K-Shaped กับเศรษฐกิจอังกฤษ

ท่ามกลางมรสุมทางเศรษฐกิจกระหน่ำทั่วโลก ทำให้อังกฤษต้องเผชิญกับบททดสอบครั้งสำคัญเมื่อพฤติกรรมของผู้บริโภคเริ่มส่งสัญญาณเตือนภัยที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ตัวเลขเงินฝากใหม่เดือนมิถุนายนลดลง 20% เมื่อเทียบปีก่อนหน้า เหลือเพียง 6,300 ล้านปอนด์ คือหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชี้ให้เห็นว่า ครัวเรือนอังกฤษ กำลังถูกบีบให้ต้อง “ควักเงินเก็บ” ที่หอมรอมริบไว้ตั้งแต่หลังช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ออกมาประคองชีวิตประจำวัน
สาเหตุสำคัญมาจากปัจจัยภายนอกและภายใน ที่สอดประสานกันอย่างซับซ้อน ความขัดแย้งและสงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาพลังงาน โดยดันราคาน้ำมันให้พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลต่อเนื่องให้ราคาน้ำมันเบนซินหน้าสถานีบริการ ยังทรงตัวใกล้ระดับสูงสุดของปี ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ไม่เพียงแต่เพิ่มภาระค่าใช้จ่ายโดยตรงในชีวิตประจำวันของประชาชนเท่านั้น แต่กลายเป็นแรงกดดันเงินเฟ้อที่ทำให้ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ต้องชะลอการตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยออกไป
เมื่ออัตราดอกเบี้ยคงอยู่ระดับสูงต้นทุนการผ่อนชำระที่อยู่อาศัยของประชาชน จึงพุ่งสูงเป็นเงาตามตัว ประกอบกับอัตราเงินเฟ้อที่กัดกินอำนาจซื้อ จนทำให้การเติบโตของรายได้ที่แท้จริงถดถอยลง นอกจากนี้ตลาดแรงงานที่เริ่มซบเซายังทำให้นายจ้างระมัดระวัง ในการเพิ่มอัตราจ้างงานและการขึ้นเงินเดือน ภาพรวมเหล่านี้สะท้อนว่าภาวะวิกฤตรายได้ กำลังสร้างความกดดันให้แก่ภาคครัวเรือนอย่างหนักหน่วง
สิ่งที่น่าสนใจคือผู้บริโภคชาวอังกฤษ เป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ประมาณ 60% กลับยังคงรักษาระดับการจับจ่ายใช้สอยไว้ได้อย่างเหนียวแน่นยอดขายปลีกและการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตขยายตัวอัตราที่น่าประหลาดใจ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยชั่วคราว เช่น สภาพอากาศที่แจ่มใส บรรยากาศการท่องเที่ยวภายในประเทศ และกระแสความคึกคักจากศึกฟุตบอลโลก ทีมชาติอังกฤษทำผลงานได้ดี จนทะลุเข้าถึงรอบรองชนะเลิศ
นักเศรษฐศาสตร์มองปรากฏการณ์นี้ว่า ผู้บริโภคกำลังเลือกที่จะ “ออมเงินให้น้อยลง” เพื่อรักษามาตรฐานการครองชีพเดิมไว้ โดยมองว่าวิกฤตรายได้ครั้งนี้เป็นเรื่องชั่วคราวอัตราการออมของภาคครัวเรือน จึงลดลงเหลือต่ำกว่า 9% เป็นระดับที่ต่ำลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบช่วงก่อนหน้า และตัวเลขเงินฝากใหม่ที่เพิ่มขึ้นในรูปของเงินสดมากกว่าเงินฝากธนาคารระยะยาว ก็เป็นดรรชนีชี้วัดว่าประชาชนมีแผนที่จะนำเงินเหล่านั้นออกมาใช้จ่ายในอนาคตอันใกล้
อย่างไรก็ตามภาพความแข็งแกร่งของการบริโภคในภาพรวม บดบังความจริงอันน่าวิตกของโครงสร้างเศรษฐกิจแบบ K-Shaped หรือภาวะความเหลื่อมล้ำสองทิศทางที่ขยายกว้างขึ้นเรื่อย ๆ ในสังคมอังกฤษ กลุ่มครัวเรือนที่มีฐานะมั่งคั่งและมีรายได้สูง (Top 20%) ขับเคลื่อนการใช้จ่ายในประเทศมากถึง 40% ยังมีศักยภาพในการออมและจับจ่ายใช้สอยในสินค้าระดับพรีเมียม การท่องเที่ยวและความบันเทิงได้
ในทางตรงกันข้าม ครัวเรือนระดับปานกลาง และรายได้น้อยกลับต้องดิ้นรนอย่างหนักกับค่าอาหาร ค่าไฟฟ้า และค่าเดินทางที่ปรับตัวสูงขึ้น แม้ภาครัฐจะพยายามเข็นมาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพ เช่น การลดภาษีบิลพลังงาน การควบคุมเพดานค่าโดยสารรถประจำทาง หรือการลดภาษีท้องถิ่นสำหรับสถานบันเทิง แต่มาตรการเหล่านี้ก็เป็นเพียงยาลดไข้ชั่วคราว ที่ยังไม่อาจพลิกฟื้นฐานะทางการเงินของประชาชนส่วนใหญ่ได้อย่างมีนัยสำคัญ
การพึ่งพาเงินออมสำรอง เพื่อพยุงการบริโภค อาจเป็นกลยุทธ์ที่ใช้ได้เพียงระยะสั้นเท่านั้น หากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงยืดเยื้อและราคาน้ำมันยังคงพุ่งสูงต่อไป โดยไร้ข้อตกลงที่ยั่งยืน เงินออมสำรองของภาคครัวเรือนที่ค่อย ๆ ลดน้อยถอยลงก็อาจหมดลงในที่สุด และเมื่อถึงวันนั้น เศรษฐกิจอังกฤษ อาจต้องเผชิญกับภาวะชะลอตัวอย่างแท้จริง หากปราศจากเครื่องยนต์การบริโภคมาช่วยพยุงไว้..!!
Back to top button