ไทยโชว์เก๋าเวที IMF ชู Bangkok Blueprint ปราบสแกมโลก-ปักธง GDP โต 3% Plus

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก หรือ IMF–World Bank Annual Meetings 2026 ในช่วง 2 วันแรก ระหว่างวันที่ 12–13 ตุลาคม 2569 ได้รับการตอบรับจากผู้นำด้านเศรษฐกิจ การเงิน และผู้ติดตามจากทั่วโลก โดยมีผู้ลงทะเบียนจากต่างประเทศมากกว่า 20,000 คน ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่มีการจัดการประชุม
ทั้งนี้ นางคริสตาลินา จอร์เจียวา (Kristalina Georgieva) กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวชื่นชมการจัดงานของประเทศไทย โดยระบุว่าเป็นหนึ่งในการจัดประชุมที่มีมาตรฐานในระดับสูง พร้อมแสดงความประทับใจต่อการนำภูมิปัญญาและวัฒนธรรมไทย โดยเฉพาะผ้าไทยและผ้าขาวม้า มาใช้ในการตกแต่งสถานที่จัดงาน
ดร.เอกนิติระบุว่า ไทยยังได้ใช้เวทีดังกล่าวนำเสนอแนวทางเชิงนโยบายหลายด้าน โดยในเวที “Small AI Big Job” ได้นำเสนอโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” และระบบ “AI นกกระซิบ” เพื่อสะท้อนการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาประยุกต์ใช้ในการสร้างงาน เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ และดูแลกลุ่มเปราะบาง ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจและราคาพลังงานโลก
ขณะที่ในเวที “Building Resilience in a Fragmented World” ไทยได้เสนอแนวคิดการเป็น “Trusted Connector” หรือผู้เชื่อมที่ได้รับความไว้วางใจ ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่เผชิญความแตกขั้วมากขึ้น พร้อมชูบทบาทของไทยในการเชื่อมโยงการค้า การลงทุน และความร่วมมือระหว่างประเทศ
นอกจากนี้ ไทยยังนำบทเรียนจากการเป็นเจ้าภาพการประชุมเมื่อปี 2534 รวมถึงประสบการณ์จากวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 มาปรับใช้ในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของระบบการเงิน โดยมุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจรอบใหม่ภายใต้กรอบความมั่นคง การเติบโตที่ครอบคลุม และความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม
ดร.เอกนิติกล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยเตรียมผลักดันกรอบแนวทาง “Bangkok Blueprint” ซึ่งจัดทำร่วมกันระหว่างธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กลุ่มธนาคารโลก และ IMF เพื่อเป็นแนวทางในการรับมือภัยการเงินดิจิทัลและอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะขบวนการหลอกลวงทางออนไลน์และการฉ้อโกงทางการเงิน
กรอบดังกล่าวจะต่อยอดจากการบูรณาการข้อมูลผ่านคณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินเพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินต้องสงสัย หรือ “Connect the Dots” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงการคลัง สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ขณะเดียวกัน ยังมีการขยายความร่วมมือไปสู่ระดับระหว่างประเทศ ควบคู่กับการบังคับใช้หลักเกณฑ์การรายงานข้อมูลธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล หรือ Travel Rule เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการติดตามธุรกรรมและป้องกันความเสี่ยงจากอาชญากรรมทางการเงินข้ามพรมแดน
สำหรับทิศทางเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า ดร.เอกนิติแสดงความเชื่อมั่นว่า ไทยยังมีศักยภาพในการขยายตัวได้สูงกว่าที่เคยประเมินไว้ โดยรัฐบาลมุ่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การเติบโตที่นำโดยการลงทุน หรือ Investment-Led Growth ควบคู่กับการยกระดับทักษะแรงงาน เพิ่มรายได้ และผลักดันผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs ให้เชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก
ทั้งนี้ รัฐบาลจะมุ่งผลักดัน 3 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ได้แก่ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เกษตรอัจฉริยะและการแปรรูปอาหาร รวมถึงบริการทางการแพทย์และการดูแลสุขภาพ หรือ Medical Services โดยตั้งเป้าสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยสามารถขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 3% หรือ “3% Plus”
Back to top button