เครือข่ายต้านธนาคารโลก-IMF เผยนักสิทธิถูกขู่ฆ่า จี้รัฐบาลแก้ปัญหาคุกคามประชาชน
เครือข่ายต่อต้านธนาคารและไอเอ็มเอฟออกแถลงการณ์ด่วน! หลังนักปกป้องสิทธิปาตานีสมาชิกเครือข่ายฯ ถูกวางสัญลักษณ์ขู่ฆ่าหน้าบ้านก่อนจัดเวทีเสวนาเปิดข้อเท็จจริงผลกระทบธนาคารและไอเอ็มเอฟ พร้อมจี้ ตร.-กอ.รมน. เปิดผู้สั่งการกดดันผู้นำศาสนา ร้องรัฐหยุดคุกคาม–เลิกกฎอัยการศึกปาตานี เรียกร้อง กสม.-UN ตรวจสอบการละเมิดสิทธิ
เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2569 เครือข่ายประชาชนต่อต้านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ ได้ออกแถลงการณ์ด่วน เรียกร้องให้รัฐบาลยุติการข่มขู่คุกคามประชาชน พร้อมจี้ให้สอบสวนเหตุการณ์ขู่ฆ่านักปกป้องสิทธิมนุษยชน ยกเลิกกฎอัยการศึก และต้องออกมารับผิดชอบต่อการปิดกั้นสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างเด็ดขาด
แถลงการณ์ดังกล่าวสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 9 ตุลาคมที่ผ่านมา เครือข่ายฯ เพิ่งจัดแถลงข่าวเปิดเผยพฤติการณ์ของเจ้าหน้าที่รัฐจากหลายหน่วยงานทั่วประเทศ ที่ติดตาม ข่มขู่ และคุกคามประชาชน พร้อมเตือนให้รัฐบาลยุติการกระทำดังกล่าว ทว่าเพียง 24 ชั่วโมงต่อมา สถานการณ์ในพื้นที่ปาตานีกลับยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่า การข่มขู่คุกคามไม่ได้เพียงสร้างความหวาดกลัว แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงจนประชาชนไม่สามารถใช้สิทธิเสรีภาพได้อย่างปลอดภัย
เนื้อหาในแถลงการณ์ระบุว่า ในวันที่ 10 ตุลาคม เครือข่ายประชาชนในพื้นที่ปาตานีมีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดเวทีเสวนาในหัวข้อ “บทเรียนการครอบงำทางนโยบายเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และผลกระทบต่อทรัพยากรชุมชนและสิ่งแวดล้อม” ซึ่งเดิมนัดหมายพบปะกันที่บริเวณสะพานกอตอ รอยต่ออำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส และอำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี โดยต้องย้ายไปเป็นกิจกรรมในรูปแบบออนไลน์แทน ภายหลังเกิดเหตุการณ์ข่มขู่คุกคามนักปกป้องสิทธิมนุษยชนอย่างหนัก อีกทั้งยังมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่รัฐได้เข้าไปติดต่อผู้นำศาสนาในพื้นที่เพื่อขอให้เลื่อนหรือยกเลิกการจัดกิจกรรม รวมถึงมีเจ้าหน้าที่ตำรวจติดต่อสายตรงถึงผู้ประสานงานกิจกรรมเพื่อกดดันอีกด้วย
เครือข่ายฯ เปิดเผยข้อมูลสำคัญว่า ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม ได้มีบุคคลนำ “ข้าวสารและไข่ไก่” ไปวางไว้ที่หน้าบ้านของนายอารีฟีน โสะ นักปกป้องสิทธิมนุษยชนในจังหวัดปัตตานี ซึ่งในบริบทความขัดแย้งของพื้นที่ปาตานี การกระทำลักษณะนี้ถูกเข้าใจกันอย่างกว้างขวางว่าเป็นสัญลักษณ์ของการ “ขู่ฆ่า” หรือข่มขู่ถึงชีวิต เหตุการณ์นี้สร้างความหวาดกลัวต่อตัวนายอารีฟีนและครอบครัวเป็นอย่างมาก จนทำให้นายอารีฟีนต้องเข้าลงบันทึกประจำวันไว้ที่สถานีตำรวจภูธรยะหริ่ง เพื่อเรียกร้องให้มีการตรวจสอบและนำตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินการทางกฎหมาย
เครือข่ายฯ ได้แสดงความเคารพต่อการตัดสินใจของเพื่อนประชาชนในปาตานี ซึ่งเต็มไปด้วยความรับผิดชอบและความกล้าหาญในการรักษาความปลอดภัยของชุมชน ผู้นำศาสนา และผู้เข้าร่วมกิจกรรม โดยระบุว่า ผู้ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ภายใต้กฎอัยการศึกและเผชิญความเสี่ยง ย่อมมีสิทธิตัดสินใจว่าจะปกป้องชีวิตและดำเนินการต่อสู้อย่างไร แต่ในขณะเดียวกัน การที่ประชาชนต้องถูกบีบให้เปลี่ยนรูปแบบกิจกรรมเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกข่มขู่ ย่อมไม่อาจถือได้ว่าสิทธิเสรีภาพยังดำเนินไปตามปกติ เพราะสิทธิในการพบปะ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และการรวมตัวเพื่อแสดงจุดยืนทางการเมือง ไม่อาจถูกทดแทนได้ทั้งหมดด้วยการประชุมผ่านหน้าจอ
ในแถลงการณ์ยังยืนยันหลักการสำคัญว่า ประชาชนในพื้นที่ที่มีการประกาศใช้กฎอัยการศึก ย่อมมีสิทธิเสรีภาพทัดเทียมกับประชาชนในพื้นที่อื่นๆ การแสดงความคิดเห็น การรวมตัวโดยสงบ และการคัดค้านนโยบายทางเศรษฐกิจ ถือเป็นสิทธิที่ได้รับการรับรองตามรัฐธรรมนูญและกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) รัฐไม่อาจหยิบยกกฎหมายความมั่นคงมาใช้เป็นข้ออ้างเพื่อจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนโดยปราศจากความจำเป็นและไม่ได้สัดส่วน
“สันติภาพและความมั่นคงไม่อาจเกิดขึ้นได้จากการทำให้ประชาชนหวาดกลัว หรือตกอยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายความมั่นคงอย่างไม่สิ้นสุด แต่สันติภาพต้องตั้งอยู่บนรากฐานของความปลอดภัยในชีวิต สิทธิในที่ดินและทรัพยากร ความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ การเคารพวิถีชีวิตและวัฒนธรรม รวมถึงสิทธิในการรวมตัวและกำหนดอนาคตของตนเอง สิทธิทางเศรษฐกิจ สิทธิเสรีภาพทางการเมือง และสิทธิในการชุมนุมโดยสงบจึงเป็นรากฐานของสันติภาพ ไม่ใช่ภัยต่อความมั่นคง” แถลงการณ์ระบุ
นอกจากนี้ เครือข่ายฯ ยังชี้ให้เห็นว่า เหตุการณ์ที่ปาตานีไม่ใช่แค่เรื่องการย้ายเวทีเสวนา แต่สะท้อนปัญหาการใช้อำนาจรัฐที่สกัดกั้นไม่ให้ประชาชนรวมตัวกันกำหนดอนาคตตนเองได้ ปล่อยให้อำนาจในการกำหนดทิศทางการพัฒนายังคงตกอยู่ในมือของรัฐ สถาบันการเงิน และนายทุน ซึ่งนี่คือความขัดแย้งที่อยู่ใจกลางการประชุมธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ ที่มักกล่าวอ้างเรื่องการพัฒนาและการมีส่วนร่วม แต่ในความเป็นจริง ประชาชนที่ต้องแบกรับผลกระทบจากนโยบายเหล่านั้นกลับถูกข่มขู่เมื่อออกมาตั้งคำถามและคัดค้าน
จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เครือข่ายประชาชนต่อต้านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ ได้ยื่นข้อเรียกร้อง 4 ประการ ให้รัฐบาลเร่งดำเนินการ ดังนี้:
- เร่งสอบสวนเหตุข่มขู่นายอารีฟีน โสะ อย่างจริงจัง เป็นอิสระ และนำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม พร้อมคุ้มครองความปลอดภัยของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและครอบครัว
- ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) และหน่วยงานทหารที่เกี่ยวข้อง ชี้แจงและตรวจสอบการติดต่อกดดันผู้นำศาสนาและผู้จัดกิจกรรมในพื้นที่อำเภอไม้แก่น เปิดเผยผู้มีอำนาจสั่งการและฐานอำนาจทางกฎหมาย รวมทั้งต้องรับผิดชอบหากพบการปฏิบัติหน้าที่ที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน
- ให้รัฐบาลยุติการติดตาม ข่มขู่ คุกคามประชาชนและครอบครัวทันที ไม่ใช้กฎหมายความมั่นคงเป็นเครื่องมือสกัดกั้นการแสดงความคิดเห็น การเดินทาง และการชุมนุมโดยสงบ ยกเลิกการบังคับใช้กฎอัยการศึกในพื้นที่ปาตานี และเคารพสิทธิของประชาชนในการกำหนดอนาคตทางเศรษฐกิจ การเมือง และกระบวนการสันติภาพของตนเอง
- ให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ตรวจสอบข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการข่มขู่คุกคามประชาชนและการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ และขอให้สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) สถานเอกอัครราชทูตต่างประเทศประจำประเทศไทย และผู้สังเกตการณ์อิสระ ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
ช่วงท้ายของแถลงการณ์ เครือข่ายฯ ได้เรียกร้องให้รัฐบาลรับรองและอำนวยความสะดวกในการใช้สิทธิชุมนุมโดยสงบของประชาชนระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 โดยย้ำว่าต้องไม่สกัดกั้นการเดินทาง ไม่ใช้ความรุนแรง และต้องเปิดเผยผู้มีอำนาจสั่งการรวมถึงรับผิดชอบต่อการกระทำของเจ้าหน้าที่ทุกระดับ
“วันนี้เพื่อนของเราในปาตานีเลือกเปลี่ยนวิธีการจัดกิจกรรมเพื่อรักษาความปลอดภัยของชุมชน แต่ไม่ได้เปลี่ยนจุดยืนในการต่อสู้ การข่มขู่คุกคามที่เกิดขึ้นจะยิ่งทำให้เรามุ่งมั่นสร้างความสมานฉันท์และพลังของขบวนประชาชนให้เข้มแข็งยิ่งขึ้นไปพร้อมกับพี่น้องประชาชนในปาตานี เพราะการต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพ ความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ และสันติภาพ เป็นการต่อสู้ร่วมกันของประชาชนที่ต้องการมีอำนาจกำหนดชีวิตและอนาคตของตนเอง สันติภาพไม่อาจเกิดขึ้นได้จากการบังคับให้ประชาชนยอมจำนนต่ออำนาจรัฐ แต่ต้องตั้งอยู่บนความยุติธรรม และประชาธิปไตยไม่อาจดำรงอยู่ได้ หากประชาชนต้องเลือกระหว่างความปลอดภัยในชีวิตกับการใช้สิทธิเสรีภาพของตนเอง”
เหตุการณ์คุกคามที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนใต้ ไม่เพียงแต่สร้างความกังวล แต่ยังสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของเครือข่ายนักกิจกรรมทั่วประเทศ โดย ณัฐวุฒิ กรมภักดี ตัวแทน กป.อพช.ภาคอีสาน ได้กล่าวส่งกำลังใจและแสดงจุดยืนอย่างหนักแน่นว่า “ความเจ็บปวดจากการถูกคุกคามของเพื่อนปาตานี คือความเจ็บปวดของเราทุกคน การปกป้องทรัพยากร ชุมชน และวัฒนธรรม ไม่ใช่อาชญากรรม ขอยืนหยัดร่วมเคียงข้างนักปกป้องสิทธิทุกคน ในการต่อสู้กับโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรมโดยรัฐเเละทุน!”
สอดคล้องกับจุฑามาส ศรีหัตถผดุงกิจ ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนชนจากเครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ ที่ได้กล่าวย้ำถึงบทบาทของรัฐว่ารัฐบาลควรหยุดคุกคามประชาชน และการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับโลกที่ดี รัฐต้องกล้าเปิดพื้นที่เสรีภาพในการแสดงออกและสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมของประชาชน
เครือข่ายประชาชนต่อต้านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ กล่าวยืนยันปิดท้ายในแถลงการณ์ว่า การชุมนุมต่อต้านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคมนี้ เป็นสิทธิทางการเมืองของประชาชน โดยรัฐบาลมีหน้าที่อำนวยความสะดวก คุ้มครองความปลอดภัย และรับผิดชอบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทุกระดับอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อ่านแถลงการณ์ฉบับเต็มได้ที่ลิงค์นี้
https://www.facebook.com/share/p/1EwkfPg4kP/?mibextid=wwXIfr



