นายกฯ เยือนออสเตรเลียวันแรก ‘พอใจมาก’ เอกชนเชื่อมั่นไทย เดินหน้าดันส่งออก Jet Fuel-เปิดทางแรงงานฝีมือ

วันนี้ (18 สิงหาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้พบหารือเป็นรายบริษัทกับผู้บริหารบริษัท Canva Pty. Ltd. บริษัทเทคโนโลยีและผู้ให้บริการแพลตฟอร์มด้านการสื่อสารด้วยภาพชั้นนำระดับโลก พร้อมกล่าวปาฐกถาในงาน ‘Thailand-Australia Investment and Business Partnership Reception’ หัวข้อ ‘Thailand and Australia, A Strategic Partnership for Growth’ ซึ่งมีผู้แทนภาคเอกชนชั้นนำของไทยและออสเตรเลียกว่า 70 บริษัทเข้าร่วม นอกจากนี้ ยังได้เยี่ยมชมและพูดคุยกับผู้ประกอบการไทยที่ดำเนินธุรกิจร้านอาหารในย่านชุมชนไทย หรือ Thai Town

นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจว่า การได้พูดคุยกับภาคเอกชน ทั้งในลักษณะรายบริษัท เช่น Canva และการเป็นประธานในงาน Thailand-Australia Investment and Business Partnership Reception ซึ่งจัดโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ทำให้เห็นว่ากลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ของออสเตรเลียมีความเชื่อมั่นในเสถียรภาพและศักยภาพของประเทศไทยเป็นอย่างมาก และมองไทยเป็นหนึ่งในตัวเลือกอันดับต้น ๆ สำหรับการลงทุน โดยประเทศไทยมีปัจจัยดึงดูดนักลงทุนสูงมาก และเมื่อเราสร้างความสมานฉันท์ภายในประเทศมากขึ้น แรงดึงดูดเหล่านี้ก็จะยิ่งมีพลังเพิ่มขึ้น

นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ความเชื่อมั่นดังกล่าวเป็นผลมาจากความมั่นคงและเสถียรภาพทางการเมือง ความพร้อมด้านระบบโลจิสติกส์ของประเทศ ตลอดจนนโยบาย Thailand FastPass ของบีโอไอ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการช่วยแก้ไขปัญหาและปลดล็อกจุดติดขัดให้แก่นักลงทุนอย่างเบ็ดเสร็จ ทำให้นักธุรกิจต่างชาติตอบรับและมองไทยเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของการลงทุน

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ตนมีความเชื่อมั่นในประเทศไทยเสมอมา และให้ความสำคัญกับการเดินทางครั้งนี้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและรับฟังความต้องการของนักลงทุนอย่างแท้จริง โดยผลลัพธ์ที่ได้รับเป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่ง ทั้งนี้ ในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา บีโอไอรายงานว่ามียอดการลงทุนสูงถึง 60,000 ล้านออสเตรเลียดอลลาร์ หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท โดยเทคโนโลยีจากออสเตรเลียยังสามารถเชื่อมโยงและสนับสนุนห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายกรัฐมนตรียังกล่าวว่า ปัจจุบันออสเตรเลียมีความต้องการน้ำมันอากาศยาน (Jet Fuel) เป็นจำนวนมาก ขณะที่ประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันอากาศยานส่วนเกินจากความต้องการภายในประเทศ ซึ่งเชื่อมโยงกับกระบวนการผลิตน้ำมันดีเซลในปริมาณมาก หากรัฐบาลออสเตรเลียแสดงเจตจำนง รัฐบาลไทยก็พร้อมพิจารณาปลดล็อกกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อเปิดทางให้มีการส่งออกน้ำมันอากาศยานไปยังออสเตรเลีย ซึ่งนอกจากจะช่วยตอบสนองความต้องการของออสเตรเลียแล้ว ยังเป็นโอกาสในการเพิ่มมูลค่าการส่งออกและสร้างรายได้ให้แก่ประเทศไทยอีกด้วย

นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงแนวทางแก้ไขปัญหาแรงงานไทยในออสเตรเลียว่า รัฐบาลจะหารือกับฝ่ายออสเตรเลียในเรื่องนี้อย่างแน่นอน โดยจากการลงพื้นที่พบปะผู้ประกอบการร้านอาหารไทยในย่าน Thai Town พบว่าธุรกิจร้านอาหารไทยกำลังเติบโต แต่กลับเผชิญปัญหาการขาดแคลนเชฟและแรงงานฝีมือ ซึ่งรัฐบาลจะเข้าไปช่วยเจรจาเพื่อคลี่คลายข้อจำกัดและอุปสรรคที่เกี่ยวข้อง

พร้อมกันนี้ รัฐบาลจะสร้างความมั่นใจให้แก่ฝ่ายออสเตรเลียว่า คนไทยที่เดินทางมาทำงานในปัจจุบันไม่ได้เข้ามาเพื่อทำงานอย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ หรือผิดกฎหมาย แต่เป็นแรงงานที่พร้อมนำความสามารถ ทักษะ และความเชี่ยวชาญมาสร้างคุณค่าให้แก่เศรษฐกิจออสเตรเลีย ดังนั้น การเปิดโอกาสให้แรงงานฝีมือชาวไทยเข้ามาทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย จะช่วยสนับสนุนการเติบโตของภาคธุรกิจและเศรษฐกิจออสเตรเลีย และถือเป็นประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศในลักษณะ win-win อย่างแท้จริง