JMART ปังยกเครือ!พอร์ต Lock Phone ทุบสถิติ สร้าง Growth Engine ดันกำไรปี 71 แตะ 2 พันลบ. ดัน 3
บมจ.เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ [JMART] เปิดเกม Chapter ใหม่ เร่งกำไร Unlock Value ทั้ง Ecosystem ชู Mobile Phone Lending รับไฮซีซั่นปลายปี หลังพอร์ต Lock Phone ของ SGC และ KB J Capital รวมทะลุ 2.1 หมื่นล้านบาท หนุน Jaymart Mobile, SGC และ KB J Capital เดินหน้าสู่ระดับกำไรสูงใหม่ ขณะที่ JMT วางงบซื้อหนี้ปีนี้ราว 2,000 ล้านบาท พร้อมมอง ECL มีทิศทางลดลง ด้าน SGC ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อใหม่ไม่ต่ำกว่า 14,000 ล้านบาท ส่วน SINGER เตรียมเปิดผลิตภัณฑ์ใหม่และ Lock Appliance ในเดือนกันยายน ด้าน สุกี้ตี๋น้อย เร่งขยายสาขาพร้อมสร้าง S-Curve ใหม่ และ JAS ASSET ดัน Hotel & Wellness เป็น Growth Driver เสริม เพื่อผลักดันการเติบโตของกลุ่มในครึ่งปีหลัง โดย JMART วางกำไรสุทธิสู่ระดับ 2,000 ล้านบาทภายในปี 2571 ตามแผนจากโครงการ JUMP+
นายอดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร JMART เปิดเผยว่า ทิศทางครึ่งปีหลังปี 2569 บริษัทมุ่งขับเคลื่อนการเติบโตผ่าน Synergy Ecosystem โดยมี Mobile Phone Lending เป็นหนึ่งใน Growth Engine สำคัญ เชื่อมธุรกิจจำหน่ายโทรศัพท์มือถือ บริการทางการเงิน และเทคโนโลยี Lock Phone เข้าด้วยกัน รับจังหวะตลาดสมาร์ตโฟนเข้าสู่ช่วงเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่และ AI Upgrade Cycle ขณะที่รูปแบบการผ่อนชำระมีบทบาทต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคมากขึ้น เปิดโอกาสให้โมเดลธุรกิจของกลุ่มขยายตัวต่อเนื่อง
ปัจจุบัน บริษัท เคบี เจ แคปปิตอล จำกัด (KB J) ผู้ให้บริการ Samsung Finance+ มีพอร์ตสินเชื่อ 12,580 ล้านบาท ณ สิ้นไตรมาส 2/69 ขณะที่ บมจ.เอสจี แคปปิตอล [SGC] มีพอร์ตลูกหนี้ Lock Phone 8,441 ล้านบาท ส่งผลให้ทั้งสองพอร์ตรวมกันมีมูลค่ามากกว่า 21,000 ล้านบาท โดยกลุ่มเตรียมเร่งขยายฐานลูกค้าและช่องทางจำหน่ายผ่าน Jaymart Mobile, SINGER และร้านค้าพันธมิตร ขณะที่ Jaymart Mobile เริ่มเห็นผลจากโมเดลดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยครึ่งปีแรกมีกำไรสุทธิ 128 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 146% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และคาดว่าครึ่งปีหลังจะเติบโตกว่าครึ่งปีแรก พร้อมตั้งเป้ากำไรปีนี้ทำสถิติสูงสุดใหม่
อีกหนึ่ง Growth Engine คือ Investment & Partnership โดยมี บริษัท บีเอ็นเอ็น เรสเตอรองท์ กรุ๊ป จำกัด หรือ สุกี้ตี๋น้อย เป็นการลงทุนสำคัญ ครึ่งปีแรกปี 2569 มีรายได้ประมาณ 5,600 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 335 ล้านบาท ส่งผลให้ JMART ซึ่งถือหุ้น 30% รับรู้ส่วนแบ่งกำไร 100.5 ล้านบาท ปัจจุบันเดินหน้าสู่ Multi-brand Restaurant Platform โดย ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 มีเครือข่ายรวม 134 สาขา ครอบคลุม 42 จังหวัด ตั้งเป้ารายได้ปีนี้ 13,000 ล้านบาท และขยายเครือข่ายใกล้เคียง 160 สาขา พร้อมต่อยอด S-Curve ใหม่จากธุรกิจร้านอาหาร
นายอดิศักดิ์ กล่าวอีกว่า JMART เดินหน้าแผน Unlock Value ผ่านการนำบริษัทใน Ecosystem เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยบริษัทที่อยู่ในแผน ได้แก่ สุกี้ตี๋น้อย, KB J Capital และ J Ventures ควบคู่กับการเข้าสู่ยุค GEN II ที่มุ่งเชื่อมแพลตฟอร์มและฐานลูกค้าของธุรกิจต่าง ๆ ในกลุ่ม เพื่อเพิ่มโอกาสขายสินค้าและบริการระหว่างกันและสร้างรายได้ใหม่ พร้อมเดินหน้า J.AI Transformation นำ AI เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและต่อยอดธุรกิจ เพื่อสนับสนุนเป้าหมายผลักดันกำไรสุทธิของกลุ่มสู่ 2,000 ล้านบาทภายในปี 2571 ตามแผน JUMP+ ขณะที่ กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นในไตรมาส 2 และงวด 6 เดือนแรกปี 2569 อยู่ที่ 213.0 ล้านบาท และ 375.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 91.9% และ 49.5% ตามลำดับ
ด้าน นายสุทธิรักษ์ ตรัยชิรอาภรณ์ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส [JMT] เปิดเผยว่า JMT ยังคงเป็นฐานธุรกิจสำคัญของกลุ่ม โดยครึ่งปีแรกปี 2569 มียอดจัดเก็บกระแสเงินสดรวม JMT และ JK AMC 2,150 ล้านบาท และใช้เงินลงทุนซื้อหนี้ด้อยคุณภาพ 1,126 ล้านบาท ส่งผลให้พอร์ตหนี้ด้อยคุณภาพของกลุ่มบริษัทอยู่ที่ประมาณ 586,255 ล้านบาท
สำหรับครึ่งปีหลัง เริ่มเห็นสถาบันการเงินทยอยนำหนี้ออกจำหน่ายมากขึ้น โดย JMT วางงบลงทุนซื้อหนี้ทั้งปีไว้ประมาณ 2,000 ล้านบาท และมองว่าไตรมาส 4/69 ซึ่งโดยปกติเป็นช่วงพีคของปี จากปริมาณ NPL ในระบบที่ยังอยู่ในระดับสูงยังเป็นโอกาสของธุรกิจในระยะกลางถึงยาว โดยเฉพาะหากสถาบันการเงินทยอยนำหนี้ด้อยคุณภาพออกจำหน่ายเพิ่มขึ้น รวมถึง สินเชื่อส่วนบุคคลและพอร์ต Digital Loan ขณะเดียวกันบริษัทมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารพอร์ตและควบคุม Expected Credit Loss (ECL) ซึ่งคาดว่าจะมีทิศทางลดลงต่อเนื่องในครึ่งปีหลัง
ด้านฐานะการเงิน JMT เตรียมสภาพคล่องรองรับหุ้นกู้ที่ทยอยครบกำหนด โดยหุ้นกู้ 1,147 ล้านบาท ที่ครบกำหนดเดือนมิถุนายน 2569 ได้ชำระเรียบร้อยแล้ว ขณะที่ภาระหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดในระยะต่อไปมีแหล่งเงินรองรับจาก Cash Collection ซึ่งบริษัทคาดว่าในไตรมาส 3/69 จะมากกว่า 2,500 ล้านบาท และมีเงินสดและกองทุนรวมประมาณ 1,000 ล้านบาท รวมถึงแผนออกหุ้นกู้ในเดือนตุลาคม 2569 จำนวน 2,000 ล้านบาท และวงเงินสินเชื่อระยะยาวจากธนาคาร 970 ล้านบาท เพื่อรองรับภาระทางการเงินและการดำเนินธุรกิจตามแผน
ขณะที่ นายสุพจน์ สิริกุลภัสสร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เจเอเอส แอสเซ็ท [J] หรือ JAS ASSET กล่าวว่า ครึ่งปีหลังบริษัทมุ่งควบคุมต้นทุนและยกระดับความสามารถในการทำกำไร โดยครึ่งปีแรกปี 2569 รายได้ของ JAS Asset ยังคงมาจากธุรกิจ Community Mall เป็นหลัก คิดเป็น 74.1% ของรายได้รวม จากศูนย์การค้า 8 แห่ง โดยมีอัตราการเช่าพื้นที่ประมาณ 95% ขณะเดียวกันบริษัทเดินหน้ากระจายฐานรายได้ไปยังธุรกิจใหม่มากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพารายได้จากธุรกิจเดิมในระยะยาวหนึ่งในแผนสำคัญของครึ่งปีหลังคือการเปิด SENS Hotel บางบัวทอง วันที่ 18 สิงหาคม 2569 หลังจากเปิดให้บริการ SENS Hotel Bangkok Kubon โดยคาดว่า Hotel & Wellness จะเข้ามาเป็น Growth Driver เสริมธุรกิจศูนย์การค้า ทั้งนี้ SENS Hotel มีแผนเพิ่มจำนวนห้องพักจาก 49 ห้องในไตรมาส 1/69 เป็น 128 ห้องในไตรมาส 3/69 และ 136 ห้องภายในไตรมาส 4/69
ส่วน SENERA Senior Wellness มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน โดยรายได้เฉลี่ยต่อห้องมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น พร้อมปรับจำนวนเตียง Nursing Home เหลือ 52 เตียงภายในสิ้นปี 2569 เพื่อบริหารต้นทุนและลดผลขาดทุน ขณะเดียวกันบริษัทยังจัดตั้งทีมเพื่อรับบริหารโรงแรมและโครงการภายนอกในรูปแบบ Asset-Light Model เปิดโอกาสขยายธุรกิจโดยไม่ต้องใช้เงินลงทุนในสินทรัพย์จำนวนมาก
ด้าน นายนราธิป วิรุฬห์ชาตะพันธ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ซิงเกอร์ประเทศไทย [SINGER] เปิดเผยว่า แนวโน้มครึ่งปีหลังมีทิศทางเติบโตต่อเนื่อง โดยแม้ไตรมาส 3/69 จะไม่ใช่ฤดูกาลหลักของเครื่องปรับอากาศ แต่บริษัทคาดว่ายอดขายจะเติบโต 25% จากไตรมาสก่อนหน้า รับแรงหนุนจากโทรศัพท์มือถือและการขยายช่องทางจำหน่าย ขณะที่ปลายเดือนกันยายนนี้ SINGER เตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อสร้าง S-Curve เพิ่มเติม พร้อมต่อยอดแนวคิด Lock Appliance หรือการนำเทคโนโลยี Lock มาประยุกต์ใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้า เพื่อสนับสนุนยอดขายและอัตรากำไร ควบคู่กับการบริหารคุณภาพพอร์ตและลด NPL
ด้านช่องทางจำหน่าย บริษัทตั้งเป้าเปิดสาขาใหม่ทั้งปีรวม 146 แห่ง โดยครึ่งปีแรกเปิดแล้ว 45 แห่งในรูปแบบร้าน SINGER และ SINGER Network ขณะเดียวกันเตรียมเพิ่ม Mobile Dealer อีกประมาณ 800 รายในปีนี้ จากฐานประมาณ 1,200 ราย ณ สิ้นปีก่อน โดยครึ่งปีแรกเพิ่มแล้ว 388 ราย
ด้าน นายอโณทัย ศรีเตียเพ็ชร กรรมการผู้จัดการ บมจ.เอสจี แคปปิตอล [SGC] เปิดเผยว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานครึ่งปีหลังปี 2569 คาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องจากครึ่งปีแรก พร้อมเร่งขยายธุรกิจ Lock Phone ภายใต้ SG FINANCE+ หลังขึ้นเป็นพอร์ตสินเชื่อหลักของบริษัท โดยครึ่งปีแรกมียอดปล่อยสินเชื่อ Lock Phone 6,221 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 64% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 379.71 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 229.29% และสูงกว่ากำไรสุทธิทั้งปี 2568 แล้ว สะท้อนผลจากการขยายพอร์ตควบคู่กับการบริหารคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีขึ้น
สำหรับครึ่งปีหลัง SGC เตรียมเร่งขยาย Lock Phone รับความต้องการในช่วงไฮซีซั่น ผ่านเครือข่ายร้านค้าพันธมิตรกว่า 7,000 แห่งทั่วประเทศ และสมาร์ตโฟนพันธมิตร 8 แบรนด์หลัก โดยตั้งเป้ายอดปล่อยสินเชื่อใหม่ปี 2569 ไม่น้อยกว่า 14,000 ล้านบาท เติบโตกว่า 50% จาก 9,300 ล้านบาทในปี 2568 ขณะที่ในช่วงประมาณ 2 ปีนับตั้งแต่เริ่มธุรกิจ Lock Phone บริษัทมียอดปล่อยสินเชื่อใหม่สะสม มากกว่า 20,000 ล้านบาท และมีฐานลูกค้าสะสมประมาณ 1.7 ล้านราย
โดยบริษัทคาดว่ายอดปล่อยสินเชื่อใหม่ในช่วงปี 25702571 จะยังเติบโตประมาณ 30% ตามการขยายตัวของตลาดสมาร์ตโฟน ด้านฐานะการเงิน ณ สิ้นไตรมาส 2/69 บริษัทมีเงินสดและเงินลงทุนระยะสั้น 1,542 ล้านบาท ขณะที่ครึ่งปีแรกมียอดจัดเก็บค่างวดประมาณ 6,400 ล้านบาท พร้อมวางแผนออกหุ้นกู้ในเดือนธันวาคม และมีวงเงินสินเชื่อจากสถาบันการเงินรองรับ เพื่อเตรียมเงินทุนสำหรับการขยายธุรกิจ Lock Phone ในระยะต่อไป