Huawei เปิดตัว Atlas 960E SuperPoD และ Peerium สถาปัตยกรรมปฏิวัติวงการ สั่งชิป 1 ล้านตัวทำงานพร้อมกันเป็นซุปเปอร์คอมพิวเตอร์เครื่องเดียว

ในงาน HUAWEI CONNECT 2026 ทีมงาน Techsauce ได้มีโอกาสเข้าร่วมงานนี้ ณ นครเซี่ยงไฮ้ เพื่อเกาะติดนวัตกรรมและทิศทางเทคโนโลยีระดับโลก โดยในเซสชัน Keynote เปิดงาน คุณ David Wang Deputy Chairman of the Board, Rotating Chairman, Huawei ได้ขึ้นเวทีแสดงวิสัยทัศน์ในหัวข้อ "Advancing the Agentic World, Building a Solid Silicon Foundation" ประกาศยุทธศาสตร์มุ่งเป้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI  เพื่อสร้างรากฐานซิลิคอน รองรับการเข้าสู่ยุค AI อัจฉริยะแบบเต็มตัว (Agentic World)

David Wang ชี้ให้เห็นว่า สมองกล AI กำลังเติบโตเร็วกว่าการปฏิวัติทางเทคโนโลยีครั้งใดในประวัติศาสตร์ โดยคาดว่าขนาดพารามิเตอร์ของ Foundation Model จะพุ่งเกิน 100 Trillion (100 ล้านล้านพารามิเตอร์) ภายในปี 2030 ซึ่งใกล้เคียงกับจำนวนเส้นประสาทในสมองมนุษย์ 

ถ้านับแค่การใช้งาน Inference Token เฉพาะในประเทศจีนก็ทะลุ 500 Trillion tokens ต่อวัน และจะพุ่งมากกว่าเดิมอีก ซึ่งสามารถไปถึงระดับ Quintillions หรือเป็นร้อยล้านพันล้านภายในปี 2030 ส่งผลให้ระบบโครงสร้างพื้นฐานไอทีแบบเดิมๆ เริ่มเอาไม่อยู่ และจำเป็นต้องถูกยกเครื่องใหม่ทั้งหมด

สรุป 7 ยุทธศาสตร์ วิธีที่ Huawei จะสร้างรากฐานซิลิคอน ขับเคลื่อนโลก AI

เพื่อรับมือกับยุค Agentic AI ทาง Huawei ได้วางเข็มทิศยุทธศาสตร์ 7 ข้อ ได้แก่

  1. Focusing on Computing Power: ลุยพัฒนาพลังประมวลผลเป็นหัวใจหลัก โดยเน้นสร้างมูลค่าจริงจากฮาร์ดแวร์  
  2. SuperPoDs & SuperClusters Architecture: เลิกมองแค่การ์ดแต่ละใบ แต่เน้นสร้างนวัตกรรมระดับโครงสร้างระบบด้วย SuperPoD และ SuperCluster เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ของโลก  
  3. Open Ecosystem Support: หนุนระบบนิเวศแบบเปิด รองรับการทำ Native Training บนสถาปัตยกรรมของ Huawei สำหรับโมเดล AI ยอดนิยมทั่วโลก  
  4. Product Intelligence: นำโมเดล Pangu มาเพิ่มความฉลาดให้กับผลิตภัณฑ์ทั้งหมดภายในเครือ Huawei  
  5. Flexible Compute Deployment: ให้บริการพลังประมวลผลแบบยืดหยุ่น เลือกได้ทั้งติดตั้งในองค์กร (On-Premises) หรือผ่าน Cloud เพื่อเร่ง Transformation ทุกอุตสาหกรรม
  6. Ubiquitous All-Scenario Compute: กระจายชิปประมวลผลทุกขนาด (ตั้งแต่จิ๋วไปจนถึงระดับซูเปอร์คอมพิวเตอร์) เพื่อส่ง AI ลงสู่สมาร์ตโฟน, รถยนต์ไร้คนขับ และอุปกรณ์ IoT  
  7. Next-Gen Communications Network: สร้างเครือข่ายสื่อสารยุคใหม่เพื่อส่งผ่านพลังคำนวณไปสู่ทุกคน ทุกบ้าน และทุกองค์กรอย่างไร้คอขวด

ทำไม SuperPoD ถึงเป็นคำตอบของการสร้าง AI ระดับโลก?

เรามีชิปประมวลผลแสนตัวในศูนย์ข้อมูล ปัญหาใหญ่ที่สุดไม่ได้อยู่ที่ว่าชิปแต่ละตัวทำงานเร็วแค่ไหน แต่อยู่ที่การคุยกันระหว่างชิป

ในระบบเซิร์ฟเวอร์แบบเดิม พอเอาชิปจำนวนมหาศาลมาต่อกัน ชิปมักจะเสียเวลาไปกับการ "รอส่งข้อมูลข้ามเครื่อง" ไป ๆ มา ๆ ทำให้เราสูญเสียพลังประมวลผลไปฟรี ๆ มากกว่า 40% พูดง่าย ๆ คือ เหมือนมีคนเก่งแสนคนมาร่วมงานกัน แต่เสียเวลาเกือบครึ่งวันไปกับการส่งอีเมลโต้ตอบกันไปมา งานเลยเดินได้ช้ามาก

Huawei เลยแก้ปัญหานี้ด้วยแนวคิด SuperPoD โดยรวบเอาชิปประมวลผลจำนวนมากมารวมพลังกันผ่านสายส่งข้อมูลความเร็วสูงพิเศษ ผลลัพธ์คือ จากเดิมที่ชิปแยกกันทำงานเป็นเครื่องใครเครื่องมัน ระบบจะมองเห็นชิปทั้งหมดทำงานประสานกันได้อย่างไร้รอยต่อเหมือนเป็นคอมพิวเตอร์ยักษ์เครื่องเดียวกัน

จากผลการทดสอบของ Huawei พบว่า การใช้ SuperPoD ในระบบขนาดใหญ่ สามารถช่วยลดเวลาการรอส่งข้อมูล และช่วยเค้นประสิทธิภาพการทำงานจริง ของชิปออกมาได้เพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 2.75 เท่า เมื่อเทียบกับเซิร์ฟเวอร์แบบเดิม ๆ

ครั้งแรกของโลก Atlas 960E SuperPoD ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่ใช้แสงรับส่งข้อมูล

อีกหนึ่งไฮไลต์ที่ทีมงาน Techsauce และผู้ร่วมงานตื่นเต้นกันมาก คือการเปิดตัว Atlas 960E SuperPoD ซึ่งเป็นซูเปอร์คอมพิวเตอร์รุ่นแรกที่นำเทคโนโลยีส่งข้อมูลด้วยแสง หรือ NPO (Near-Packaged Optics) มาใช้จริงในอุตสาหกรรม

อธิบายง่าย ๆ คือ ในคอมพิวเตอร์ทั่วไปจะส่งข้อมูลผ่านสายไฟ แต่พอข้อมูลเยอะมหาศาล สายไฟจะเริ่มร้อน ช้า และกินไฟมาก Huawei เลยขยับชิปส่งสัญญาณแสงเข้ามาจ่อติดกับชิปประมวลผล เปลี่ยนมาใช้แสงรับส่งข้อมูลแทนไฟฟ้า ทำให้รับส่งข้อมูลได้เร็วขึ้นมหาศาล และลดความร้อนลงไปได้เยอะมาก

Hi-ONE หัวใจสำคัญของการส่งข้อมูล ทำหน้าที่เป็นตัวแปลงสัญญาณแสงตัวแรกของโลกที่พร้อมผลิตจริงในเชิงพาณิชย์ ด้วยการใส่แหล่งกำเนิดแสงไว้ในตัวเอง และขนส่งข้อมูลได้เร็วถึง 7.2 Terabits ต่อวินาที ต่อหนึ่งเครื่อง (เทียบเท่าการส่งหนังความละเอียดสูงได้เป็นพัน ๆ เรื่องในวิเดียว)  

Atlas 960E SuperPoD พลังประมวลผลระดับสัตว์ประหลาด ยัดการ์ดประมวลผล AI (NPU) ได้สูงสุดถึง 4,096 การ์ด ในตู้เดียว ปล่อยพลังคำนวณมหาศาลถึง 8 EFLOPS และมีหน่วยความจำความเร็วสูง (HBM) รวมกันมากถึง 1 Petabyte (หรือประมาณ 1 ล้าน Gigabytes)  

การเปลี่ยนมาใช้เทคโนโลยี NPO (ชุด Hi-ONE 5,500 ตัว) สามารถทดแทนสายส่งสัญญาณแบบเดิม ๆ ได้ถึง 48,000 สาย ผลคือ ช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้าลงได้มากกว่า 550 กิโลวัตต์ (ประหยัดไฟเท่ากับบ้านคนหลายร้อยหลังรวมกัน) แถมยังช่วยให้ระบบ อึดขึ้น ทนขึ้น ทำงานได้ต่อเนื่องโดยไม่พังง่ายเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า และมีเสถียรภาพสูงถึง 99.8%

โรดแมปชิป Ascend ( Huawei สัญญาว่าจะออกชิปรุ่นใหม่ทุกปี)  

  • Ascend 960DT ชิปตัวแรงที่พัฒนาเสร็จไวเกินคาด พร้อมส่งมอบจริงใน Q1 ปี 2027 (เร็วกว่าแผนเดิมถึง 9 เดือน)
  • Ascend 960PR พร้อมส่งมอบตามมาใน Q3 ปี 2027 (เร็วกว่าแผนเดิม 3 เดือน)
  • Ascend 970 & 980 เตรียมเปิดตัวอย่างต่อเนื่องในปี 2028 และ 2029 โดยตั้งเป้าว่าจะอัปเกรดให้ชิปแรงขึ้นเป็น 2 เท่า ในทุก ๆ ปี

รู้จัก Peerium สถาปัตยกรรมใหม่ สั่งชิป 1 ล้านตัวให้ทำงานรวมกันเป็นคอมพิวเตอร์เครื่องเดียว

นอกจากเรื่องของฮาร์ดแวร์ตระกูลใหม่แล้ว Huawei ยังได้เปิดตัว Peerium Computing Architecture สถาปัตยกรรมประมวลผลยุคใหม่ที่สร้างมาเพื่อปลดล็อกขีดจำกัดของ AI โดยเฉพาะ

ความน่าสนใจคือในระบบคอมพิวเตอร์แบบเดิม จะมีหัวหน้าคอยสั่งการอย่างเครื่องแม่ (Master) ที่ต้องคอยควบคุมเครื่องลูก (Slave) ซึ่งเวลาเจองาน AI ระดับยักษ์ใหญ่ ระบบแบบนี้มักจะเกิดการกระจุกตัวและกลายเป็นคอขวดเสมอ แต่สำหรับ Peerium ได้โยนแนวคิดเดิมทิ้งไป แล้วเปลี่ยนให้ชิปทุกตัวสามารถสื่อสารกันได้อย่างเท่าเทียม (Peer Interconnect) 

ผลลัพธ์ที่ได้คือ มันเปิดทางให้เราสามารถสั่งการชิปประมวลผลมหาศาลระดับ 1,000,000 ตัว ให้ทำงานประสานกันได้อย่างเนียนกริ๊บ ถ้าเทียบให้เห็นภาพง่าย ๆ คือคล้ายว่าเป็นซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ยักษ์

โดยเส้นเลือดใหญ่ที่ทำให้สถาปัตยกรรม Peerium ทำงานได้ราบรื่นขนาดนี้ ก็คือเทคโนโลยีที่เรียกว่า UnifiedBus (UB) มันทำหน้าที่เหมือนเป็นทางด่วนข้อมูลสายใหม่ที่เข้ามาเชื่อมต่อทั้ง CPU, ชิป AI (NPU), หน่วยความจำ ไปจนถึงฮาร์ดดิสก์ SSD เข้าไว้ด้วยกันผ่านภาษาการสื่อสารเดียวกันทั้งหมด

ทำให้คอมโพเนนต์ต่าง ๆ ไม่ต้องเสียเวลาแปลสัญญาณไป ๆ มา ๆ ข้อมูลจึงวิ่งฉิว ไร้การสะดุด  ยิ่งไปกว่านั้น หัวใจสำคัญที่มาเติมเต็มสถาปัตยกรรมนี้ยังรวมถึง TaiShan 950 SuperPoD ขุมพลังฝั่งการประมวลผลทั่วไปที่ได้รับการยกเครื่องใหม่ โดยการรวมหน่วยความจำมหาศาลถึง 256 TB ไว้เป็นพูลเดียวกัน ซึ่งช่วยให้การดึงสภาพแวดล้อมทดสอบ AI (Sandbox) เร็วขึ้นกว่าเดิมถึง 30 เท่า และเพิ่มความเร็วในการค้นหาข้อมูลเชิงลึก (Vector Search) ไวขึ้น 2 เท่า ทำงานควบคู่กับ OceanStor M900 คลังเก็บข้อมูลความจำ (KV Cache) สำหรับระบบ AI ยุคใหม่ ที่ใช้เทคนิค Single-Hop Direct Access รัดขั้นตอนการย้ายข้อมูลจากเดิม 5 ขั้นตอนให้เหลือเพียงขั้นตอนเดียว ช่วยลดความหน่วงลงได้ถึง 50% และยืดอายุการใช้งานของ SSD ให้ยาวนานขึ้นถึง 16 เท่า

เปิดกว้างโอเพ่นซอร์ส พร้อมส่ง AI เข้าถึงทุกคน ทุกอุปกรณ์

David Wang ย้ำชัดเจนบนเวทีว่า "ไม่มีบริษัทใดสามารถแบกโลก AI ไว้ได้เพียงลำพัง" Huawei จึงเน้นย้ำเรื่องการสร้างระบบนิเวศแบบเปิดให้ทุกคนเข้ามาใช้งานร่วมกัน:  

ความสำเร็จของระบบนิเวศนี้สะท้อนได้จากฝั่ง Kunpeng ที่มีนักพัฒนามาร่วมใช้งานพุ่งเกิน 4.16 ล้านคน ขณะที่ระบบปฏิบัติการ openEuler ก็ก้าวขึ้นสู่อันดับ 1 ในตลาดเซิร์ฟเวอร์ของจีนด้วยยอดติดตั้งกว่า 20 ล้านชุด ที่น่าสนใจคือระบบสถาปัตยกรรม CANN ของ Huawei มีนักพัฒนาภายนอกเข้ามาใช้งานสูงถึง 61% ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่นักพัฒนาภายนอกมีจำนวนแซงหน้านักพัฒนาภายในของบริษัท 

แถมล่าสุดยังได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยเปิดให้ดาวน์โหลดไปใช้งานบนเว็บไซต์ PyTorch ซึ่งเป็นเครื่องมือพัฒนา AI ระดับโลกได้โดยตรงแล้วด้วย  ยุทธศาสตร์สำคัญถัดมาคือการขยาย AI ลงสู่อุปกรณ์ปลายทาง โดย Huawei เตรียมสร้างแพลตฟอร์มประมวลผลครอบคลุม 4 พื้นที่หลักในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ตโฟน, คอมพิวเตอร์ PC, ยานยนต์ และที่อยู่อาศัย ผ่านการผสานขุมพลังชิป Kirin และ Ascend เข้าด้วยกัน พร้อมกับยกเครื่อง HarmonyOS ให้กลายเป็นระบบปฏิบัติการสำหรับ AI แบบเต็มตัว 

ยิ่งไปกว่านั้น ยังได้อัดฉีดงบวิจัยและพัฒนาระบบขับขี่อัจฉริยะ Qiankun เพื่อเร่งดันอุตสาหกรรมยานยนต์จากการขับขี่ช่วยสนับสนุน ก้าวเข้าสู่ยุค รถยนต์ไร้คนขับสมบูรณ์แบบ (L4 Autonomous Driving) อย่างเต็มรูปแบบภายในปี 2030  ทั้งหมดนี้จะถูกเชื่อมโยงผ่านโครงข่ายสื่อสารยุคใหม่อย่าง 5G-A/6G และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงระดับ 10-Gigabit เพื่อขจัดปัญหาเกาะร้างทางข้อมูล และเปลี่ยนพลังประมวลผล AI ให้กลายเป็นเหมือนไฟฟ้าที่เข้าถึงสะดวก ปลอดภัย และพร้อมใช้งานสำหรับทุกคน ทุกบ้าน และทุกอุตสาหกรรมทั่วโลก

การได้เข้าร่วมงาน HUAWEI CONNECT 2026 ของทีมงาน Techsauce ในครั้งนี้ ทำให้เราเห็นภาพใหญ่ที่ชัดเจนมากว่า การแข่งขันในโลก AI ยุคหน้าไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องใครมีชิปที่ประมวลผลได้เร็วกว่ากันอีกต่อไป แต่หัวใจสำคัญคือสถาปัตยกรรมระบบ ที่ต้องสามารถสั่งการและเชื่อมโยงชิปนับล้านตัวให้ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประหยัดพลังงาน และส่งต่อความฉลาดนั้นไปถึงมือผู้ใช้ได้อย่างไร้รอยต่อ

ไม่ว่าจะเป็นการเปิดตัวสถาปัตยกรรม Peerium, การนำเทคโนโลยีแสง (NPO) มาใช้ใน Atlas 960E SuperPoD ไปจนถึงการผลักดันระบบนิเวศแบบเปิด ทั้งหมดนี้คือภารกิจสำคัญของ Huaweiในการวางรากฐานซิลิคอน เพื่อเปิดประตูสู่ยุค Agentic World ซึ่งจะเข้ามาดิสรัปต์ตั้งแต่ศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ อุตสาหกรรมยานยนต์ ไประดับอุปกรณ์อัจฉริยะในชีวิตประจำวันของเราในอนาคตอันใกล้นี้อย่างแน่นอน