JIANCHA ขายชามาเกือบ 3 ปี กำลังจะมียอดขาย 1,000 ล้าน ตั้งเป้า 5 ปีมี 1,000 สาขา พร้อม IPO ที่ตลาดหุ้นฮ่องกง

ตลาดชาพร้อมดื่ม ชานมไข่มุกในประเทศไทยกลายเป็นตลาดที่มีการแข่งขันดุเดือดมากที่สุดตลาดหนึ่ง มีแบรนด์ใหม่ในตลาดตบเท้าลงมาอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งแบรนด์เก่าก็ยังขยายการลงทุน ด้วยความที่ตลาดประเทศไทยมีความไดนามิกมาก ผู้บริโภคเปิดใจรับแบรนด์ใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ได้เห็นแบรนด์ใหม่ๆ เข้ามาอยู่เสมอ

ในที่นี้ก็มีแบรนด์สัญชาติไทยที่แจ้งเกิดอยู่ไม่น้อย ส่วนใหญ่จะพยายามหา Positioning ที่แตกต่าง หนึ่งในนั้นก็คือ JIANCHA (เจี้ยนชา) ชาผลไม้ และชาสเปเชียลตี้ ก่อตั้งโดย "พลอย-พอลลี่ เฮสันต์" นักธุรกิจสาวที่ปัจจุบันอายุเพียงแค่ 32 ปีเท่านั้น แต่สร้างแบรนด์จนปัจจุบันคาดการณ์ว่าสิ้นปีนี้จะมีรายได้แตะ 800-1,000 ล้านบาท ภายใต้ 3 แบรนด์ ได้แก่ JIANCHA, POLLY และใจฉัน สปา

ตั้งเป้ารายได้ 1,000 ล้าน IPO ฮ่องกง ใน 5 ปี

JIANCHA วางเป้าหมายการเติบโตในระยะยาว 5 ปี ตั้งแต่ปี 2569–2574 โดยตั้งเป้าขยายสาขาทั่วโลกรวมไทยให้ครบ 1,000 สาขา ในสิ้นปี 2569 คาดว่าจะมีรายได้รวมแตะ 800 – 1,000 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตกว่า 50% โดยมีฮีโร่โปรดักต์อย่าง ซีรีส์ชาองุ่น (ชาองุ่น, ลิ้นจี่องุ่น) ครองสัดส่วนยอดขายหลักถึง 40% รองลงมาเป็นซีรีส์ฝรั่ง มัทฉะ และชาไทย

นอกจากนี้ ในเชิงโครงสร้างบริหาร บริษัท เจี้ยนชา โฮลดิ้ง จำกัด ได้ทำการจดทะเบียนที่ฮ่องกงเพื่อถือหุ้นในประเทศไทย โดยตั้งเป้าหมายใหญ่ในการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง (IPO Hong Kong) ภายใน 5 ปีข้างหน้า เพื่อสะท้อนมูลค่าของธุรกิจชา และใช้เป็นรากฐานในการขยายธุรกิจสู่ระดับสากลและสหรัฐอเมริกาในอนาคต

พอลลี่ให้เหตุผลที่จดทะเบียนที่ฮ่องกง และต้องการ IPO ตลาดฮ่องกง เพราะมองว่า ที่ฮ่องกงให้มูลค่ากับตลาดชาเป็นอย่างดี มีความน่าเชื่อถือ เพราต้องการต่อยอดไปยังตลาดสหรัฐอเมริกาต่อไปในอนาคต

5 ปี ต้องมีพันสาขา

ภาพรวมของหน้าร้าน JIANCHA ปัจจุบันมีสาขาในประเทศไทยรวม 65 สาขา แบ่งเป็นต่างจังหวัด 4 สาขา โดยเป็นรูปแบบแฟรนไชส์ 80% เพราะต้องการขยายสาขาอย่างรวดเร็ว แต่ตั้งแต่ปีนี้บริษัทจะปรับสัดส่วนการลงทุนเองเพิ่มขึ้นเป็น 40% และตั้งเป้าขยายสาขาในไทยให้ครบ 100 สาขาภายในปี 2569 เน้นปักหมุดตามศูนย์การค้าชั้นนำ รูปแบบ Flagship Store และรองรับระบบเดลิเวอรี่เพื่อครอบคลุมพื้นที่ต่างจังหวัดมากขึ้น

ในส่วนของตลาดต่างประเทศ JIANCHA วางรากฐานเป็น Global Brand โดยพอลลี่แชร์หลักการเลือกประเทศที่ลงทุนขยายสาขาได้อย่างน่าสนใจ ไม่ได้เน้นที่ประเทศใหญ่ หรือแมสที่สุด แต่เน้นไปที่ประเทศที่มีกฎหมาย และระบบแฟรนไชส์ที่แข็งแกร่ง  รวมถึงปัจจัยเรื่อง GDP สูง ใช้ภาษาที่ใช้ได้ทั่วโลก มีภูมิศาสตร์ที่เหมาะสม และผู้บริโภคมีกำลังซื้อ ปัจจุบันได้เข้าไปเปิดให้บริการแล้วในหลายประเทศ ได้แก่

  • ออสเตรเลีย : เมลเบิร์น 2 สาขา, บริสเบน 1 สาขา
  • สเปน : 1 สาขา เป็นประเทศแรกที่เจาะตลาดยุโรป ด้วยความที่สเปนมีสภาพอากาศที่ร้อนตลอดทั้งปี เป็นการนำร่องเตรียมขยายต่อในยุโรป
  • สิงคโปร์ : 2 สาขา
  • สหรัฐอเมริกา : เตรียมเปิดสาขาแรกที่ลอสแอนเจลิส (LA) ช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2569

สำหรับแผนการลงทุนในปี 2570 แบรนด์เตรียมขยายฐานไปยังประเทศจีน รวมถึงภูมิภาคอาเซียน ได้แก่ มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม โดยโมเดลในการขยายสาขาที่ต่างประเทศนั้น เน้นการเข้าไปลงทุนเปิดสาขา Flagship Store ด้วยตัวเองก่อน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับพาร์ทเนอร์ รวมทั้งศึกษาตลาด พฤติกรรมผู้บริโภค ก่อนจะเปิดรับแฟรนไชส์ในท้องถิ่นต่อไปในสาขาอื่นๆ

ขายชาไม่ให้ซ้ำ ต้องอ่านเทรนด์ล่วงหน้า

แม้ตลาดเครื่องดื่มชาจะมีการแข่งขันที่สูง เข้าขั้น Super Red Ocean แต่พอลลี่มองว่า ชาเป็นเครื่องดื่มที่เป็น Timeless Tea หรือเครื่องดื่มที่มีการบริโภคมาอย่างยาวนาน เพียงแต่ต้องปรับรูปแบบการทานให้ทันตามยุคสมัย หัวใจสำคัญของการยืนระยะจึงไม่ใช่แค่การทำตามเทรนด์ แต่คือการ "อ่านเทรนด์ให้ขาดก่อนคู่แข่ง" และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่เลียนแบบได้ยาก

นอกเหนือจากแบรนด์ JIANCHA แล้ว ทางกลุ่มบริษัทยังได้ขยายพอร์ตโฟลิโอแบรนด์ในเครือ เช่น POLLY (พอลลี่) ซึ่งเตรียมขยายสาขาไปตามย่านสำคัญ อาทิ บรรทัดทอง, รามอินทรา, เจริญกรุง, พลาซ่า แอทธินี และสยามพารากอน รวมถึงแบรนด์ ใจฉันสปา เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ และความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างครอบคลุม

ถ้าถามว่าการที่สร้างแบรนด์มา 2 ปีกว่า จะเข้าปีที่ 3 แล้ว กับรายได้ที่กำลังจะแตะพันล้าน มีความยากแค่ไหน พอลลี่ตอบอย่างไม่ลังเลว่า "จริงๆ ทำไม่ยากเลย แต่ทำให้ยืนระยะได้นาน และต้องทำอย่างไรก็ได้ให้คู่แข่งลอกเลียนแบบไม่ได้ ถึงจะอยู่ได้" 

ratirita

ผู้เขียน

ratirita

Nalinthip Phaksrikulkumthorn | Marketing | Retail | Media | Creative | Liverpool | IG : ratiritaa