JARTON ต่อยอด IMF-World Bank รุกตลาดความปลอดภัยอาเซียน

JARTON แบรนด์รักษาความปลอดภัยสัญชาติไทย ต่อยอดผลงานดูแลระบบตรวจคัดกรองความปลอดภัยในการประชุม IMF-World Bank 2026 สร้างยุทธศาสตร์รุกอาเซียน ด้วยโซลูชั่นครบวงจรตรวจคน-สิ่งของ-ยานพาหนะ-ไซเบอร์ในแพลตฟอร์มเดียว รับดีมานด์ธุรกิจทั่วโลกหันใส่ใจความปลอดภัย พร้อมศึกษาแผนลงทุน 100 ล้านขยายโรงงาน เพิ่มไลน์ผลิตชิป-แผงวงจรแทนนำเข้าเพิ่มความได้เปรียบ ก่อนตั้งเป้ารายได้แตะ 1,000 ล้านบาทในปี 2573

“ธีธัช จึงกานต์กุล” กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจจาร์ตัน โฮลดิงส์ (JARTON Holdings) ผู้ผลิตและพัฒนาระบบและอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยในงาน IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 กล่าวว่า อุตสาหกรรมรักษาความปลอดภัยเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูง โดยเฉพาะเซ็กเมนต์พรีเมี่ยม เช่น สถานที่จัดประชุม, โรงเรียนนานาชาติ, ศูนย์การค้า ฯลฯ เนื่องจากสถานการณ์โลกกระตุ้นให้ทั้งภาครัฐและเอกชนทั้งในไทยและทั่วโลกต่างหันมาให้ความสำคัญกับความปลอดภัยมากขึ้นอย่างน้อยในช่วง 3 ปีข้างหน้า 

ทั้งนี้เห็นได้จากการที่หลายหน่วยงานเริ่มตั้งงบฯ เฉพาะสำหรับการรักษาความปลอดภัยขึ้นมา เช่นเดียวกับตัวเลขมูลค่าตลาดรักษาความปลอดภัยปี 2568 ซึ่งทั่วโลกมีมูลค่า 12 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นความปลอดภัยด้านพื้นที่หรือ Physical Security 4 ล้านล้านบาท และความปลอดภัยของข้อมูลหรือ Cyber Security 8 ล้านล้านบาท ส่วนในไทยแบ่งเป็น Physical Security ประมาณ 1.2 แสนล้านบาท ส่วน Cyber Security ประมาณ 1.6 หมื่นล้านบาท และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 

แตกต่างจากตลาดความปลอดภัยที่อยู่อาศัยซึ่งการแข่งขันราคารุนแรงเป็นเรดโอเชียน ยากที่จะสร้างความแตกต่างและการเติบโตด้วยโซลูชั่นและนวัตกรรม 

JARTON
ธีธัช จึงกานต์กุล

ด้วยเหตุนี้ จาร์ตันจึงเตรียมต่อยอดผลงานใน IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 เพื่อขยายธุรกิจรับเทรนด์ทั้งในไทยและต่างประเทศ โดย “ธีธัช” กล่าวว่า ตั้งแต่โค้งท้ายปี 2569 นี้บริษัทเตรียมต่อยอด โอกาสจากงาน IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 ซึ่ง JARTON ได้รับคัดเลือกให้ดูแลระบบตรวจคัดกรองความปลอดภัย ครอบคลุมเครื่องตรวจจับโลหะแบบเดินผ่านทั่วไป (WTMD) เครื่องตรวจจับอาวุธและโลหะแบบเดินผ่านที่ใช้ AI (AI WTMD) เครื่องเอกซเรย์สัมภาระที่ใช้ AI ระบบคัดกรองบุคคลด้วยคลื่นมิลลิเมตร (MMW) และเครื่องสแกนใต้ท้องรถยนต์เพื่อตรวจหาวัตถุต้องสงสัย 

โดยใช้อุปกรณ์กว่า 100 เครื่อง พร้อมทีมเทคนิคกว่า 30 คน ดูแลตั้งแต่การวางแผนและติดตั้ง ทดสอบความพร้อมของระบบ ไปจนถึงการสนับสนุนเจ้าหน้าที่และดูแลการทำงานของอุปกรณ์ตลอดช่วงการจัดงาน

พร้อมกันนี้ บริษัทยังเปิดตัว JARTON MMW Flow Scan Gen 2 และ JARTON AI WTMD Gen 3 เป็นครั้งแรกในไทยและนำมาใช้ภายในงาน ด้วยจุดเด่นเป็นเทคโนโลยี MMW หรือ Millimeter Wave สำหรับคัดกรองเบื้องต้น โดยผู้เข้ารับการคัดกรองสามารถถือกระเป๋าและสัมภาระผ่านได้โดยไม่ต้องแยกออกในขั้นตอนนี้ หากระบบแจ้งเตือนค่อยนำเข้าสู่ช่องตรวจละเอียดอีกครั้งตามมาตรการของงาน 

ช่วยให้การคัดกรองเบื้องต้นรวดเร็วกว่าการใช้เครื่องสแกนแบบเดิมมาก ตอบโจทย์งานที่มีผู้เข้าร่วมจำนวนมาก เช่น คอนเสิร์ต, การจัดประชุมนานาชาติ, สนามบินและอื่น ๆ เนื่องจากเครื่องแบบเดิมตรวจจับโลหะได้ แต่ไม่สามารถแยกระหว่างวัตถุทั่วไปกับวัตถุอันตรายได้ ทำให้ต้องใช้เวลากับขั้นตอนการตรวจมากขึ้น  

สปริงบอร์ดรุกอาเซียน

“ธีธัช” ย้ำว่า ผลสำเร็จจากงาน IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้อุปกรณ์และโซลูชั่นแบรนด์ JARTON ทั้งในไทยและต่างประเทศ จึงเป็นโอกาสสปริงบอร์ดธุรกิจรุกตลาดรักษาความปลอดภัยระดับอาเซียน ซึ่งมีศักยภาพ หลังหลายประเทศ เช่น อินโดนีเซีย มีดีมานด์สูงจากหลายธุรกิจ แต่ส่วนใหญ่ยังใช้ระบบรักษาความปลอดภัยแบบดั้งเดิม 

โดยบริษัทจะชิงความได้เปรียบและสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งด้วยนวัตกรรม และโซลูชั่นแบบครบวงจรทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ จากการมีทั้งโรงงานผลิต และฝ่ายวิจัย-พัฒนาในบริษัท ช่วยให้สามารถนำเสนอโซลูชั่นครอบคลุมการคัดกรองทุกรูปแบบตั้งแต่คน, สัมภาระ, รถยนต์ในแพลตฟอร์มเดียว รวมถึงอุปกรณ์และซอฟต์แวร์ แตกต่างจากเดิมซึ่งบริษัทส่งออกเพียงแค่ฮาร์ดแวร์ไปยัง 17 ประเทศ 

“โซลูชั่นเราครอบคลุมตั้งแต่เครื่องตรวจจับโลหะแบบเดินผ่าน เครื่องเอกซเรย์ ไปจนถึงระบบตรวจคัดกรองความปลอดภัย โดยมีประสบการณ์จากโครงการและหน่วยงานต่าง ๆ อาทิ รถไฟฟ้าสายสีชมพู สีเหลือง สีม่วง และสีน้ำเงิน กองบิน 23 กองทัพอากาศ ธนาคารแห่งประเทศไทย และโครงการวัน แบงค็อก One Bangkok รวมถึงการดูแลระบบเครื่องตรวจจับโลหะแบบเดินผ่านสำหรับการประชุม FIFA Congress 2024”

ส่วนในไทยจะขยายฐานลูกค้าไปยังภาคเอกชน เช่น โรงเรียนนานาชาติ โรงงานอุตสาหกรรมขั้นสูงอย่าง ชิปคอมพิวเตอร์และอัญมณี ดาต้าเซ็นเตอร์ รวมไปถึงสนามบิน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการขอใบรับรองต่าง ๆ ที่จำเป็น เนื่องจากปัจจุบันพอร์ตลูกค้าหน่วยงานราชการมีสัดส่วนถึง 70% และค่อนข้างมั่นคงแล้ว 

เล็งทุ่ม 100 ล้านขยายโรงงาน

นอกจากนี้เพื่อเพิ่มความได้เปรียบ “ธีธัช” เผยว่า กำลังร่างแผนลงทุนขยายโรงงานที่จังหวัดนครปฐม พื้นที่ขนาด 30 ไร่ ซึ่งปัจจุบันมีไลน์ผลิตฮาร์ดแวร์ขนาดใหญ่ เช่น เครื่องสแกนบุคคล และสัมภาระอยู่แล้ว โดยจะเพิ่มไลน์การผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น ชิปเซต บอร์ด ฯลฯ ซึ่งปัจจุบันยังต้องนำเข้า เพื่อให้บริษัทมีไลน์การผลิตแบบครบวงจร ช่วยให้ควบคุมต้นทุนและพัฒนานวัตกรรมได้ดียิ่งขึ้น คาดว่าจะใช้เม็ดเงินลงทุนประมาณ 100 ล้านบาท และเริ่มลงมือดำเนินการก่อสร้างภายใน 3-4 ปีนี้ 

ส่วนการวิจัยพัฒนาซึ่งมีทีมงานกว่า 300 คนจะยังใช้งบฯ ในสัดส่วน 15-20% ของรายได้เพื่อสร้างความได้เปรียบและความแตกต่างเช่นเดียวกับช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา 

ต่อยอด AI สู่ Cyber Security

นอกจากฮาร์ดแวร์และระบบ AI แล้ว จาร์ตันยังรุกตลาด Cyber Security ด้วย โดย “ธีธัช” อธิบายว่า บริษัทมุ่งพัฒนาการให้บริการซอฟต์แวร์และ AI ในรูปแบบ Software as a Service หรือ SaaS สำหรับพันธมิตรทางธุรกิจที่มีอุปกรณ์อยู่แล้ว และต้องการเพิ่มหรือยกระดับความสามารถด้าน AI พร้อมพัฒนาฟังก์ชั่นและปรับปรุงระบบอย่างต่อเนื่องตามความต้องการของผู้ใช้งาน รวมถึงเชื่อมโยงระบบเข้าสู่ศูนย์บริหารจัดการเดียวกัน 

ควบคู่กันนี้ กลุ่มธุรกิจกำลังพัฒนาบริการ Cyber Security เพื่อป้องกันการโจมตีเว็บไซต์และลดความเสี่ยงจากการเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยเฉพาะสำหรับหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานด้านความมั่นคง และองค์กรที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของข้อมูล กลุ่มธุรกิจวางให้บริการ AI แบบ SaaS และ Cyber Security เป็นฐานรายได้ประจำที่สำคัญ เพื่อสนับสนุนการเติบโตระยะยาว

เป้ารายได้แตะ 1,000 ล้าน

ธีธัช” ย้ำว่า ด้วยยุทธศาสตร์เหล่านี้ ตั้งเป้าให้ยอดขายรวมทั้งกลุ่มแตะ 1,000 ล้านบาทภายในปี 2573 โดยมุ่งเพิ่มรายได้จากระบบคัดกรองความปลอดภัยและบริการซอฟต์แวร์ ควบคู่กับธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายที่เป็นฐานของกลุ่มธุรกิจ

หลังช่วงปีที่ผ่านมา ยอดขายรวมของกลุ่มธุรกิจจาร์ตัน โฮลดิงส์ ซึ่งครอบคลุมธุรกิจโรงงานผลิตอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ เติบโตประมาณ 10% ขณะที่กลุ่มระบบคัดกรองความปลอดภัย ตลอดจนซอฟต์แวร์และเทคโนโลยี AI เติบโตประมาณ 30% มาอยู่ที่ประมาณ 600 ล้านบาท