"เจพีมอร์แกน” หั่นเป้า IVL เหลือ 22 บาท ชี้มูลค่าตึงตัว-กังวลสเปรดครึ่งหลังอ่อน


เจพีมอร์แกน ระบุว่า ฝ่ายบริหารของบริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) หรือ IVL ยังคงยืนยันเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ในระยะกลางถึงระยะยาว อย่างไรก็ตาม นักลงทุนบางส่วนอาจผิดหวังที่การลดภาระหนี้ยังไม่ได้เร่งตัวมากตามที่คาด ขณะที่ประมาณการกำไรต่อหุ้นปี 2570 ของฝ่ายวิจัยสะท้อนสมมติฐานส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ MTBE และ PET ในช่วงครึ่งหลังปี 2569 และปี 2570 ที่ลดลง รวมถึงค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานที่สูงขึ้น

ทั้งนี้ เจพีมอร์แกนปรับลดประมาณการกำไรต่อหุ้นปี 2570 เหลือ 1.20 บาทต่อหุ้น จากเดิม 1.78 บาท หรือลดลง 32.6%

นอกจากนี้ ฝ่ายบริหารยังส่งสัญญาณถึงความเป็นไปได้ที่จะบันทึกด้อยค่าสินทรัพย์ในโรงงาน Clear Lake หากบริษัทตัดสินใจยุติการดำเนินงาน อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงดังกล่าวยังไม่ได้ถูกรวมไว้ในประมาณการของเจพีมอร์แกน โดยฝ่ายวิจัยจะกลับมาทบทวนมุมมองอีกครั้งหลังอัตรากำไรมีเสถียรภาพมากขึ้น และบริษัทมีความชัดเจนเกี่ยวกับกลยุทธ์ต่อสินทรัพย์ที่มีผลการดำเนินงานต่ำกว่าเป้าหมาย

อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการไตรมาส 2/2569 มีปัจจัยบวกหลายด้าน โดย EBITDA เพิ่มขึ้นเป็น 21.7 พันล้านบาท เติบโต 129% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 169% จากไตรมาสก่อนหน้า ถือเป็นระดับสูงสุดในรอบประมาณ 3 ปีครึ่ง หรือนับตั้งแต่ไตรมาส 2/2565 และเป็นการฟื้นตัวในทุกกลุ่มธุรกิจและทุกภูมิภาค

กลุ่มธุรกิจ Combined PET หรือ CPET สร้าง EBITDA 14.4 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 163% จากปีก่อน และ 164% จากไตรมาสก่อนหน้า ได้แรงหนุนจากส่วนต่างธุรกิจ PET แบบครบวงจรในจีนที่เพิ่มขึ้นเป็น 279 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน และส่วนต่าง MTBE ที่เพิ่มขึ้นเป็น 587 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน

ส่วนธุรกิจ Indovinya มี EBITDA 4.69 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 94% จากปีก่อน พร้อมอัตรากำไร 19.4% ขณะที่ Indovida มี EBITDA 1.3 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 62% จากปีก่อน จากการเพิ่มกำลังการผลิตในแทนซาเนีย และธุรกิจ Fibers มี EBITDA 1.87 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 39% จากปีก่อน

ด้านการลดภาระหนี้ IVL มีหนี้สินสุทธิลดลง 9.2 พันล้านบาทจากไตรมาสก่อนหน้า เหลือ 226.4 พันล้านบาท แม้การลดลงดังกล่าวยังน้อยกว่าการฟื้นตัวของ EBITDA ที่เพิ่มขึ้น 13.6 พันล้านบาทจากไตรมาสก่อนหน้า

สำหรับครึ่งปีแรก 2569 กระแสเงินสดจากการดำเนินงานหลังหักเงินลงทุนเพื่อบำรุงรักษาอยู่ที่ 25.9 พันล้านบาท คิดเป็นประมาณ 87% ของ EBITDA เพียงพอสำหรับรองรับดอกเบี้ย เงินปันผล และเงินลงทุนเพื่อการเติบโต พร้อมกับทยอยลดหนี้ได้

ขณะที่อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA ในไตรมาส 2/2569 ปรับตัวดีขึ้นเป็น 5.3 เท่า จาก 7.8 เท่าในไตรมาส 1/2569 และ 7.6 เท่าในไตรมาส 4/2568 โดยบริษัทยังคงเป้าหมายลดอัตราส่วนดังกล่าวให้ต่ำกว่า 3 เท่าภายในปี 2571 พร้อมตั้งเป้า EBITDA ปี 2571 ที่ 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 65 พันล้านบาท

อีกด้านหนึ่ง ประสิทธิภาพการบริหารสินค้าคงคลังปรับตัวดีขึ้น โดยอัตราหมุนเวียนสินค้าคงคลังเพิ่มเป็น 5 เท่า จาก 4.7 เท่าในไตรมาส 1/2569 จากการบริหารสินค้าคงคลังภายใต้กลยุทธ์ Sales & Operations Execution ซึ่งช่วยลดภาระเงินทุนหมุนเวียน

ฝ่ายบริหารประเมินว่า ด้วยการบริหารสินค้าคงคลังที่รัดกุมมากขึ้น EBITDA ต่อตันในช่วงครึ่งหลังปี 2569 อาจลดลงเพียงประมาณ 20% ตามการปรับลดลงของราคาน้ำมัน เทียบกับการลดลงประมาณ 40% ที่เคยเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลังปี 2565 สะท้อนประสิทธิภาพการควบคุมสินค้าคงคลังที่ดีขึ้นและช่วยรักษาอัตรากำไรในภาวะราคาสินค้าอ่อนตัว

อย่างไรก็ตาม เจพีมอร์แกนยังคงจับตาความเสี่ยงจากสินทรัพย์ที่มีผลการดำเนินงานอ่อนแอ โดยเฉพาะโรงงาน Clear Lake EO/EG กำลังการผลิต 450,000 ตันต่อปี และธุรกิจ Specialty Polymers หลังโรงงาน Clear Lake หยุดดำเนินงานตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคมถึงกลางเดือนกรกฎาคม 2569 เพื่อเปลี่ยนตัวเร่งปฏิกิริยา ซึ่งใช้เวลานานกว่าแผนเดิม

ด้วยปัจจัยดังกล่าว เจพีมอร์แกนมองว่าระดับมูลค่าของ IVL ในปัจจุบันอยู่ในระดับเหมาะสม จึงปรับคำแนะนำลงเป็น “Neutral” พร้อมราคาเป้าหมาย 22 บาท และรอติดตามการฟื้นตัวของอัตรากำไร ความคืบหน้าการลดหนี้ รวมถึงความชัดเจนในการจัดการสินทรัพย์ที่มีผลตอบแทนต่ำในระยะถัดไป