‘กรุงเทพ’บนเวทีIMF-World Bank2026
ส่วนการที่ ประเทศไทย ได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพเวทีสำคัญเช่นนี้ จึงมีความหมายมากกว่าการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม เพราะเป็นโอกาสที่ไทยจะได้อยู่ท่ามกลางบทสนทนาทางเศรษฐกิจระดับโลก ในช่วงเวลาที่ประเทศเองกำลังเผชิญโจทย์การสร้างเครื่องยนต์การเติบโตใหม่และยกระดับความสามารถในการแข่งขัน คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าใครจะมาร่วมประชุม แต่คือ บทสนทนาบนเวทีระดับโลกครั้งนี้จะสะท้อนอะไรกลับมายังทิศทางเศรษฐกิจไทย และเหตุใดการประชุมครั้งนี้จึงถูกยกให้เป็น Olympics of Finance
บทความของ ฝ่ายวิจัย ทีม Bnomics ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ระบุว่า Annual Meetings เป็นการประชุมประจำปีของ International Monetary Fund (IMF) และ World Bank Group (WBG) สององค์กรที่อยู่คู่กับระบบเศรษฐกิจโลกมานานกว่า 80 ปี โดยมีบทบาทต่างกัน โดย IMF ดูแลเรื่องเสถียรภาพของเศรษฐกิจและระบบการเงินระหว่างประเทศ ผ่านการติดตามและประเมินภาวะเศรษฐกิจ ให้คำปรึกษาด้านนโยบาย เสริมสร้างศักยภาพของหน่วยงานภาครัฐ และให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ประเทศสมาชิกที่เผชิญปัญหาเศรษฐกิจ ขณะที่ World Bank Group ให้น้ำหนักกับการพัฒนาเศรษฐกิจและการลดความยากจน สนับสนุนทั้งเงินทุน ความรู้ และโครงการพัฒนา ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา สาธารณสุข ไปจนถึงการสร้างงานและยกระดับคุณภาพชีวิต
ดังนั้น เมื่อทั้งสององค์กรจัด Annual Meetings ร่วมกัน เวทีนี้จึงครอบคลุมตั้งแต่การดูแลเสถียรภาพของเศรษฐกิจในวันนี้ ไปจนถึงการวางรากฐานสำหรับการเติบโตในระยะยาว โดยมีภาคธุรกิจ สถาบันการเงิน นักวิชาการ และภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนมุมมองด้วย และแม้หัวข้อการประชุมอาจฟังดูเป็นเรื่องระดับมหภาค แต่หลายเรื่องเชื่อมโยงกับปัญหาที่รัฐบาลและประชาชนกำลังเผชิญอยู่จริง เศรษฐกิจโลกจะขยายตัวได้มากน้อยเพียงใด ประเทศที่มีหนี้สูงจะบริหารงบประมาณอย่างไร ระบบการเงินจะรับมือกับความผันผวนได้ดีเพียงใด รวมถึงการลดความยากจน การสร้างงาน และการเพิ่มศักยภาพการเติบโตในระยะยาว ล้วนอยู่ในขอบเขตการหารือของ Annual Meetings บริบทของปี 2026
ทำให้เรื่องเหล่านี้เชื่อมโยงกันมากขึ้น การแข่งขันทางการค้าและภูมิรัฐศาสตร์กำลังกระทบการลงทุนและห่วงโซ่อุปทาน หลายประเทศมีหนี้สูงและมีพื้นที่ในการใช้นโยบายการคลังจำกัด ขณะที่ AI สามารถเพิ่ม Productivity และสร้างธุรกิจใหม่ แต่ก็กำลังเปลี่ยนทักษะที่ตลาดแรงงานต้องการ และอีกด้านหนึ่ง Climate Change กำลังกลายเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจที่ชัดขึ้น ทั้งต่อภาคเกษตร โครงสร้างพื้นฐาน งบประมาณภาครัฐ และระบบการเงิน ดังนั้น การหารือในปีนี้จึงครอบคลุมทั้งการประคองเศรษฐกิจท่ามกลางความเสี่ยงระยะสั้น และการสร้างเงื่อนไขให้เศรษฐกิจสามารถเติบโต สร้างงาน และเพิ่ม Productivity ได้ในระยะยาว
แม้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นใน Annual Meetings ไม่มีผลผูกพันให้ทุกประเทศต้องดำเนินนโยบายตาม แต่เวทีนี้มีความสำคัญในฐานะพื้นที่ของ Multilateral Economic Cooperation ซึ่งเปิดให้ประเทศสมาชิกประเมินความเสี่ยง แลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านนโยบาย และหาความร่วมมือในประเด็นที่ข้ามพรมแดน ผลของการหารือจึงมักเกิดขึ้นผ่านกระบวนการทางนโยบายในเวลาต่อมา และบทสนทนาที่เริ่มต้นจากตัวเลขเศรษฐกิจระดับประเทศ จึงสามารถเดินทางมาถึงการตัดสินใจของธุรกิจและชีวิตประจำวันของคนทั่วไปได้ในท้ายที่สุด
ทั้งนี้ ประเทศไทยเคยเป็นเจ้าภาพ Annual Meetings ครั้งแรกในปี 1991 ก่อนที่การประชุมจะกลับมายังกรุงเทพฯ อีกครั้งในปี 2026 ห่างกันถึง 35 ปี ตลอดประวัติศาสตร์ มีเพียง 3 ประเทศ ที่เคยเป็นเจ้าภาพ Annual Meetings สองครั้ง ได้แก่ ตุรกี ปี 1955 และ 2009 ญี่ปุ่น ปี 1964 และ 2012 รวมถึงประเทศไทย ปี 1991 และ 2026 ดังนั้นการกลับมาเป็นเจ้าภาพของไทยในครั้งนี้จึงเป็นเหมือนภาพถ่ายเศรษฐกิจไทยสองช่วงเวลาห่างกัน 35 ปี จากประเทศที่กำลังเติบโตไปพร้อมกับ Globalization มาถึงวันที่ไทยต้องสร้างแหล่งการเติบโตใหม่ในเศรษฐกิจโลกที่มีการแข่งขันสูงขึ้น 35 ปีที่ผ่านมา ไทยเปลี่ยนไปมากแค่ไหน ทั้งในด้านรายได้ การค้า การลงทุน โครงสร้างเศรษฐกิจ และชีวิตของคนไทย.
ครองขวัญ รอดหมวน