IMF&World Bank: IMF ชี้ BOJ อาจเร่งขึ้นดอกเบี้ย
กฤษณะ ศรีนิวาสัน ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียและแปซิฟิกของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ดำเนินนโยบายได้อย่างเหมาะสมในการทยอยปรับนโยบายการเงินกลับสู่ภาวะปกติ แต่หากเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นมากกว่าคาด ก็อาจจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยให้เร็วขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้ความคาดหวังเงินเฟ้อหลุดจากระดับที่ควบคุมได้
ศรีนิวาสันให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า การตัดสินใจด้านนโยบายการเงินของ BOJ ควรขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจที่ได้รับ โดยการทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสู่ระดับที่เป็นกลางต่อเศรษฐกิจถือเป็นแนวทางที่ถูกต้องในขณะนี้
ความเห็นดังกล่าวมีขึ้นก่อนการประชุมนโยบายการเงินครั้งสำคัญของ BOJ ในช่วงปลายเดือนต.ค.นี้ ซึ่งธนาคารกลางอาจคงอัตราดอกเบี้ยไว้ตามเดิม แต่ส่งสัญญาณเข้มงวดทางการเงินมากขึ้น เพื่อสนับสนุนการคาดการณ์ของตลาดส่วนใหญ่ว่า BOJ จะขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือนธ.ค.
แรงกดดันเงินเฟ้อจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางและความต้องการเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่แข็งแกร่ง เป็นประเด็นสำคัญที่ผู้กำหนดนโยบายหารือกันในการประชุมประจำปีของ IMF ที่กรุงเทพฯ ในสัปดาห์นี้
คาซูโอะ อุเอดะ ผู้ว่าการ BOJ ซึ่งเข้าร่วมการประชุมดังกล่าวระบุเมื่อวันศุกร์ (16 ต.ค.) ว่า ธนาคารกลางจะมุ่งรักษาเงินเฟ้อพื้นฐานให้อยู่ใกล้เป้าหมาย 2% และจะไม่ยอมให้เงินเฟ้อสูงเกินเป้าหมาย พร้อมย้ำว่าจะเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไป
เงินเยนที่อ่อนค่ายังเป็นอีกปัจจัยที่เพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อของญี่ปุ่น เนื่องจากทำให้ต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบสูงขึ้น โดย BOJ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนก.ย. สู่ระดับ 1.25% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 31 ปี หลังจากปรับขึ้นดอกเบี้ยมาแล้วในเดือนมิ.ย. ขณะที่นักวิเคราะห์จำนวนมากคาดว่าธนาคารกลางจะขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งภายในสิ้นปีนี้
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 31 ก.ค. ญี่ปุ่นได้เข้าแทรกแซงตลาดเงินร่วมกับสหรัฐฯ ซึ่งเป็นการดำเนินการประสานงานที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก เพื่อป้องกันไม่ให้เงินเยนอ่อนค่าลงใกล้ระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 40 ปี จนสร้างความปั่นป่วนให้ตลาดการเงิน
อย่างไรก็ตาม บทวิเคราะห์ของเจ้าหน้าที่ IMF ในรายงานเศรษฐกิจเอเชียระบุว่า การเคลื่อนไหวของเงินเยนส่วนใหญ่ตั้งแต่กลางปี 2568 ไม่ได้มีความเชื่อมโยงกับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ เช่น ส่วนต่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตร มากนัก แต่กลับเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับสถานะเก็งกำไรในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเงินเยน
ศรีนิวาสันกล่าวว่า ญี่ปุ่นมีตลาดเงินตราต่างประเทศที่มีสภาพคล่องสูง ทางการจึงสามารถปล่อยให้อัตราแลกเปลี่ยนเคลื่อนไหวได้ในระดับหนึ่ง โดยถือเป็นแนวป้องกันด่านแรก พร้อมย้ำว่า ทางการญี่ปุ่นยังคงยึดมั่นกับระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัวอย่างเสรี และเขาไม่สงสัยในจุดยืนดังกล่าว แม้ถูกถามถึงความเหมาะสมของการแทรกแซงค่าเงินเยนเมื่อไม่นานมานี้
อีกประเด็นที่ได้รับความสนใจในการประชุม IMF คืออัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น ท่ามกลางภาระหนี้ของประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว รวมถึงญี่ปุ่น ซึ่งเพิ่มขึ้นหลังรัฐบาลใช้จ่ายจำนวนมากต่อเนื่องมาหลายปี
ตลาดกังวลว่า แผนใช้จ่ายขนาดใหญ่ของรัฐบาลญี่ปุ่นและแผนลดภาษีการบริโภคเป็นเวลา 2 ปี ซึ่งจะเริ่มในเดือนเม.ย.ปีหน้า อาจทำให้ภาระหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูงมากอยู่แล้วเพิ่มขึ้นอีก
ศรีนิวาสันระบุว่า ญี่ปุ่นมีความคืบหน้าในการปรับฐานะการคลังนับตั้งแต่เกิดการระบาดของโควิด-19 มากกว่าประเทศอื่นในกลุ่ม G7 ส่วนหนึ่งเป็นผลจากรายได้ภาษีที่เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม ตลาดยังคงกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงทางการคลัง เนื่องจากยังมีความไม่แน่นอนว่ารัฐบาลจะจัดหาเงินทุนจากแหล่งใดมารองรับแผนใช้จ่ายใหม่และมาตรการลดภาษี ศรีนิวาสันจึงเห็นว่าญี่ปุ่นควรชี้แจงแหล่งเงินทุนให้ชัดเจน พร้อมจัดทำกรอบนโยบายการคลังระยะกลาง เพื่อช่วยลดความกังวลของตลาด
โดย กัลยาณี ชีวะพานิช