JR แย้ม Q4 ผลงานดีสุด รายได้ปี 69 ใกล้ปีก่อน หลังตุนแบ็กล็อก 5.8 พันล้านบาท


นายสุรเดช อุทัยรัตน์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ.อาร์.ดับเบิ้ลยู. ยูทิลิตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ JR เปิดเผยว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานในไตรมาส 3/2569 มีทิศทางปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสก่อน และคาดว่าไตรมาส 4/2569 จะเป็นช่วงที่บริษัทมีผลประกอบการดีที่สุดของปี หลังปัญหาการเข้าพื้นที่ก่อสร้างในกรุงเทพมหานคร ซึ่งก่อนหน้านี้ส่งผลกระทบต่อความคืบหน้าของโครงการนำสายไฟลงดินบางส่วน เริ่มคลี่คลายและสามารถกลับมาดำเนินงานได้ตามปกติ

ณ สิ้นไตรมาส 2/2569 บริษัทมีมูลค่างานในมือ (Backlog) ประมาณ 5,700–5,800 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้เป็นรายได้ในช่วง 2–3 ปีข้างหน้า โดยหนึ่งในโครงการสำคัญ ได้แก่ โครงการนำสายไฟลงดินระยะที่ 2 ซึ่งปัจจุบันรับรู้รายได้แล้วประมาณ 30% ขณะที่บริษัทยังมีโครงการใหม่อยู่ระหว่างรอลงนามสัญญา และคาดว่าจะสามารถดำเนินการได้ภายในเดือนตุลาคม

สำหรับแนวโน้มรายได้ปี 2569 บริษัทคาดว่าจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีก่อน จากเดิมที่ตั้งเป้าหมายรายได้ไว้ประมาณ 2,000 ล้านบาทในช่วงต้นปี เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและอุปสรรคในการเข้าพื้นที่ดำเนินงานในช่วงที่ผ่านมา โดยปัจจุบันงานจากภาคเอกชนคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 90% ของงานทั้งหมด รวมถึงโครงการขนาดใหญ่ด้านระบบไฟฟ้า

สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2570 บริษัทจะให้น้ำหนักกับการจำหน่ายอุปกรณ์สำหรับงานระบบไฟฟ้ามากขึ้น เพื่อบริหารความเสี่ยงและรักษาอัตรากำไร ขณะเดียวกันยังคงรับงานด้านวิศวกรรม จัดหา และก่อสร้าง (EPC) แต่จะพิจารณาคัดเลือกโครงการอย่างรอบคอบ โดยให้น้ำหนักกับความสามารถในการทำกำไรควบคู่กับมูลค่างาน

ส่วนโอกาสการรับงานในกลุ่มศูนย์ข้อมูล (Data Center) บริษัทมองว่าตลาดยังมีศักยภาพ แต่การเข้าร่วมโครงการจะต้องพิจารณาเงื่อนไขของลูกค้าเป็นรายกรณี เนื่องจากบางโครงการกำหนดยี่ห้อและประเภทอุปกรณ์ไว้ล่วงหน้า ส่งผลให้บริษัทมีข้อจำกัดในการนำเสนออุปกรณ์ทางเลือก ประกอบกับการแข่งขันในตลาดและการบริหารห่วงโซ่อุปทานที่มีความซับซ้อน

ด้านต้นทุน บริษัทติดตามความเคลื่อนไหวของราคาทองแดง ราคาน้ำมัน และค่าขนส่งทางเรือ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อต้นทุนโครงการ พร้อมอยู่ระหว่างดำเนินการขอปรับราคาตามค่า K เพื่อชดเชยผลกระทบจากต้นทุนวัสดุและสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม หลักเกณฑ์การพิจารณาของหน่วยงานเจ้าของโครงการมีความแตกต่างกัน โดยบางรายการของการไฟฟ้านครหลวงถูกพิจารณาว่าเป็นพัสดุในคลัง ส่งผลให้การขอปรับราคามีข้อจำกัดมากกว่าโครงการของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

นายสุรเดชกล่าวว่า อัตรากำไรสุทธิโดยเฉลี่ยของแต่ละโครงการอยู่ที่ประมาณ 3% ดังนั้น บริษัทจึงให้ความสำคัญกับการรักษาความสามารถในการทำกำไรมากกว่าการเร่งเพิ่มมูลค่างาน ท่ามกลางภาวะตลาดในปัจจุบัน

Back to top button