IMF เตือน โลกเผชิญ 3 กระแสคลื่นลบ จี้เร่งฟื้นกันชนการคลัง เชิญพระบรมราโชวาท ร.9 ชี้ ต้องลงเรือลำเดียวกัน

ไอเอ็มเอฟเตือนโลกเผชิญ ‘3 กระแสคลื่นลบ’ ถาโถม ชี้ช็อกพลังงาน-หนี้พุ่ง-เอไอเปลี่ยนโลก จี้เร่งฟื้นกันชนการคลัง เชิญพระบรมราโชวาท ร.9 ย้ำ 191 ประเทศต้องลงเรือลำเดียวกัน
เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นางคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยในงาน Annual Meetings Plenary ในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (IMF-World Bank Annual Meetings 2026) ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ว่า ขอกล่าวขอบคุณทางการไทยในฐานะเจ้าภาพ พร้อมกล่าวชื่นชมความงดงามของศิลปวัฒนธรรมไทย โดยเปรียบเทียบภาพเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์จำลองที่จัดแสดงภายในงานว่า เป็นเครื่องเตือนใจว่าประชาคมโลกทั้ง 191 ประเทศสมาชิกกำลัง “ลงเรือลำเดียวกัน” แม้แต่ละสถาบันและรัฐบาลจะทำหน้าที่ต่างกัน แต่จำเป็นต้องร่วมแรงพายก้าวไปข้างหน้าพร้อมกัน ท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจโลกที่กำลังเผชิญกับแรงต้านและกระแสลมที่พัดสวนทางกัน
นางคริสตาลินากล่าวว่า แม้ IMF จะคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกในปี 2569 จะยังรักษาความยืดหยุ่นและขยายตัวได้ที่ระดับ 3.1% แต่เมื่อมองลึกลงไปกลับพบความแตกต่างที่ชัดเจน ประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสงครามถูกปรับลดแนวโน้มการเติบโต ขณะที่ประเทศที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีกลับได้รับแรงหนุนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม โลกกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทาย 3 กระแส ได้แก่ ช็อกด้านอุปทานพลังงาน เนื่องจากวิกฤตและความไม่แน่นอนด้านพลังงานกำลังผลักให้เงินเฟ้อสูงขึ้นและฉุดรั้งการเติบโต ปัญหาเส้นทางการขนส่งทางเรือ (Shipping routes) ยังคงเผชิญความเสี่ยง ประกอบกับภาวะตึงตัวของโรงกลั่นและก๊าซธรรมชาติเริ่มส่งผลกระทบชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะเมื่อกลุ่มประเทศซีกโลกเหนือกำลังเข้าสู่ฤดูหนาวและต้องเร่งสะสมพลังงาน
นางคริสตาลินากล่าวว่า ขณะเดียวกัน หนี้สาธารณะและการขาดดุลทางการคลังที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งภาระหนี้และต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นตามตลาดพันธบัตรโลก กำลังกดทับพื้นที่ทางการคลัง ทำให้รัฐบาลมีขีดความสามารถน้อยลงในการรองรับวิกฤตใหม่ๆ การเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวไม่สามารถลดระดับหนี้ได้เร็วพอ ประเทศต่างๆ จึงจำเป็นต้องมีแผนการคลังระยะปานกลางที่น่าเชื่อถือ ปฏิรูปโครงสร้างเพื่อเพิ่มผลิตภาพ และต้องรัดเข็มขัดทางการคลังอย่างจริงจัง

นางคริสตาลินากล่าวว่า ทั้งนี้ การก้าวกระโดดของปัญญาประดิษฐ์ ที่แม้ AI จะสร้างโอกาสใหม่และช่วยยกระดับผลิตภาพในระยะยาว แต่ในระยะสั้น AI สร้างความต้องการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมหาศาล ซึ่งเม็ดเงินมักมาจากการก่อหนี้ ส่งผลให้เกิดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ นอกจากนี้ IMF ยังเตือนถึงความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงฐานภาษี ความผันผวนในตลาดการเงิน ภัยคุกคามทางไซเบอร์ และผลกระทบต่อการจ้างงานของคนรุ่นใหม่ ซึ่งแต่ละประเทศต้องเตรียมระบบรองรับให้เหมาะสมกับบริบทตนเอง
นางคริสตาลินากล่าวว่า แรงกดดันเหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำเติมในช่วงเวลาที่เงินช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการจากทั่วโลกลดลง ส่งผลให้งบประมาณเพื่อการพัฒนาถูกเบียดขับ ซึ่งกลายเป็นความเปราะบางอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มประเทศรายได้น้อย จึงขอเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกเร่งสร้างและฟื้นฟู “กันชนทางการคลัง” พร้อมผลักดันให้ที่ประชุมร่วมกันสนับสนุนกองทุน Poverty Reduction and Growth Trust (PRGT) ซึ่งเป็นกลไกหลักของ IMF ในการจัดสรรสินเชื่อดอกเบี้ยผ่อนปรนแก่ประเทศยากจน ให้สามารถดำเนินงานได้อย่างยั่งยืนด้วยตนเอง

นางคริสตาลินากล่าวเชิญพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาเป็นสารส่งท้ายต่อผู้แทนประเทศสมาชิกทั่วโลก มีใจความสำคัญได้ว่า ประโยชน์และความสำเร็จอันดีงามมิได้เกิดขึ้นโดยลำพัง หากต้องค่อยๆ ปลูกฝัง สั่งสม และเสริมสร้างให้มั่นคงขึ้นตามลำดับ เป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยเวลา ความเพียร และความต่อเนื่อง
“ความมั่นคงและความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน นี่คือหัวใจสำคัญในการทำงานของพวกเราทุกคนที่ต้องอาศัยเวลา ความอดทน และความร่วมมือกันของทั้ง 191 ประเทศ เพื่อเป้าหมายเดียวกันในการยกระดับชีวิตของประชาชน” นางคริสตาลินากล่าว
