Jim Thompson Art Center อาคารอิฐกลางกรุงเทพฯ สถาปัตยกรรม

Jim Thompson Art Center ตั้งอยู่ในซอยเกษมสันต์ 2 เขตปทุมวัน ห่างจากพิพิธภัณฑ์บ้านจิม ทอมป์สัน ไม่ถึงร้อยก้าว ผู้ที่เดินเข้ามาจะพบอาคารอิฐเปลือยที่เรียงเป็นลายคล้ายผ้ามัดหมี่ ซึ่งตั้งใจเป็นทั้งพื้นที่จัดแสดงศิลปะร่วมสมัยและพื้นที่สาธารณะที่ผู้คนแวะมาใช้เวลาได้

จากบ้านไทยสู่ศูนย์ศิลปะร่วมสมัย

ที่มาของอาคารนี้ย้อนไปถึงยุคที่จิม ทอมป์สัน ยังอาศัยอยู่ในบ้านเรือนไทย เขาเปิดบ้านให้ผู้สนใจเข้าชมของสะสมสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ส่วนใหญ่เป็นงานจิตรกรรม ประติมากรรม และชามเบญจรงค์ ต่อมา Henry B. Thompson หลานของเขารับมรดกและก่อตั้งมูลนิธิ The James H.W. Thompson Foundation ใน พ.ศ. 2513 จนกลายเป็นพิพิธภัณฑ์บ้านจิม ทอมป์สัน ช่วงแรกผู้เข้าชมส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติและแขกบ้านแขกเมือง

ใน พ.ศ. 2546 พื้นที่นี้ขยับมาเป็นศูนย์ศิลปะผ้าของไทยและศิลปะร่วมสมัย ใช้ชื่อว่า Jim Thompson Center for Art and Textiles และใน พ.ศ. 2549 เริ่มเพิ่มโปรแกรมการเรียนรู้และพื้นที่เสวนาสำหรับนักศึกษาและนักวิชาการ รวมถึงขยายไปพูดถึงศิลปะในภูมิภาคอาเซียน แกลเลอรี่เดิมอยู่ภายในบริเวณบ้านไทย เหนือร้าน Jim Thompson Shop

กฤติยา กาวีวงศ์ ผู้อำนวยการของศูนย์ เล่าว่าคนส่วนมากนึกถึงบ้านจิม ทอมป์สัน ในฐานะนิทรรศการผ้าและบ้านไทย อาคารใหม่จึงเกิดขึ้นเพื่อพูดถึงประเด็นร่วมสมัยหลายมิติ ทั้งศิลปวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ สังคม และการเมือง ควบคู่กับการสร้างชุมชนรอบพื้นที่ศิลปะ

พื้นที่ที่อยากให้คนแวะมาพัก

Jim Thompson Art Center

กฤติยามองว่าพิพิธภัณฑ์มักถูกมองเป็นที่เรียนรู้มากกว่าที่พักผ่อน เธอจึงอยากให้ที่นี่เป็นพื้นที่ที่ใครจะนั่งพัก ถ่ายรูป หรือนัดเพื่อนก็ได้ เธอเล่าถึงห้องเล็กๆ ที่ออกแบบโดย Tadao Ando ในพิพิธภัณฑ์ที่ชิคาโก ซึ่งเธอเคยแอบไปนอนพักตอนคิดถึงบ้าน และอยากให้อาคารนี้เป็นที่หลบพักใจแบบนั้นสำหรับผู้มาเยือน

อาคารมีขนาดราว 3,000 ตารางเมตร แบ่งการใช้งานตามชั้นดังนี้

  • ชั้น 1: คาเฟ่ ARTZY CAFE และร้าน JTAC Museum Shop x Mass Art Project ที่จำหน่ายสินค้าดีไซน์จากศิลปินหมุนเวียน เช่น ถุงผ้า กระเป๋า หนังสือ และเสื้อผ้า
  • ชั้น 2: William Warren Library และพื้นที่อเนกประสงค์ ห้องสมุดนี้ตั้งชื่อตามผู้เขียนชีวประวัติของจิม ทอมป์สัน มีหนังสือ นิตยสาร และดีวีดีที่เกี่ยวข้อง และรองรับการบรรยายหรือเวิร์กชอป จากลานกว้างมองเห็นพิพิธภัณฑ์บ้านจิม ทอมป์สัน
  • ชั้น 3: แกลเลอรี่ 1 และ 2 ที่จัดแสดงงานศิลปะร่วมสมัยทั้งของไทยและต่างประเทศ โดยเปลี่ยนนิทรรศการทุก 3–4 เดือน
  • ดาดฟ้า: จุดชมวิวกลางเมือง และเป็นจุดที่ผู้คนหลากหลายมารวมตัวกัน

ออกแบบให้ยั่งยืน ตั้งแต่ที่จอดรถถึงอิฐ

มาลินา ปาลเสถียร สถาปนิกจากบริษัท ดีไซน์-กว่า ผู้ออกแบบอาคาร เล่าว่าโจทย์ตั้งต้นคือต้องขยายห้องนิทรรศการจากราว 230 เป็นราว 300 ตารางเมตร ภายใต้งบประมาณจำกัด ขณะที่กฎหมายกำหนดให้มีที่จอดรถ 50 คัน หากทุ่มงบครึ่งหนึ่งไปกับที่จอดรถ ส่วนที่เหลือสำหรับพื้นที่ศิลปะก็จะน้อยลงมาก

ทีมออกแบบเลือกใช้ระบบจอดรถแบบอาคารสูง (Pallet Parking) ซึ่งช่วยประหยัดพื้นที่และไม่ต้องสร้างทางลาดที่กินที่ เพราะหน้ากว้างของที่ดินขาดไปราว 1.20 เมตร ที่สำคัญคือหากอนาคตคนใช้รถส่วนตัวน้อยลง พื้นที่จอดรถก็ดัดแปลงเป็นแกลเลอรี่เพิ่มได้ ตัวอาคารถูกวางให้รองรับการใช้งานได้ 20–50 ปี

ด้านสภาพอาคาร ทีมออกแบบใช้แนวคิดสถาปัตยกรรมเขตร้อนชื้น (Tropical Architecture) โดยราว 2 ใน 3 ของอาคารเป็นพื้นที่เปิดโล่ง จึงเหลือส่วนที่ต้องใช้เครื่องปรับอากาศเพียงส่วนเดียว ช่วยลดความร้อนที่ปล่อยสู่เมือง ผู้เขียนบทความต้นทางเล่าว่าเดินขึ้นทุกชั้นโดยไม่ใช้ลิฟต์ก็ไม่เหนื่อย เพราะมีลมพัดผ่านตลอดทาง ผนังด้านหน้าช่วยระบายอากาศไปพร้อมกับเป็นจุดถ่ายภาพ

มาลินาเลือกอิฐเป็นวัสดุหลัก เพราะอิฐทำจากดินและกลับคืนสู่ดินได้ อีกทั้งสีของอิฐยังสอดคล้องกับหลังคาบ้านจิม ทอมป์สัน เธอไม่ต้องการให้อาคารออกมาแข็งกระด้างแบบ Brutalist จึงเรียงอิฐให้เป็นลายทอผ้า และออกแบบรูปทรงให้คล้ายโคมไฟ เพราะซอยแคบจนต้องเงยหน้าจึงจะเห็นตึก เมื่อเปิดไฟตอนค่ำอาคารจะโดดเด่นขึ้น

นิทรรศการที่ชวนมองอดีตเพื่อก้าวต่อ

ช่วงที่ เผยแพร่บทความ แกลเลอรี่จัดแสดงนิทรรศการ “Future Tense” ของศิลปิน 14 คน ว่าด้วยประวัติศาสตร์การต่อสู้และการเมืองของหลายประเทศ ผ่านภาพวาดและวีดิทัศน์ กฤติยาอธิบายว่าสถานการณ์ปัจจุบัน ทั้งความเปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยีดิจิทัลและโควิด-19 หลายอย่างเคยเกิดมาแล้วในยุคสงครามเย็น หากไม่ย้อนกลับไปทำความเข้าใจอดีต ก็ยากจะเดินต่อไปข้างหน้า