Honda วอนรัฐคลายล็อกภาษีนำเข้า ยืดเกณฑ์ไฮบริด เปิดทางรถรุ่นใหม่ราคาจับต้องได้

Honda เดินหน้าขยายฐานการผลิตในประเทศไทย จากปัจจุบัน 6 รุ่น กำลังผลิต 110,000 คันต่อปี สู่เป้าหมาย 8 รุ่น 150,000 คันภายในปี 2029 คาดใช้เงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 12,000 ล้านบาท วอนรัฐบาลพิจรณาภาษีให้เท่าเทียมกันเพื่อให้บริษัทสามารถเพิ่มทางเลือกและนำเสนอรถยนต์ในราคาที่ผู้บริโภคเข้าถึงได้มากขึ้น

เมื่อวันที่ 14 ส.ค. 69 นายโคจิ อิวานามิ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด หรือ Honda กล่าวว่า  ฮอนด้าได้นำเข้า Honda Super-ONE รถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กรุ่นใหม่เข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยเบื้องต้นประมาณ 30 คัน เพื่อสำรวจความสนใจและการตอบรับจากผู้บริโภค เนื่องจากเป็นรถยนต์ในกลุ่มที่บริษัทยังไม่เคยทำตลาดในไทยมาก่อน

"การนำเข้ารถล็อตแรกในจำนวนจำกัดจึงถือเป็นการทดลองตลาด ก่อนประเมินความเป็นไปได้ในการทำตลาดระยะยาว รวมถึงแนวทางเพิ่มตัวเลือกผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับความต้องการของผู้บริโภคชาวไทย"

อย่างไรก็ตาม หนึ่งในอุปสรรคสำคัญคือภาษีนำเข้ารถยนต์ทั่วไปที่ไม่ใช่รถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันอยู่ในระดับประมาณ 80% ทำให้รถยนต์บางรุ่นที่ได้รับความนิยมในประเทศญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็น Jazz, Fit หรือ Stepwagon มีราคาสูงเมื่อนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย

ทั้งนี้ Honda จึงอยู่ระหว่างหารือกับภาครัฐถึงความเป็นไปได้ในการปรับลดภาษีนำเข้า เพื่อให้บริษัทสามารถเพิ่มทางเลือกและนำเสนอรถยนต์ในราคาที่ผู้บริโภคเข้าถึงได้มากขึ้น

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือเงื่อนไขภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ไฮบริด โดย Honda และผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นรวม 6 แบรนด์ อยู่ระหว่างร่วมกันหารือกับภาครัฐเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ใหม่ ซึ่งกำหนดให้รถยนต์ต้องใช้หรือผลิตชิ้นส่วนสำคัญภายในประเทศมากขึ้น

ทั้งนี้ Honda สนับสนุนแนวทางการเพิ่มการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ แต่เนื่องจากแผนพัฒนารถยนต์และรอบการเปลี่ยนโมเดลของบริษัทถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าอย่างชัดเจน จึงอาจไม่สามารถปรับสายการผลิตให้สอดคล้องกับเงื่อนไขใหม่ได้ทันที

บริษัทจึงเสนอให้ภาครัฐพิจารณาขยายระยะเวลาบังคับใช้ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตเตรียมความพร้อม โดย Honda มีแผนผลิตชิ้นส่วนระบบขับเคลื่อน หรือ Power Unit ซึ่งครอบคลุมทั้งเครื่องยนต์และมอเตอร์ของรถยนต์ไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ในประเทศไทย หากไม่ได้รับการผ่อนผัน รถยนต์ไฮบริดรุ่นปัจจุบันอาจต้องเสียภาษีสรรพสามิตในอัตราสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาจำหน่ายเพิ่มขึ้น และทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงรถยนต์เทคโนโลยีดังกล่าวได้ยากกว่าเดิม

มองตลาด ICE ลดลง ไฮบริด–EV ยังโต

สำหรับทิศทางตลาดรถยนต์ Honda ประเมินว่า ยอดขายรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน หรือ ICE จะทยอยลดลง ขณะที่รถยนต์ไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้ามีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง บริษัทวางเป้าหมายว่า ภายในระยะเวลา 5 ปี รถยนต์ Honda จะทยอยเปลี่ยนผ่านไปสู่รถอัจฉริยะที่มาพร้อมระบบขับเคลื่อนไฮบริดเจเนอเรชันใหม่มากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดและเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม

อย่างไรก็ตามเรายอมรับว่า การเข้ามาของผู้ผลิตรถยนต์จีนทำให้การแข่งขันในประเทศไทยเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะความคาดหวังของผู้บริโภคทั้งในด้านเทคโนโลยี อุปกรณ์ และราคาจำหน่าย โดยบริษัทอยู่ระหว่างศึกษาว่า ผู้ผลิตจากจีนสามารถบริหารต้นทุนรถยนต์ไฟฟ้าให้อยู่ในระดับต่ำได้อย่างไร ซึ่งปัจจัยสำคัญมาจากความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทาน และความสามารถในการควบคุมวัตถุดิบด้วยตนเอง

ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นเริ่มหารือถึงแนวทางการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนบางประเภทร่วมกัน หรือ Common Parts เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

ห่วงระบบจัดการแบตเตอรี่ใช้แล้วยังไม่สมบูรณ์

นายโคจิ ยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับระบบนิเวศของรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย โดยเฉพาะการจัดการแบตเตอรี่หลังหมดอายุการใช้งาน ทั้งการนำกลับมาใช้ใหม่ การนำไปประยุกต์ใช้กับอาคาร และการรีไซเคิลวัตถุดิบกลับเข้าสู่กระบวนการผลิต

โดยบริษัทเริ่มศึกษาและวิจัยเทคโนโลยีด้านนี้ร่วมกับสถาบันในสหรัฐอเมริกามานานกว่า 10 ปี และมีองค์ความรู้ในการถอดแยกชิ้นส่วนแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนแล้ว อย่างไรก็ตาม การจัดการแบตเตอรี่รถยนต์ไฮบริดมีรายละเอียดแตกต่างออกไป และบางส่วนจำเป็นต้องนำกลับเข้าสู่โรงงานเพื่อถอดแยกอย่างถูกต้องและปลอดภัย

โรงงานฮอนด้าที่ปราจีนบุรียังผลิตรถยนต์เต็มกำลัง

ปัจจุบัน โรงงาน Honda ในจังหวัดปราจีนบุรีรองรับการผลิตรถยนต์ทั้งหมด 6 รุ่น มีกำลังการผลิตประมาณ 110,000 คันต่อปี โดยบริษัทตั้งเป้าหมายว่า ภายในปี 2029 จะเพิ่มเป็น 8 รุ่น และขยายกำลังการผลิตขึ้นสู่ระดับ 150,000 คันต่อปี

สำหรับการเพิ่มรถยนต์ใหม่อีก 2 รุ่น รวมถึงการปรับปรุงสายการผลิตให้สามารถรองรับรถยนต์ทั้งหมด 8 รุ่น คาดว่าจะต้องใช้เงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 12,000 ล้านบาท หรือเฉลี่ยประมาณ 6,000 ล้านบาทต่อหนึ่งโมเดล

นอกจากการลงทุนด้านสายการผลิตแล้ว Honda ยังเตรียมพิจารณาปรับรูปแบบการทำงานและจำนวนกะการผลิตให้สอดคล้องกับปริมาณความต้องการ พร้อมนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยยกระดับคุณภาพและลดระยะเวลาในการส่งมอบรถยนต์ให้แก่ลูกค้า

ส่งออกรถไทยไปกว่า 70 ประเทศ

ปัจจุบัน Honda ส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป หรือ CBU จากประเทศไทยประมาณ 35,000 คันต่อปี ครอบคลุมตลาดราว 70 ประเทศ ขณะที่การส่งออกชิ้นส่วนเพื่อประกอบ หรือ CKD ครอบคลุมประมาณ 13 ประเทศ โดยบางตลาดอาจมีความซ้ำซ้อนกัน

รถยนต์รุ่นสำคัญที่ผลิตเพื่อส่งออก ได้แก่ Honda HR-V และ Honda CR-V ซึ่งมีปริมาณการส่งออกใกล้เคียงกัน โดยแผนเพิ่มรถยนต์ที่ผลิตในประเทศไทยเป็น 8 รุ่น และขยายกำลังผลิตเป็น 150,000 คันภายในปี 2029 จึงสะท้อนว่า Honda ยังคงให้ความสำคัญกับประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิต แม้ต้องเผชิญทั้งการแข่งขันจากรถยนต์จีน การเปลี่ยนผ่านด้านเทคโนโลยี เงื่อนไขภาษีใหม่ และความผันผวนทางเศรษฐกิจก็ตาม

ย้ำใช้ AI ช่วยคน ไม่มีนโยบายลดพนักงาน

อย่างไรก็ตามแม้ Honda จะนำเครื่องจักร ระบบอัตโนมัติ และ AI เข้ามาใช้ในโรงงานมากขึ้น แต่บริษัทยืนยันว่าไม่มีนโยบายลดจำนวนพนักงาน เทคโนโลยีเหล่านี้จะเข้ามาช่วยรับภาระงานประจำหรืองานที่ทำซ้ำ ขณะที่พนักงานจะสามารถขยับไปทำงานที่ต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ การวิเคราะห์ และการพัฒนากระบวนการผลิตมากขึ้น เป้าหมายสำคัญคือการยกระดับประสิทธิภาพโดยไม่ลดทอนคุณภาพของผลิตภัณฑ์ พร้อมเพิ่มความรวดเร็วในการผลิตและส่งมอบรถยนต์ให้ทันต่อความต้องการของตลาด

บาทแข็ง–หนี้ครัวเรือน โจทย์ใหญ่ตลาดรถไทย

ด้านปัจจัยทางเศรษฐกิจ  นายโคจิ มองว่า เงินบาทที่แข็งค่าอย่างต่อเนื่องกำลังกระทบขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออก เพราะทำให้รถยนต์ที่ผลิตในประเทศไทยมีราคาสูงขึ้นเมื่อส่งไปจำหน่ายในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้าน

บริษัทเห็นว่าอัตราแลกเปลี่ยนจำเป็นต้องได้รับการบริหารจัดการอย่างเหมาะสม เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตและส่งออกรถยนต์ ขณะเดียวกัน ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูงส่งผลโดยตรงต่อกำลังซื้อและความสามารถในการเข้าถึงสินเชื่อ ทำให้ผู้ผลิตจำเป็นต้องพัฒนารถยนต์และกำหนดราคาให้เหมาะสมกับกำลังซื้อของลูกค้า

โดย Honda ยังคงเป้าหมายยอดขายรถยนต์ในประเทศไทยไว้ที่ 76,000 คัน พร้อมประเมินว่าตลาดรถยนต์รวมจะอยู่ที่ประมาณ 663,500 คัน ลดลงราว 5% จากปีก่อนหน้า