ดิอาคิเท็คส์ แอนด์ เทิร์นคีย์ยื่นไฟลิ่งขาย IPO 190 ล้านหุ้นเข้า SET
บมจ.ดิอาคิเท็คส์ แอนด์ เทิร์นคีย์ [A&T] ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลและร่างหนังสือชี้ชวน (Filing) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวนไม่เกิน 190 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 25.70% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดหลัง IPO โดยมีมูลค่าที่ตราไว้ (Par) 0.50 บาทต่อหุ้น เพื่อเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในหมวดบริการรับเหมาก่อสร้าง โดยมี บล.บัวหลวง เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน
A&T ประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้างอาคารครบวงจร โดยให้บริการในฐานะผู้รับเหมาหลักของโครงการ (Main Contractor) ครอบคลุมงานก่อสร้างอาคาร งานระบบประกอบอาคาร งานสถาปัตยกรรม งานวิศวกรรม ตลอดจนงานออกแบบและตกแต่งภายในแบบครบวงจร ประเภทของผลิตภัณฑ์และบริการออกเปน 5 กลุ่มหลัก
1.โครงการก่อสร้างศูนย์ราชการจังหวัด: บริษัทฯ มีความชํานาญและประสบการณ์ในการก่อสร้างศูนย์ราชการจังหวัด ซึ่ง
เป็นอาคารสาธารณะขนาดใหญ่พิเศษมีรูปแบบสถาปตยกรรมเฉพาะและมีอัตลักษณ์ พร้อมระบบประกอบอาคารครบถ้วน โดยบริษัทฯ ได้รับงานก่อสร้างศูนย์ราชการจังหวัดในหลายจังหวัด อาทิ จังหวัดสมุทรสาคร จังหวัดนครนายก จังหวัดสิงห์บุรี จังหวัดนครปฐม จังหวัดสมุทรสงคราม จังหวัดระนอง จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดบึงกาฬ จังหวัดน่าน จังหวัดกาฬสินธุ์ จังหวัดภูเก็ต และจังหวัดสุรินทร์ เป็นต้น
2.โครงการก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่พิเศษและอาคารประเภทต่างๆ พร้อมงานระบบประกอบอาคาร โดยมีประสบการณ์และผลงานก่อสร้างอาคารทีทําการและอาคาร สํานักงานในหลากหลายประเภทอาคาร อาทิ อาคารสํานักงานนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง อาคารสํานักงานองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรสาคร อาคารศาลจังหวัดบึงกาฬ อาคารกองบัญชาการตํารวจท่องเทียว และอาคารสํานักงานศาลปกครองภูมิภาค เป็นต้น
3.โครงการก่อสร้างอาคารลักษณะพิเศษที่ต้องใช้เทคนิคเฉพาะในการก่อสร้าง ได้แก่ โครงการก่อสร้างหอชมเมือง โครงการก่อสร้างเรือนจํา โครงการก่อสร้างสนามกีฬาสําหรับผู้สูงอายุ เยาวชนและประชาชนทัวไป เทศบาลนครปากเกร็ด และโครงการก่อสร้างอาคารสํานักงานราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์และอาคารจอดรถอัตโนมัติ
4.งานตกแต่งภายใน ผลงานที่ผ่านมา อาทิ งานตกแต่งอาคารสํานักงานองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก งานตกแต่งอาคารสํานักงานองค์การบริหารส่วนจังหวัดตาก งานตกแต่งอาคารที่ทําการชัวคราวศาลปกครองนครราชสีมา งานตกแต่งภายในพร้อมงานระบบประกอบอาคารกระทรวงยุติธรรม เป็นต้น
5.งานเทิร์นคีย์ (Turnkey) ตั้งแต่งานออกแบบ งานก่อสร้าง และการลงทุนเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ว่าจ้าง อาทิเช่น โครงการก่อสร้างอาคารพักอาศัยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต (TU Residential)
ณ วันที่ 30 มิ.ย.69 บริษัทฯ มีโครงการที่อยู่ระหว่างการดำเนินงานจำนวน 11 โครงการ และงานบริการหลังการขายอีกจำนวนหนึ่ง โดยมีมูลค่างานที่ยังไม่ได้รับรู้รายได้รวม 4,574.99 ล้านบาท
โครงสร้างผู้ถือหุ้นหลัก ได้แก่ ครอบครัวอินทุสุต 233,333,400 หุ้น คิดเป็น 42.42% หลัง IPO จะลดสัดส่วนเหลือ 31.53% นายสุธีพงศ์ อินทุสุต 200,000,000 หุ้น คิดเป็น 36.36% จะลดเหลือ 27.03% นางพรทิพา อินทุสุต 33,333,400 หุ้น คิดเป็น 6.06% จะลดเหลือ 4.50% นายกวี กําบุญเลิศ 133,333,400 หุ้น คิดเป็น 24.24% จะลดเหลือ 18.02% นายไพบูลย์ ธเนศอนุกุล 116,666,600 หุ้น คิดเป็น 21.21% จะลดเหลือ 15.77% นายไพจิตร เนติศุภลักษณ์ 66,666,600 หุ้น คิดเป็น 12.12% จะลดเหลือ 9.01%
ผลประกอบการช่วงปี 66-68 รายได้จากการรับเหมาก่อสร้างเพิ่มขึ้นจาก 1,309.33 ล้านบาทในปี 66 เป็น 1,422.10 ล้านบาทในปี 67 (+8.61% YoY) และพุ่งทะยานสู่ 2,431.31 ล้านบาทในปี 68 คิดเป็นอัตราการเติบโต 71.11% YoY รับอานิสงส์จากการรับรู้รายได้ตามความสำเร็จของโครงการขนาดใหญ่ที่ทยอยส่งมอบ ขณะที่กำไรสุทธิเติบโตจาก 49.75 ล้านบาทในปี 66 สู่ 65.25 ล้านบาท (+31.16% YoY) ในปี 67 และเติบโตแตะ 124.49 ล้านบาท (+90.79% YoY) ในปี 68 ส่งผลให้อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) ขยับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจาก 3.80%, 4.56% และ 5.11%
ขณะที่งวด 6 เดือนแรกปี 69 ชะลอตัวจากปัจจัยพิเศษครั้งเดียว โดยมีรายได้จากการก่อสร้าง 1,127.32 ล้านบาท ลดลง 8.60% YoY เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 1,233.36 ล้านบาท เนื่องจากมีหลายโครงการอยู่ในช่วงท้ายของการทยอยปิดโครงการ ด้านกำไรสุทธิลดลง 20.98% YoY มาอยู่ที่ 47.96 ล้านบาท เนื่องจากรับรู้ค่าใช้จ่ายอื่น ซึ่งเป็นรายการพิเศษครั้งเดียว (One-time Expense) จำนวน 62.66 ล้านบาท เป็นค่าความเสียหายแพ้คดีความของกิจการร่วมค้า PA ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ซึ่งหากตัดรายการพิเศษนี้ออก ผลการดำเนินงานจากการดำเนินงานปกติ (Core Operating Performance) ยังคงรักษาระดับได้แข็งแกร่ง
ณ สิ้นงวด 6 เดือนแรกของปี 69 อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) เพิ่มขึ้นสู่ 3.38 เท่า (เทียบกับ 1.78 เท่า ณ สิ้นปี 2568) เนื่องจากบริษัทอนุมัติจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิม 349.25 ล้านบาท ส่งผลให้ส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 44.57% จาก 675.94 ล้านบาท เหลือเพียง 374.65 ล้านบาท
ทั้งนี้ บริษัทมีนโยบายจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตราไม่น้อยกว่า 40% ของกําไรสุทธิจากงบเฉพาะกิจการ ภายหลัง
หักภาษีเงินได้นิติบุคคลและเงินสํารองต่าง ๆ ทุกประเภทตามทีกําหนดไว้ในกฎหมายและข้อบังคับของบริษัทฯ