทคนิค แต่เกี่ยวข้องกับการจัดสรรทรัพยากร อำนาจ และโอกาสในสังคม
กล่าวคือระบบขนส่งเป็นภาพสะท้อนว่ารัฐมองเห็นประชาชนอย่างไร หากรัฐมองว่าการเดินทางเป็นเพียงบริการพื้นฐาน ระบบอาจมุ่งเน้นเพียงประสิทธิภาพ แต่หากมองว่าการเดินทางเป็นเงื่อนไขของชีวิต ระบบขนส่งจะกลายเป็นเครื่องมือสร้างความเท่าเทียมทางสังคม
อีกพื้นที่หนึ่งที่สะท้อนวิธีคิดของอังกฤษได้อย่างชัดเจนคือพิพิธภัณฑ์ มีคนเคยพูดเล่นๆ ว่าคนมีรสนิยมมักเข้าพิพิธภัณฑ์ แต่สำหรับผม พิพิธภัณฑ์ไม่ได้เกี่ยวกับรสนิยมส่วนตัวเท่านั้น หากเกี่ยวกับคำถามว่าสังคมหนึ่งเปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้าถึงความรู้มากเพียงใด
คำว่า Museum มีรากศัพท์มาจากคำว่า Mouseion ในภาษากรีก ซึ่งเกี่ยวข้องกับเทพีแห่งศิลปะและความรู้ทั้งเก้าองค์ หรือ The Nine Muses ในเทพปกรณัมกรีก แต่ Mouseion ในโลกกรีกโบราณไม่ได้หมายถึงสถานที่เก็บวัตถุเก่า หากเป็นพื้นที่สำหรับการศึกษา การวิจัย การอภิปราย และการแลกเปลี่ยนความรู้ ดังนั้น ความหมายดั้งเดิมของพิพิธภัณฑ์จึงไม่ใช่ ‘คลังเก็บอดีต’ แต่คือ ‘พื้นที่เรียนรู้ของสังคม’
แนวคิดนี้สอดคล้องกับงานของ Hooper-Greenhill (2007) ซึ่งเสนอว่าพิพิธภัณฑ์สมัยใหม่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงอนุรักษ์วัตถุ แต่เป็นพื้นที่สร้างความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ ผู้ชม และสังคม ขณะที่ British Museum ซึ่งเปิดให้ประชาชนเข้าชมฟรีมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1759 ได้วางหลักการสำคัญตั้งแต่แรกว่าพิพิธภัณฑ์ควรเป็นสถาบันความรู้สำหรับสาธารณชน ไม่ใช่พื้นที่เฉพาะของชนชั้นนำ

British Museum ยังคงรักษาหลักการเป็นพิพิธภัณฑ์สาธารณะ
เปิดพื้นที่ให้ผู้คนหลากหลายวัยและหลากหลายเชื้อชาติใช้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ร่วมกัน
ระหว่างการย่ำเดินในอังกฤษ สิ่งที่เห็นจึงไม่ใช่เพียงอาคารเก่าแก่ แต่เป็นแนวคิดเรื่อง ‘พื้นที่สาธารณะ’ ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้ผู้คนเข้ามาใช้ร่วมกัน
แนวคิดเรื่อง third place ของ Oldenburg (1989) อธิบายว่าสังคมไม่ได้ประกอบด้วยเพียงบ้านและสถานที่ทำงาน แต่ต้องมีพื้นที่กลางที่ผู้คนสามารถพบปะ พูดคุย และสร้างความสัมพันธ์ร่วมกัน เช่น ร้านกาแฟ ห้องสมุด สวนสาธารณะ หรือพื้นที่วัฒนธรรม
ต่อมา Klinenberg (2018) เสนอแนวคิดเรื่อง social infrastructure เพื่ออธิบายว่า ‘โครงสร้างพื้นฐานทางสังคม’ เช่น ห้องสมุด สวนสาธารณะ และพื้นที่ชุมชน มีบทบาทสำคัญต่อความเข้มแข็งของสังคม เพราะช่วยลดความโดดเดี่ยวและสร้างความรู้สึกเป็นสมาชิกของชุมชน
ในมุมของมหาวิทยาลัยก็เช่นเดียวกัน มหาวิทยาลัยในอังกฤษจำนวนมากไม่ได้แยกตัวออกจากเมือง แต่มีความสัมพันธ์กับพื้นที่โดยรอบ เป็นทั้งแหล่งผลิตความรู้ พื้นที่สาธารณะ และส่วนหนึ่งของชีวิตเมือง ทั้งนี้ Goddard และ Vallance (2013) ชี้ให้เห็นว่ามหาวิทยาลัยร่วมสมัยไม่ได้มีบทบาทเพียงการจัดการศึกษา แต่ต้องมีความสัมพันธ์กับสังคมและการพัฒนาพื้นที่
สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดคำถามกลับมายังประเทศไทยว่ามหาวิทยาลัยของเราเป็นส่วนหนึ่งของสังคมหรือยัง หรือยังคงดำรงอยู่ในฐานะพื้นที่เฉพาะของคนบางกลุ่ม
อย่างไรก็ตาม การเดินทางครั้งนี้ไม่ได้ทำให้ผมมองอังกฤษในภาพอุดมคติ เพราะเบื้องหลังระบบสาธารณะที่เข้มแข็ง อังกฤษเองกำลังเผชิญคำถามใหญ่เกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำ คนไร้บ้าน ราคาที่อยู่อาศัยและค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น ความกดดันต่อระบบบริการสาธารณะ และความรู้สึกของประชาชนบางส่วนที่มองว่ารัฐไม่สามารถตอบสนองชีวิตของพวกเขาได้เพียงพอ
นี่เป็นจุดสำคัญที่ทำให้เห็นว่าระบบสาธารณะที่ดีไม่ได้หมายความว่าสังคมนั้นไม่มีปัญหา ตรงกันข้าม ระบบที่ดีอาจทำให้เราเห็นปัญหาได้ชัดขึ้น เพราะทำให้เกิดคำถามต่อไปว่า ใครยังถูกมองไม่เห็น ใครยังเข้าไม่ถึงโอกาส และใครยังอยู่นอกพื้นที่ของความมั่นคงทางสังคม เพราะท้ายที่สุดแล้วระบบที่ดีไม่ได้แปลว่าไม่มีคนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

มุมหนึ่งของกรุงลอนดอนที่ทำให้เห็นว่า เมืองไม่ได้มีเพียงความงดงามของสถาปัตยกรรม ระบบขนส่ง
และสถาบันระดับโลก แต่ยังมีชีวิตของผู้คนบางกลุ่มที่กำลังต่อรองกับความไม่มั่นคงในแต่ละวัน
อังกฤษในฐานะสังคมผู้อพยพ: เศรษฐกิจฐานราก
ความหลากหลาย และความขัดแย้งเรื่องคนเข้าเมือง
การเดินเตร็ดเตร่บนถนนในเมืองต่างๆ ตั้งแต่ลอนดอน นอตทิงแฮม ไปจนถึงเอดินเบอร์ก โดยเฉพาะย่านพื้นที่รอบสถานีรถไฟ ทำให้เห็นภาพที่แตกต่างจากภาพจำของอังกฤษในฐานะประเทศของชนชั้นกลางผิวขาวแบบดั้งเดิม จากประสบการณ์การเดินทางครั้งนี้ สิ่งที่พบเห็นตามพื้นที่เมือง โดยเฉพาะบริเวณสถานีรถไฟและย่านการค้า คือบทบาทของผู้ประกอบการและแรงงานจากภูมิหลังหลากหลาย ทั้งเอเชีย และตะวันออกกลาง ทำให้เห็นว่าเศรษฐกิจประจำวันของอังกฤษถูกขับเคลื่อนผ่านการเคลื่อนย้ายของผู้คนอย่างลึกซึ้ง
สิ่งที่เห็นไม่ได้เป็นเพียงความหลากหลายทางเชื้อชาติ แต่เป็นโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ผู้ย้ายถิ่นเข้ามามีบทบาทสำคัญ ความหลากหลายของผู้คนจึงไม่ได้เป็นเพียงภาพสะท้อนของความแตกต่างทางวัฒนธรรม แต่เป็นทั้งพลังทางเศรษฐกิจและพื้นที่ต่อรองเรื่องความเป็นสมาชิกของสังคม
ประเด็นนี้สอดคล้องกับข้อเสนอของ Stuart Hall (1998) ที่มองว่า multiculturalism ไม่ควรถูกเข้าใจเพียงในฐานะการอยู่ร่วมกันของกลุ่มชาติพันธุ์ที่แตกต่าง หากเป็นกระบวนการต่อรองว่าใครมีสิทธิได้รับการยอมรับว่าเป็นส่วนหนึ่งของ ‘ชาติ’ และสังคมเดียวกัน
เทียบกับนักสังคมวิทยาอย่าง Steven Vertovec ที่อธิบายปรากฏการณ์นี้ผ่านแนวคิด super-diversity ซึ่งชี้ว่าสังคมเมืองร่วมสมัยไม่ได้มีเพียงความแตกต่างด้านเชื้อชาติหรือชาติพันธุ์เท่านั้น แต่ประกอบด้วยความแตกต่างด้านสถานะทางกฎหมาย ภาษา ศาสนา ทักษะ อาชีพ และเครือข่ายทางสังคมที่ซับซ้อนขึ้น (Vertovec, 2007)
อังกฤษในปัจจุบันจึงไม่ได้เป็นเพียงประเทศที่มี ‘ผู้อพยพ’ แต่ยังเป็นสังคมที่ระบบเศรษฐกิจและชีวิตประจำวันจำนวนมากดำเนินไปผ่านแรงงานและผู้ประกอบการจากการย้ายถิ่น
จากคนขับ Uber และร้านขายของที่ระลึกสู่เศรษฐกิจของผู้ย้ายถิ่น
หนึ่งในประสบการณ์เล็กๆ ที่สะท้อนภาพนี้ได้ชัด คือการพูดคุยกับคนขับ Uber ชายหนุ่มเชื้อสายตะวันออกกลางที่มารับพวกเราพร้อมกับกระเป๋าพะรุงพะรังหลายใบไปสถานีรถไฟ ด้วยรถ Mercedes-Benz สีดำคันใหญ่ เขาแต่งตัวดี พูดภาษาอังกฤษคล่อง บริการสุภาพ และใช้ระบบเอไอช่วยขับรถที่ทันสมัย เมื่อผมชมว่ารถสวยมากและถามถึงราคา เขากลับถามผมว่า “รถแบบนี้ที่ประเทศไทยราคาแพงไหม?” ก่อนจะเล่าต่อว่าเขาเคยเห็นประเทศไทยผ่าน TikTok และอยากมีโอกาสเดินทางไปสักครั้ง
บทสนทนาสั้นๆ นี้สะท้อนภาพบางอย่างที่น่าสนใจ คนขับรถคนนี้ไม่ได้อยู่ในตำแหน่ง ‘คนนอก’ ของสังคมอังกฤษ แต่เป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจเมืองร่วมสมัย เขาเชื่อมโยงผู้คน สถานที่ และเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน
อย่างไรก็ตาม งานศึกษาด้านแรงงานแพลตฟอร์มชี้ให้เห็นว่าอาชีพประเภทนี้มีความซับซ้อน เพราะแม้เปิดโอกาสให้ผู้ย้ายถิ่นเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ง่ายขึ้น แต่ก็มีข้อถกเถียงเรื่องความมั่นคง รายได้ และสถานะของแรงงานที่ถูกเรียกว่า ‘self-employed’ (Woodcock & Graham, 2020) Uber จึงเป็นทั้งพื้นที่ของโอกาสและพื้นที่ของความไม่แน่นอนในเวลาเดียวกัน
เช่นกับกับร้านขายของที่ระลึกเล็กๆ บริเวณสถานีรถไฟ Nottingham Station ผมได้พูดคุยกับพ่อและลูกชายเชื้อสายอินเดียที่เปิดร้านขายของที่ระลึกเล็กๆ อยู่บริเวณหน้าสถานี ร้านของเขาไม่ได้หรูหราเหมือนร้านขายของที่ระลึกในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ราคาสินค้าค่อนข้างต่ำ และเมื่อรู้ว่าพวกเราเป็นคนไทย เขายิ่งลดราคาให้เพื่อที่จะได้ขายสินค้าเพิ่มขึ้น พร้อมพูดว่าเขาเคยเห็นประเทศไทยจากสื่อออนไลน์ และหากมีโอกาสก็อยากเดินทางไปเที่ยว
ประสบการณ์เล็กๆ เหล่านี้ทำให้เห็นว่าเศรษฐกิจเมืองของอังกฤษไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยบริษัทขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ยังดำรงอยู่ผ่านผู้ประกอบการรายย่อย แรงงานบริการ และผู้คนจากภูมิหลังหลากหลายที่เข้ามาสร้างชีวิตใหม่ในสังคมอังกฤษ ความหลากหลายของผู้คนจึงไม่ใช่เพียงภาพสะท้อนของความแตกต่างทางวัฒนธรรม แต่เป็นทั้งพลังทางเศรษฐกิจและพื้นที่ต่อรองเรื่องความเป็นสมาชิกของสังคม (Hall, 1998; Vertovec, 2007)
อย่างไรก็ตาม การมีส่วนร่วมในเศรษฐกิจไม่ได้หมายความว่าผู้อพยพทุกกลุ่มเข้าถึงความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เพราะแรงงานจำนวนหนึ่งยังอยู่ในสถานะที่ Guy Standing (2011)เรียกว่า ‘precariat’ หรือกลุ่มแรงงานที่เผชิญกับความไม่มั่นคงด้านรายได้ การจ้างงาน และหลักประกันทางสังคม แม้ว่าพวกเขาจะมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจเมือง แต่สถานะทางเศรษฐกิจของแรงงานกลุ่มนี้ยังเต็มไปด้วยความเปราะบาง
เช่นเดียวกับงานของ Portes และ Rumbaut (2014) ที่ชี้ให้เห็นว่าผู้ย้ายถิ่นจำนวนมากไม่ได้เข้าสู่สังคมใหม่ผ่านเส้นทางอาชีพกระแสหลักเท่านั้น แต่สร้างพื้นที่ทางเศรษฐกิจของตนเองผ่านธุรกิจครอบครัว เครือข่ายชาติพันธุ์ และความสัมพันธ์ในชุมชน ร้านเล็กๆ เหล่านี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของ ‘โครงสร้างพื้นฐานทางสังคม’ ที่ทำให้เมืองดำเนินต่อไป แม้จะไม่ปรากฏอยู่ในภาพประชาสัมพันธ์ของประเทศ
อังกฤษที่สร้างจากการอพยพ แต่กำลังตั้งคำถามกับการอพยพ
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือ อังกฤษเป็นประเทศที่ประวัติศาสตร์สมัยใหม่ผูกพันกับการเคลื่อนย้ายของผู้คนอย่างลึกซึ้ง หลังสงครามโลกครั้งที่สอง อังกฤษต้องการแรงงานจำนวนมากจากอดีตอาณานิคม เช่น แคริบเบียน อินเดีย และปากีสถาน เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ
เหตุการณ์ Windrush generation ในช่วงปลายทศวรรษ 1940 เป็นต้นมา กลายเป็นส่วนสำคัญของประวัติศาสตร์แรงงานและความหลากหลายทางเชื้อชาติของอังกฤษ (Paul, 1997) แต่ในเวลาเดียวกัน อังกฤษก็เผชิญความขัดแย้งเกี่ยวกับคำถามว่าใครคือคนอังกฤษ นักวิชาการอย่าง Tariq Modood (2013) เสนอว่าปัญหาสำคัญของสังคมพหุวัฒนธรรมไม่ได้อยู่ที่การมีความแตกต่าง แต่คือการสร้างรูปแบบความเป็นพลเมืองที่ทำให้ความแตกต่างเหล่านั้นสามารถอยู่ร่วมกันได้
ประเด็นนี้เห็นได้ชัดจากกระแสต่อต้านผู้อพยพในช่วงหลัง โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวของกลุ่มขวาจัด เพื่อเรียกร้องให้ส่งผู้อพยพและผู้ขอลี้ภัยกลับประเทศต้นทาง ความเปราะบางดังกล่าวเชื่อมโยงกับความรู้สึกไม่มั่นคงของประชาชนบางส่วนในอังกฤษ เมื่อประเด็นเรื่องค่าครองชีพ ที่อยู่อาศัย และการแข่งขันด้านทรัพยากรถูกนำมาเชื่อมโยงกับการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้อพยพ จนเกิดกระแสต่อต้านที่ปรากฏผ่านวาทกรรมอย่าง ‘Send them back’
ในเดือนกันยายน ค.ศ. 2025 สำนักข่าว Reuters รายงานว่าการประท้วงต่อต้านผู้อพยพในกรุงลอนดอนมีผู้เข้าร่วมจำนวนมากและเกิดการปะทะระหว่างผู้ชุมนุมกับตำรวจ รวมถึงกลุ่มต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติ (Reuters, 2025) ขณะที่ The Guardian รายงานในปี 2026 ถึงการใช้วลี ‘Send them back’ โดยสมาชิกฝ่ายขวาในรัฐสภายุโรป หลังการอภิปรายเกี่ยวกับนโยบายส่งกลับผู้อพยพ ซึ่งสะท้อนว่าประเด็นเรื่องการอพยพไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะอังกฤษ แต่เป็นความขัดแย้งระดับยุโรป (The Guardian, 2026)
กระแสเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากเรื่องเชื้อชาติเพียงอย่างเดียว แต่เชื่อมโยงกับความกังวลเรื่องค่าครองชีพ ราคาที่อยู่อาศัย การแข่งขันในตลาดแรงงาน และความรู้สึกว่ารัฐไม่สามารถตอบสนองต่อปัญหาของประชาชนบางกลุ่มได้
เมื่อความหลากหลายอยู่ร่วมกับความรู้สึกถูกทอดทิ้ง
สิ่งที่น่าสนใจคือ ในขณะที่อังกฤษเป็นประเทศที่มีผู้ประกอบการและแรงงานจากทั่วโลกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจ แต่ก็มีประชาชนบางส่วนรู้สึกว่าตนเองไม่ได้รับประโยชน์จากระบบดังกล่าว งานของ Wacquant (2008) อธิบายว่าเมืองสมัยใหม่สามารถสร้างพื้นที่ของ ‘ความไม่มั่นคงทางสังคม’ ได้ แม้ประเทศนั้นจะมีระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เพราะบางกลุ่มอาจถูกผลักออกจากโอกาสทางเศรษฐกิจและความมั่นคง
ดังนั้น ความขัดแย้งเรื่องผู้อพยพในอังกฤษจึงไม่ควรถูกอธิบายง่าย ๆ ว่าเป็นเพียงความเกลียดกลัวคนต่างชาติ แต่ต้องมองผ่านบริบทที่ซับซ้อนระหว่างเศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำ ความรู้สึกสูญเสียสถานะ และความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน
สิ่งที่ผมเห็นจากการเดินทางครั้งนี้จึงมีสองภาพที่อยู่พร้อมกัน ภาพแรกคืออังกฤษในฐานะสังคมที่ผู้คนจากหลากหลายภูมิหลังสามารถสร้างชีวิต สร้างธุรกิจ และเป็นส่วนหนึ่งของเมือง ส่วนอีกภาพหนึ่งคืออังกฤษที่กำลังเผชิญคำถามว่า ระบบเศรษฐกิจและรัฐสวัสดิการของตนเองสามารถทำให้ทุกคนรู้สึกว่า ‘มีที่ยืน’ ในสังคมหรือไม่
เพราะท้ายที่สุดแล้ว คำถามเรื่องผู้อพยพอาจไม่ได้เป็นเพียงคำถามว่า ‘ใครเข้ามาในประเทศ’ แต่อาจเป็นคำถามที่ลึกกว่านั้นว่า ‘ประเทศหนึ่งจัดการกับความแตกต่าง และแบ่งปันอนาคตร่วมกันอย่างไร’
เดินทางไปหา Marx ที่ Highgate:
อังกฤษ ความมั่งคั่ง ทุนนิยม และคำถามเรื่องความเป็นธรรม
สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมหยุดคิดไม่ใช่เพียงสถานที่ที่สร้างขึ้นใหม่ แต่คือสถานที่ที่เก็บความทรงจำของความคิดเก่าๆ เอาไว้ หนึ่งในนั้นคือ Highgate Cemetery ทางตอนเหนือของกรุงลอนดอน สถานที่ฝังศพของ Karl Marx นักปรัชญาและนักเศรษฐศาสตร์การเมืองผู้เขียน The Communist Manifesto ร่วมกับ Friedrich Engels ในปี ค.ศ. 1848 และผลงานสำคัญอย่าง Das Kapital ซึ่งวิเคราะห์กลไกของระบบทุนนิยม การสะสมทุน และความสัมพันธ์ระหว่างนายทุนกับแรงงาน

หลุมฝังศพของ Karl Marx ที่ Highgate Cemetery
มีนักท่องเที่ยวและนักวิชาการแวะเวียนมาเยือนตลอดเวลา
พื้นที่และบรรยากาศชวนให้ย้อนคิดถึงคำถาม
เรื่องความเหลื่อมล้ำในอังกฤษและโลกร่วมสมัย
หลุมฝังศพของ Marx ที่เห็นในปัจจุบันไม่ได้เรียบง่ายแบบเดิม แต่เป็นอนุสาวรีย์ที่สร้างขึ้นใหม่ในปี ค.ศ. 1956 โดยพรรคคอมมิวนิสต์แห่งบริเตนใหญ่ หลังจากมีการเคลื่อนย้ายร่างของเขาจากตำแหน่งเดิมภายในสุสานไฮเกตมายังพื้นที่ที่โดดเด่นกว่าเดิม อนุสาวรีย์ประกอบด้วยรูปปั้นครึ่งตัวขนาดใหญ่ของ Marx พร้อมข้อความจาก The Communist Manifesto ที่ว่า “Workers of all lands unite” ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในถ้อยคำทางการเมืองที่ได้รับการจดจำมากที่สุดในศตวรรษที่ 20
แต่สิ่งที่น่าสนใจสำหรับผมไม่ใช่เพียงการได้มาเยี่ยมหลุมศพของนักคิดชื่อดัง เพราะการได้มายืนอยู่หน้าหลุมศพ Marx ยิ่งทำให้ผมมีคำถามเกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำในอังกฤษปัจจุบันย้อนกลับไปสู่ประวัติศาสตร์ความคิดที่ผ่านมา เพราะสิ่งที่ Marx ตั้งคำถามเมื่อเกือบสองศตวรรษก่อน ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องระบบเศรษฐกิจ แต่เป็นคำถามเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างความมั่งคั่ง อำนาจ และชีวิตของผู้คนธรรมดา
“เกือบสองร้อยปีหลังจาก Marx วิพากษ์ระบบทุนนิยม อังกฤษในวันนี้เปลี่ยนแปลงไปมากน้อยเพียงใด?”
คำถามนี้ไม่ได้หมายความว่าอังกฤษเป็นสังคมเดียวกับยุคอุตสาหกรรมในศตวรรษที่ 19 เพราะอังกฤษปัจจุบันมีระบบรัฐสวัสดิการ ระบบบริการสุขภาพแห่งชาติ (NHS) และกลไกคุ้มครองแรงงานที่พัฒนาขึ้นมาก แต่ในเวลาเดียวกัน ความขัดแย้งบางอย่างที่ Marx ตั้งคำถามไว้ยังคงปรากฏอยู่ในรูปแบบใหม่
David Harvey (2005) อธิบายว่าระบบทุนนิยมร่วมสมัยไม่ได้ลดความเหลื่อมล้ำลงโดยอัตโนมัติ แม้เศรษฐกิจจะเติบโต แต่ผลประโยชน์จากการเติบโตอาจกระจุกตัวอยู่กับกลุ่มที่มีทุนและทรัพยากรมากกว่า ขณะที่คนบางกลุ่มต้องเผชิญกับความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจและชีวิตการทำงาน
เมื่อเดินออกจาก Highgate Cemetery แล้วกลับเข้าสู่เมืองลอนดอน ความคิดนี้ยิ่งชัดเจนขึ้น เพราะเมืองเดียวกันที่มีบริษัทการเงินระดับโลก อาคารราคาแพง และมหาวิทยาลัยชั้นนำ ก็เป็นเมืองเดียวกับที่ยังมีปัญหาค่าครองชีพสูง วิกฤตที่อยู่อาศัย และจำนวนคนไร้บ้านที่เพิ่มขึ้น
งานของ Wilkinson และ Pickett (2009) เสนอว่าความเหลื่อมล้ำไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อรายได้ แต่สัมพันธ์กับสุขภาพ ความไว้วางใจทางสังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยรวม ขณะที่ Standing (2011) ชี้ให้เห็นการเกิดขึ้นของ ‘precariat’ หรือกลุ่มแรงงานที่มีความไม่มั่นคงสูง ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญของเศรษฐกิจร่วมสมัย
สิ่งเหล่านี้ทำให้ภาพของอังกฤษมีความซับซ้อนมากขึ้น อังกฤษเป็นประเทศที่มีระบบสาธารณะที่แข็งแรง มีพิพิธภัณฑ์ที่เปิดให้ประชาชนเข้าถึง มีมหาวิทยาลัย หอศิลป์ โรงละคร มีสวนสาธารณะที่เชื่อมโยงกับเมือง และมีเศรษฐกิจที่มีบทบาทระดับโลก แต่ในอีกด้านหนึ่ง อังกฤษก็เป็นพื้นที่ที่สะท้อนความขัดแย้งระหว่าง ‘ความมั่งคั่งของประเทศ’ กับ ‘ความมั่นคงของชีวิตคนธรรมดา’
นี่คือจุดที่ Marx ยังมีความหมาย แม้ข้อเสนอหลายเรื่องของเขาจะถูกวิพากษ์และถกเถียงอย่างกว้างขวาง แต่คำถามพื้นฐานของเขายังคงร่วมสมัย คือใครเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากการพัฒนา และใครเป็นผู้ต้องแบกรับต้นทุนของระบบเศรษฐกิจ
เมื่อมองย้อนกลับไปยังประสบการณ์ในส่วนก่อนหน้า ผมพบว่าประเด็นเรื่องระบบสาธารณะ ผู้อพยพ และความเหลื่อมล้ำ ไม่ได้เป็นเรื่องแยกออกจากกัน
รถไฟไม่ได้เป็นเพียงเรื่องการเดินทาง แต่เกี่ยวข้องกับโอกาสในการเข้าถึงงานและชีวิตเมือง
พิพิธภัณฑ์ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่เก็บอดีต แต่เกี่ยวข้องกับคำถามว่าใครมีสิทธิ์เข้าถึงความรู้
แรงงานผู้อพยพไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขในนโยบายคนเข้าเมือง แต่เป็นผู้คนที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในชีวิตประจำวัน
และหลุมฝังศพของ Marx ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่รำลึกถึงนักคิดในอดีต แต่เป็นพื้นที่ที่ทำให้เรากลับมาตั้งคำถามกับปัจจุบัน
แม้อังกฤษในศตวรรษที่ 21 จะแตกต่างอย่างมากจากยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม แต่คำถามบางประการที่ Marx ตั้งไว้ยังคงปรากฏในรูปแบบใหม่ ผ่านปัญหาค่าครองชีพ ความไม่มั่นคงของแรงงาน คนไร้บ้าน และความแตกต่างในการเข้าถึงโอกาสทางสังคม
จากลอนดอนกลับสู่ชายแดนนครพนม: คำถามเดียวกันว่ารัฐมองเห็นใคร
เมื่อเดินออกจากสุสานไฮเกตและกลับมามองภาพของอังกฤษร่วมสมัย สิ่งที่เห็นไม่ใช่เพียงความสำเร็จของระบบสาธารณะหรือความขัดแย้งเรื่องผู้อพยพ แต่เป็นคำถามพื้นฐานเดียวกันกับที่ปรากฏในหลายสังคม นั่นคือรัฐมองเห็นผู้คนทุกกลุ่มมากน้อยเพียงใด
คำถามนี้ทำให้ผมนึกกลับไปถึงพื้นที่ชายแดนไทย–ลาว และเห็นว่า คำถามเรื่อง ‘รัฐมองเห็นใคร’ ไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัว ในอำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม ผมกับพรรคพวกที่นั่นได้ทำงานโครงการพัฒนาระบบและกลไกความร่วมมือข้ามแดนเพื่อสนับสนุนการเข้าถึงบริการสุขภาพของประชากรข้ามชาติ[1] โดยเฉพาะแรงงานและครอบครัวชาวลาว (ณรงค์ฤทธิ์ สุมาลี และคณะ, 2565, 2568) ซึ่งจากการทำงานนี้ยิ่งทำให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การมีบริการอยู่ในระบบไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะสามารถเข้าถึงบริการนั้นได้จริง
ในบริบทของอำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม แรงงานต่างชาติ โดยเฉพาะแรงงานจากลาว เป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจชายแดนที่มองข้ามไม่ได้ เพราะพื้นที่บ้านแพงมีฐานเศรษฐกิจสำคัญอยู่ที่ภาคเกษตร โดยเฉพาะการปลูกยาสูบและมะเขือเทศ ซึ่งต้องอาศัยแรงงานจำนวนมาก แรงงานกลุ่มนี้เข้ามาทำงานและปรับตัวอยู่ร่วมกับชุมชนในพื้นที่ปลายทาง ขณะที่ข้อมูลจากพื้นที่ยังสะท้อนความต้องการแรงงานในภาคเกษตรและการพึ่งพาแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน
แม่น้ำโขงไม่ได้เป็นเพียงเส้นแบ่งเขตแดน แต่ยังเป็นพื้นที่เชื่อมโยงการเดินทาง การทำงาน และความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนสองฝั่ง ดังนั้น การพูดถึงประชากรข้ามชาติไม่ควรหยุดอยู่ที่คำว่า ‘แรงงานต่างชาติ’ เพราะคนเหล่านี้มีบทบาทในชีวิตประจำวันของชุมชนมากกว่านั้น พวกเขาเป็นทั้งแรงงาน ผู้ประกอบอาชีพ สมาชิกครอบครัว และผู้ที่มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและสังคมกับผู้คนในพื้นที่ชายแดน การมีอยู่ของพวกเขาจึงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตชายแดนที่ดำเนินต่อเนื่องทุกวัน แม้เส้นเขตแดนจะกำหนดสถานะทางกฎหมายของผู้คนไว้อย่างชัดเจนก็ตาม
เมื่อพิจารณาในมิติสุขภาพ ประเด็นนี้ยิ่งชัดเจนขึ้น ทั้งนี้ พบว่าแรงงานลาวในบ้านแพงบางส่วนยังเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการสุขภาพ แม้บางรายจะมีสิทธิในการรักษา โดยมีทั้งข้อจำกัดด้านค่าใช้จ่ายและการตัดสินใจไม่เข้ารับบริการจนกว่าจะเจ็บป่วยรุนแรง คำถามเรื่องแรงงานลาวในบ้านแพงจึงไม่ควรถูกแยกออกจากคำถามเรื่องเศรษฐกิจ ชุมชน และระบบบริการสาธารณะ เพราะคนกลุ่มนี้มีส่วนทำให้เศรษฐกิจชายแดนดำเนินต่อไป ขณะเดียวกันก็เป็นกลุ่มที่ระบบสาธารณะต้องทำให้ ‘เข้าถึงได้จริง’ เมื่อเกิดความเจ็บป่วย
สิ่งที่เห็นชัดขึ้นเมื่อทำงานด้านสุขภาพคือ เมื่อคนคนหนึ่งเจ็บป่วย การเข้าถึงบริการไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่ามีโรงพยาบาลอยู่ใกล้แค่ไหนเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับสถานะทางกฎหมาย ภาษา ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิและระบบบริการ ความไว้วางใจ ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างผู้รับบริการกับเจ้าหน้าที่ แนวคิดเรื่องการเข้าถึงบริการสุขภาพของ Levesque, Harris และ Russell (2013) ช่วยให้มองเห็นเรื่องนี้ได้ชัดขึ้นว่า ‘การมีบริการ’ กับ ‘การเข้าถึงบริการได้จริง’ เป็นคนละเรื่องกัน
ตรงนี้เองที่ประสบการณ์จากลอนดอนย้อนกลับมาเชื่อมกับงานที่นครพนมอย่างน่าสนใจ เพราะไม่ว่าจะเป็นผู้อพยพในเมืองใหญ่ของอังกฤษหรือประชากรข้ามชาติในพื้นที่ชายแดนไทย–ลาว คำถามสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าพวกเขาเป็น ‘คนของรัฐ’ ตามสถานะทางกฎหมายหรือไม่เท่านั้น แต่อยู่ที่ว่าเมื่อพวกเขาต้องการใช้บริการสาธารณะ รัฐและสถาบันต่างๆ สามารถมองเห็นความต้องการของพวกเขาและทำให้ระบบเปิดทางให้เข้าถึงได้จริงเพียงใด
สำหรับผม งานที่ชายแดนนครพนมจึงทำให้คำว่า ‘รัฐมองเห็นประชาชน’ มีความหมายเป็นรูปธรรมมากขึ้น เพราะบางครั้งสิ่งที่ขวางกั้นการเข้าถึงรัฐไม่ได้อยู่ที่ระยะทาง หากอยู่ที่ภาษา เอกสาร ความไม่เข้าใจระบบ หรือความไม่ไว้วางใจ และในหลายกรณี สิ่งที่ช่วยเชื่อมช่องว่างเหล่านี้อาจไม่ใช่เทคโนโลยีราคาแพง หากเป็นคนธรรมดาที่ทำหน้าที่อธิบาย ประสานงาน และสร้างความไว้วางใจระหว่างผู้คนกับระบบบริการ
เมื่อมองจากลอนดอนกลับมายังนครพนม ผมจึงเห็นคำถามเดียวกันในบริบทที่ต่างกันว่าระบบสาธารณะถูกออกแบบมาเพื่อใคร และในวันที่คนบางกลุ่มอยู่นอกกรอบปกติของระบบ เราจะทำอย่างไรให้พวกเขายังคงถูกมองเห็นในฐานะมนุษย์ที่มีสิทธิ มีความต้องการ และมีที่ยืนในสังคม
อังกฤษไม่ใช่คำตอบ แต่เป็นกระจกสะท้อนคำถามของสังคม
การเดินทางครั้งนี้ทำให้ผมมองอังกฤษแตกต่างจากเมื่อกว่า 30 ปีก่อน ครั้งนั้นอังกฤษอาจเป็นภาพของประเทศเก่าแก่ เมืองประวัติศาสตร์ และสถาบันที่มีชื่อเสียงระดับโลก แต่ครั้งนี้ทำให้เห็นอีกมิติหนึ่ง นั่นคืออังกฤษในฐานะพื้นที่ที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ ระบบสาธารณะ และชีวิตของผู้คน
อังกฤษไม่ได้มีคุณค่าเพียงเพราะมีระบบขนส่งมวลชนเก่าแก่ยาวนาน มหาวิทยาลัยระดับโลก หรือระบบบริการสาธารณะที่ได้รับการยอมรับ หากสิ่งที่น่าสนใจคือวิธีคิดเบื้องหลังสิ่งเหล่านั้น ว่าสังคมหนึ่งเลือกออกแบบโครงสร้างเพื่อรองรับชีวิตของผู้คนอย่างไร
แต่ในอีกด้านหนึ่ง อังกฤษก็ไม่ได้เป็นสังคมที่ปราศจากความขัดแย้ง เพราะเมื่อเดินผ่านถนน ร้านค้า และพูดคุยกับผู้คนที่มีรากเหง้าจากจีน อินเดีย ตะวันออกกลาง และภูมิภาคต่างๆ ของโลก ทำให้เห็นอีกด้านของอังกฤษในฐานะสังคมผู้อพยพ ความหลากหลายของผู้คนกลายเป็นพลังทางเศรษฐกิจ เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเมือง และเป็นแรงขับเคลื่อนของเศรษฐกิจฐานราก
แต่ความหลากหลายเดียวกันนี้ ก็กลายเป็นพื้นที่ต่อรองเรื่องความเป็นสมาชิกของสังคม คำถามว่า ‘ใครเป็นคนของที่นี่’ ยังคงปรากฏอยู่เสมอ โดยเฉพาะเมื่อเกิดกระแสต่อต้านผู้อพยพและเสียงตะโกนว่า “Send them back” เสียงเหล่านั้นจึงไม่ได้สะท้อนเพียงความขัดแย้งเรื่องนโยบายคนเข้าเมือง แต่สะท้อนคำถามที่ลึกกว่าเกี่ยวกับความหมายของการเป็นสมาชิกในสังคมสมัยใหม่ ใครบ้างที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน และใครบ้างที่ยังต้องต่อสู้เพื่อให้ถูกมองเห็น
ท้ายที่สุด อังกฤษไม่ใช่ประเทศที่สามารถสร้างระบบที่สมบูรณ์แบบได้ เพราะอังกฤษเองก็ยังเผชิญข้อจำกัด ความเหลื่อมล้ำ และความขัดแย้งภายใน แต่สิ่งที่อังกฤษทำให้ผมกลับมาคิด คือคำถามพื้นฐานว่าระบบที่เราสร้างขึ้นนั้นกำลังทำงานเพื่อใคร และยังมีใครบ้างที่ไม่ได้รับการมองเห็น เพราะรัฐที่เข้มแข็งอาจไม่ได้วัดจากจำนวนสถาบัน ความทันสมัยของโครงสร้างพื้นฐาน หรือชื่อเสียงระดับโลกเพียงอย่างเดียว แต่อาจวัดจากความสามารถในการทำให้คนธรรมดาคนหนึ่งรู้สึกว่า ตนเองมีที่ยืนอยู่ในสังคมนั้น
อ้างอิง
ณรงค์ฤทธิ์ สุมาลี วิสิฏฐ์ คิดคำส่วน, คณิน เชื้อดวงผุย, สุริยา คำหว่าน, สุริยันต์ สุรเกรียงไกร, โสรัจจ์ ประวีณวงศ์วุฒิ, เบญจยามาศ พิลายนต์. (2565). การพัฒนากลไกความร่วมมือข้ามแดน เพื่อการเข้าถึงบริการสุขภาพของกลุ่มผู้มีปัญหาสถานะบุคคลและประชากรข้ามชาติ ในพื้นที่ชายแดนไทย–ลาว (อำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม–เมืองปากกระดิ่ง แขวงบอลิคำไซ) [รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์]. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.).
ณรงค์ฤทธิ์ สุมาลี วิสิฏฐ์ คิดคำส่วน, คณิน เชื้อดวงผุย, สุริยา คำหว่าน, & สุริยันต์ สุรเกรียงไกร. (2568). การพัฒนาระบบและกลไกความร่วมมือข้ามแดน เพื่อการเข้าถึงบริการสุขภาพของกลุ่มผู้มีปัญหาสถานะบุคคลและประชากรข้ามชาติ ในพื้นที่ชายแดนไทย–ลาว [รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์]. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.).
Goddard, J., & Vallance, P. (2013). The university and the city. Routledge.
Graham, S., & Marvin, S. (2001). Splintering urbanism: Networked infrastructures, technological mobilities and the urban condition. Routledge.
Hall, S. (1998). The multicultural question. In D. Morley & K. Chen (Eds.), Stuart Hall: Critical dialogues in cultural studies (pp. 209–241). Routledge.
Hooper-Greenhill, E. (2007). Museums and education: Purpose, pedagogy, performance. Routledge.
Klinenberg, E. (2018). Palaces for the people: How social infrastructure can help fight inequality, polarization, and the decline of civic life. Crown.
Levesque, J. F., Harris, M. F., & Russell, G. (2013). Patient-centred access to health care: Conceptualising access at the interface of health systems and populations. International Journal for Equity in Health, 12, Article 18. https://doi.org/10.1186/1475-9276-12-18
Oldenburg, R. (1989). The great good place: Cafés, coffee shops, community centers, beauty parlors, general stores, bars, hangouts, and how they get you through the day. Paragon House.
Reuters. (2025, September 13). Police, protesters scuffle as 110,000 join anti-migrant London protest. Reuters.
Standing, G. (2011). The precariat: The new dangerous class. Bloomsbury Academic.
The Guardian. (2026, June 18). Anger as “send them back” chants emerge among rightwing MEPs during EU migration law vote. The Guardian.
Thompson, E. P. (1963). The making of the English working class. Victor Gollancz.
Vertovec, S. (2007). Super-diversity and its implications. Ethnic and Racial Studies, 30(6), 1024–1054. https://doi.org/10.1080/01419870701599465
Wacquant, L. (2008). Urban outcasts: A comparative sociology of advanced marginality. Polity Press.
Wilkinson, R., & Pickett, K. (2009). The spirit level: Why more equal societies almost always do better. Allen Lane.
| ↑1 | ขอขอบคุณ อาจารย์ ดร.คชษิณ สุวิชา มหาวิทยาลัยราชภัฎร้อยเอ็ด อาจารย์ ดร. มนตรี พิมพ์ใจ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และ “หมอแล๊บ” วรงค์ บุญระมี ผู้ช่วยสาธารณสุขอำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม ที่อำนวยความสะดวกสนับสนุนการดำเนินงาน โดยเฉพาะสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ (สำนัก 9) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่ให้การสนับสนุนทุนดำเนินโครงการครั้งนี้ |
|---|
Karl Marx กระแสต่อต้านผู้อพยพ การต่อต้านผู้อพยพ ณรงค์ฤทธิ์ สุมาลี นครพนม ผู้อพยพ ยุโรป ลอนดอน อังกฤษ