InnovestX-XSpring ถอดรหัส “วอร์ช” อุบไต๋ดอกเบี้ย กังวลเงินเฟ้อ-AI พลิกโลก


บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) สรุป 5 ประเด็นสำคัญจากการสนทนาระหว่างนายเควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) และนางคริสตาลินา จอร์เจียวา (Kristalina Georgieva) กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ภายในงานประชุม IMF–World Bank Annual Meetings 2026 โดยประเด็นที่ตลาดการเงินให้ความสนใจ ได้แก่ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยสหรัฐ ท่ามกลางแรงกดดันเงินเฟ้อ ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงิน และบทบาทของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่อาจเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจโลกในระยะยาว

1.Fed ยังไม่กำหนดทิศทางดอกเบี้ยล่วงหน้า

นายวอร์ชยืนยันว่าจะไม่ตัดสินใจล่วงหน้าเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยในการประชุมที่เหลือของปี โดย Fed จะพิจารณาข้อมูลเศรษฐกิจเป็นรายครั้ง ท่าทีดังกล่าวสะท้อนแนวทางการดำเนินนโยบายการเงินที่ขึ้นอยู่กับข้อมูลจริง (Data-dependent) และยังไม่ใช่การยืนยันว่า Fed จะเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อหรือยุติวงจรการขึ้นดอกเบี้ย

2.การควบคุมเงินเฟ้อยังคงเป็นภารกิจสำคัญ

นายวอร์ชกล่าวถึงการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการลดระดับความผ่อนคลายของนโยบายการเงิน พร้อมยืนยันว่าการรักษาเสถียรภาพราคายังคงเป็นภารกิจสำคัญของ Fed

นอกจากนี้ การหารือกับผู้ว่าการธนาคารกลางหลายประเทศระหว่างการประชุม IMF–World Bank สะท้อนว่าแรงกดดันจากราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้นเป็นความท้าทายร่วมกันของหลายเศรษฐกิจ แม้ระดับความรุนแรงและผลกระทบจะแตกต่างกัน ส่งผลให้ธนาคารกลางแต่ละแห่งต้องประเมินแนวทางดำเนินนโยบายให้เหมาะสมกับสถานการณ์ภายในประเทศ

3.ให้ความสำคัญกับเสถียรภาพระบบการเงินควบคู่การควบคุมเงินเฟ้อ

นายวอร์ชให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน โดยเห็นว่าผู้กำหนดนโยบายจำเป็นต้องประเมินความเสี่ยงด้านลบที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ รวมถึงพิจารณาว่าความเสี่ยงใดสามารถบริหารจัดการได้

ประสบการณ์จากวิกฤตการเงินโลกในอดีตเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เขาระมัดระวังต่อความเปราะบางของระบบการเงินมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจโลกยังมีความสามารถในการรับมือกับแรงกระแทกได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ แม้เผชิญความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนในหลายภูมิภาค ขณะที่พัฒนาการทางเศรษฐกิจนับตั้งแต่การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐ (FOMC) เดือน ก.ย. ที่ผ่านมา ยังเป็นไปตามที่ Fed ประเมินไว้เป็นส่วนใหญ่

4.AI อาจเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจโลก แต่ยังมีความเสี่ยงต่อตลาดแรงงาน

นายวอร์ชมองว่า AI อาจเป็นหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดต่อเศรษฐกิจสหรัฐและเศรษฐกิจโลกในช่วงชีวิตของเขา โดยผลกระทบอาจเกิดขึ้นเป็นลำดับ ในระยะสั้นเทคโนโลยีดังกล่าวจะกระตุ้นความต้องการใช้จ่ายและการลงทุน ก่อนที่ประโยชน์ด้านกำลังการผลิตและประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจจะทยอยปรากฏชัดเจนในระยะกลาง

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย AI อาจไม่ได้เกิดขึ้นอย่างราบรื่นทั้งหมด โดยเฉพาะผลกระทบต่อตลาดแรงงานและรูปแบบการจ้างงานที่ยังมีความไม่แน่นอน ทำให้ผู้กำหนดนโยบายจำเป็นต้องติดตามทั้งโอกาสและความเสี่ยงอย่างรอบคอบ

5.ลดการส่งสัญญาณดอกเบี้ยล่วงหน้า จับตาประชุม FOMC เดือน ต.ค.

สำหรับแนวทางการสื่อสารนโยบายการเงิน นายวอร์ชยังคงให้ความสำคัญกับการลดการส่งสัญญาณทิศทางอัตราดอกเบี้ยล่วงหน้า (Forward Guidance) ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางที่เขาผลักดันมาก่อนหน้านี้ โดยเน้นการพิจารณาข้อมูลเศรษฐกิจและสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง

นักลงทุนจึงต้องติดตามการประชุม FOMC วันที่ 27–28 ต.ค. 2569 ซึ่งจะเป็นช่วงสำคัญที่ Fed ต้องประเมินสมดุลระหว่างการควบคุมเงินเฟ้อ การรักษาเสถียรภาพตลาดแรงงาน และความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ โดยผลการประชุมอาจส่งผลต่อความคาดหวังด้านอัตราดอกเบี้ยสหรัฐ ค่าเงินดอลลาร์ อัตราผลตอบแทนพันธบัตร และบรรยากาศการลงทุนในตลาดสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก รวมถึงตลาดหุ้นไทย

ด้านนายภัทรนันท์ ธนียวัน ลิ้มอุดมพร ผู้จัดการอาวุโส นักกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็กซ์สปริง จำกัด กล่าวว่า จากการเข้าร่วมรับฟังการสนทนาของนายวอร์ช พบว่าประธาน Fed เน้นย้ำเป้าหมายหลักของธนาคารกลางในการดูแลการจ้างงานและควบคุมเงินเฟ้อ เพื่อสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ โดยไม่ได้มีท่าทีเป็นสายเหยี่ยวหรือสายพิราบอย่างสุดขั้ว แต่ให้ความสำคัญกับการตัดสินใจตามข้อมูลจริง (Data-dependent)

สำหรับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือน ต.ค. นายภัทรนันท์ประเมินว่า Fed อาจยังไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ย โดยมีปัจจัยสำคัญที่ต้องพิจารณา ได้แก่ สถานการณ์การเมืองสหรัฐและตัวเลขการจ้างงาน เนื่องจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อรับมือกับปัจจัยชั่วคราวอาจต้องแลกกับผลกระทบต่อการจ้างงาน ซึ่งอาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ได้

อย่างไรก็ตาม การประชุมช่วงเดือน พ.ย.–ธ.ค. ซึ่งเป็นช่วงท้ายปี ยังมีโอกาสที่ Fed จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ทั้งนี้ เป็นการประเมินของนักกลยุทธ์การลงทุน ไม่ใช่การยืนยันแนวทางนโยบายของ Fedเตือนเงินทุนอาจไหลสู่พันธบัตรสหรัฐ ห่วงเศรษฐกิจไทยมากกว่า

นายภัทรนันท์กล่าวว่า ทิศทางเงินทุนเคลื่อนย้ายในระยะข้างหน้าอาจได้รับอิทธิพลจากความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐ ซึ่งมีการลงทุนขยายตัวทั้งในธุรกิจ AI และภาคเศรษฐกิจอื่น รวมถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น ปัจจัยดังกล่าวอาจสนับสนุนความน่าสนใจของพันธบัตรสหรัฐเมื่อเทียบกับประเทศตลาดเกิดใหม่และไทย ซึ่งมีอัตราผลตอบแทนอยู่ในระดับต่ำกว่า

นายภัทรนันท์มองว่า ความท้าทายที่น่ากังวลในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่ที่เศรษฐกิจสหรัฐ แต่รวมถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะความสามารถในการเพิ่มผลิตภาพและการลงทุนเพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาว

นอกจากนี้ การประชุม IMF–World Bank ยังมีการหารือเกี่ยวกับเทคโนโลยี AI และปัญหาหนี้ภาครัฐ ตลอดจนความเสี่ยงจากการออกตราสารหนี้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currency Bonds) โดยนายภัทรนันท์กล่าวถึงกรณีประเทศจีนที่มีการออกตราสารหนี้สกุลเงินท้องถิ่นในสัดส่วนสูงถึง 60–70% ของตราสารหนี้ทั่วโลกตามข้อมูลที่นำเสนอในการหารือ

แม้การออกตราสารหนี้สกุลเงินท้องถิ่นจะช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการจัดหาสภาพคล่องภายในประเทศ แต่ความเสี่ยงอาจเกิดขึ้นเมื่อธนาคารพาณิชย์นำเงินฝากไปลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาว เช่น อายุ 3 ปี 5 ปี หรือ 10 ปี หากเกิดการถอนเงินฝากจำนวนมาก ธนาคารอาจจำเป็นต้องขายตราสารหนี้เพื่อเสริมสภาพคล่อง ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลขาดทุนและส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินได้

นายภัทรนันท์กล่าวว่า แม้การลงทุนด้าน AI จะเพิ่มขึ้น แต่ประเทศไทยยังได้รับประโยชน์ค่อนข้างจำกัด เนื่องจากการลงทุนส่วนหนึ่งยังอยู่ในอุตสาหกรรมดั้งเดิม (Traditional Sectors) ซึ่งไม่ได้ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง (Cutting-edge) และสามารถถูกเลียนแบบหรือทดแทนได้ง่าย ทำให้ไทยก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ได้ช้า

นายภัทรนันท์มองว่า การประชุมที่มีผู้บริหารระดับสูงและประธานเจ้าหน้าที่บริหารจากหลายภาคส่วนเข้าร่วมเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางการลงทุน (Investment Destination) อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาการประชุมเพียง 1 สัปดาห์ยังไม่เพียงพอที่จะสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาว โดยไทยจำเป็นต้องทำให้นักลงทุนมั่นใจได้ว่าเงินลงทุนจะได้รับการสนับสนุนจากปัจจัยพื้นฐานที่มีเสถียรภาพ

ขณะเดียวกัน นายภัทรนันท์ระบุว่า เศรษฐกิจไทยมีอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) อยู่ในกลุ่มต่ำสุดของอาเซียน และได้รับผลกระทบจากแนวคิดการลงทุนอย่างระมัดระวังหลังวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 จนทำให้การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ (Capital Expenditure: Capex) ไม่เพียงพอมาเป็นเวลานานกว่า 20 ปี

เมื่อเปรียบเทียบกับสหรัฐ ซึ่งมีการลงทุนขนาดใหญ่เพื่อสร้างรากฐานเศรษฐกิจใหม่ในแต่ละวัฏจักร นายภัทรนันท์มองว่า การผลักดันให้ GDP ไทยกลับมาเติบโตอย่างยั่งยืนไม่สามารถอาศัยเพียงการรอให้เศรษฐกิจโลกคลี่คลาย แต่ภาคเอกชนและทุกภาคส่วนต้องจริงจังกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและรากฐานเศรษฐกิจใหม่

นายภัทรนันท์กล่าวเพิ่มเติมว่า ต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้นอาจไม่น่ากังวลมากนักสำหรับภาคเอกชนในเศรษฐกิจสหรัฐ เนื่องจากมีความแข็งแกร่งและผลิตภาพ (Productivity) ที่สูงกว่า ขณะที่ประเทศซึ่งยังไม่สามารถยกระดับผลิตภาพได้ รวมถึงประเทศไทย อาจเผชิญความท้าทายมากกว่า

ทั้งนี้ นักลงทุนต้องติดตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยสหรัฐและผลการประชุม FOMC ควบคู่กับแรงกดดันเงินเฟ้อ ความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงิน และพัฒนาการของ AI ขณะที่โจทย์สำคัญของไทยคือการเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยี เพื่อยกระดับผลิตภาพ สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน