พาณิชย์ปั้น “มันสำปะหลังไทย” ขึ้นสินค้ามูลค่าสูง เปิดเกม Health-Low Carbon เจาะตลาดโลก
พาณิชย์เปิดเกมยกระดับมันสำปะหลังไทย จากสินค้าเกษตรพื้นฐานสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ดึงจุดแข็งด้านสุขภาพ-ความยั่งยืน เจาะตลาดโลก ผ่านงาน “Thai Tapioca Nexus 2026” เชื่อมผู้ซื้อ-ผู้ประกอบการ ขณะที่ภาคเอกชนเร่งแก้โจทย์ต้นน้ำ ลดพึ่งวัตถุดิบเพื่อนบ้าน ตั้งเป้าภายใน 4 ปี ดันผลผลิตเฉลี่ยจาก 2.8 ตัน เป็น 5 ตัน/ไร่ สร้างความมั่นคง Supply Chain มันสำปะหลังไทย
นายเอกฉัตร ศีตวรรัตน์ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงทิศทางการผลักดันอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยว่า แนวทางสำคัญต่อจากนี้ คือการยกระดับมันสำปะหลังจากการเป็นสินค้าเกษตรและวัตถุดิบ ไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม และเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ตลาดต่างประเทศมากขึ้น ผ่านการสร้างโอกาสทางการค้าและการจับคู่ธุรกิจ
การจัดงาน “Thai Tapioca Nexus 2026” จึงเป็นหนึ่งในกลไกเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยกับผู้ซื้อและคู่ค้าต่างประเทศ โดยตั้งเป้าหมายการเจรจาจับคู่ธุรกิจไว้ประมาณ 45 ล้านบาท และมองว่าหากการเจรจาสามารถพัฒนาไปสู่การซื้อขายในระยะต่อไป มูลค่าการค้าอาจเพิ่มขึ้นมากกว่า 150 ล้านบาท
“เอกฉัตร” ชู Health-Low Carbon เพิ่มมูลค่ามันไทย
นายเอกฉัตรกล่าวว่า การแข่งขันของอุตสาหกรรมมันสำปะหลังในอนาคต จำเป็นต้องมองมากกว่าการขายวัตถุดิบ โดยต้องสร้างมูลค่าเพิ่มจากคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ และตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลกที่เปลี่ยนแปลงไป
หนึ่งในโอกาสสำคัญคือกลุ่ม Health and Wellness ซึ่งผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังสามารถนำจุดแข็งด้าน Non-GMO และ Gluten Free มาใช้สร้างมูลค่าเพิ่ม รวมถึงต่อยอดเข้าสู่อุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง
ขณะเดียวกัน เรื่องสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนกำลังกลายเป็นอีกปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้อของตลาดต่างประเทศ การพัฒนากระบวนการผลิตเพื่อลด Carbon Footprint รวมถึงการเดินไปสู่เป้าหมาย Net Zero จึงเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความสามารถในการแข่งขันให้กับผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทยในระยะต่อไป
โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การทำให้มันสำปะหลังไทยไม่ได้แข่งขันเพียงเรื่องราคา แต่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากคุณภาพ นวัตกรรม สุขภาพ และความยั่งยืน พร้อมเชื่อมโยงผู้ผลิตไทยเข้าสู่ตลาดที่มีศักยภาพมากขึ้น
“อารดา” ดึงผู้ซื้อ 10 ตลาด คาดเงินสะพัด 2.6 พันล้าน
ด้านนางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า กรมการค้าต่างประเทศร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) จัดงาน “Thai Tapioca Nexus 2026 : มันสำปะหลังไทย เชื่อมความเชื่อมั่นสู่สากล” เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายและสร้างโอกาสทางการค้าให้กับอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทย โดยมีผู้เข้าร่วมทั้งไทยและต่างชาติกว่า 300 ราย
การค้าในปัจจุบันไม่ได้พิจารณาเพียงคุณภาพของสินค้า แต่ตลาดยังให้ความสำคัญกับมาตรฐาน ความโปร่งใส ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และความน่าเชื่อถือของห่วงโซ่อุปทานมากขึ้น
ดังนั้น ไทยจำเป็นต้องต่อยอดศักยภาพที่มีอยู่ ทั้งด้านการผลิต การแปรรูป เทคโนโลยี และระบบมาตรฐาน ไปสู่การผลิตสินค้ามันสำปะหลังที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ควบคู่กับการขับเคลื่อนตามแนวทาง BCG Model การลด Carbon Footprint และการสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero
สำหรับงาน Thai Tapioca Nexus 2026 มีผู้นำเข้าจากตลาดสำคัญเข้าร่วม ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ซาอุดีอาระเบีย ตุรกี และฮ่องกง พร้อมจัดกิจกรรมสร้างเครือข่ายทางธุรกิจประมาณ 60 คู่
กรมการค้าต่างประเทศคาดว่า การจัดงานครั้งนี้จะก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างน้อย 2,600 ล้านบาท พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงคู่ค้ารายใหม่ ขยายตลาด และเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าโลกมากขึ้น
ครึ่งปีการค้ามันสำปะหลัง 3.8 หมื่นล้าน
สำหรับสถานการณ์การค้ามันสำปะหลังไทยในช่วงครึ่งแรกปี 2569 หรือเดือนมกราคม-มิถุนายน มีปริมาณการค้ารวม 2.52 ล้านตัน มูลค่า 38,003.15 ล้านบาท โดยการส่งออกชะลอตัวจากข้อจำกัดด้านปริมาณวัตถุดิบ ประกอบกับการแข่งขันด้านราคาจากสินค้าทดแทนอย่างข้าวโพดในตลาดโลก
อย่างไรก็ตาม กรมการค้าต่างประเทศประเมินว่า การส่งออกในช่วงที่เหลือของปี 2569 มีแนวโน้มทยอยปรับตัวดีขึ้น ตามอุปสงค์ของตลาดคู่ค้าสำคัญ การบริหารจัดการวัตถุดิบ และการปรับตัวของผู้ประกอบการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ตลาด
พร้อมเดินหน้าขยายตลาดเชิงรุก ทั้งญี่ปุ่น จีน เยอรมนี สหรัฐฯ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าให้ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทย
“ดุสิต” เร่งพึ่งวัตถุดิบตัวเอง ลดเสี่ยง Supply Chain
ด้าน ดร.ดุสิต พิทยาธิคุณ นายกสมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย กล่าวว่า ไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ทั้งแป้งมันและแป้งโมดิฟายด์อันดับหนึ่งของโลก แต่ที่ผ่านมาโครงสร้าง Supply Chain ของอุตสาหกรรมยังมีการพึ่งพาวัตถุดิบจากประเทศเพื่อนบ้าน
เมื่อเกิดปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ข้อกำหนดด้านการแปรรูปภายในประเทศของลาว รวมถึงปัญหาโรคใบด่างมันสำปะหลัง (CMD) ในประเทศไทย ส่งผลให้อุปทานวัตถุดิบโดยรวมลดลง ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น และกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม
ภาคอุตสาหกรรมจึงต้องเร่งสร้าง “Self-Sufficiency” หรือความสามารถในการพึ่งพาวัตถุดิบภายในประเทศให้มากขึ้น โดยวางกรอบดำเนินการประมาณ 4 ปี เพื่อยกระดับตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ
ตั้งเป้า 4 ปี เพิ่มผลผลิต 2.8 เป็น 5 ตัน/ไร่
เป้าหมายสำคัญคือการเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังเฉลี่ยจากปัจจุบันประมาณ 2.8 ตัน/ไร่ เป็น 5 ตัน/ไร่ ผ่านการปรับปรุงดิน การใช้เครื่องจักร และนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหารจัดการการผลิต
พร้อมร่วมกับมูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย ส่งเสริมและกระจายสายพันธุ์ที่ทนต่อโรคและสภาพแห้งแล้งให้กับเกษตรกร ตลอดจนผลักดันกระบวนการผลิตเข้าสู่มาตรฐานสากล ทั้งการใช้แรงงานอย่างถูกต้อง ปราศจากแรงงานเด็ก และเตรียมความพร้อมรับมาตรการทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี เช่น กฎหมายสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป หรือ EUDR
อีกแนวทางหนึ่งคือการนำชีวมวลที่เหลือจากไร่ เช่น เหง้ามันสำปะหลัง มาผลิตเป็นไบโอชาร์ (Biochar) เพื่อนำกลับมาใช้ปรับปรุงคุณภาพดินและช่วยลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกร
ดร.ดุสิตระบุว่า แม้ในทางเศรษฐศาสตร์ ราคาต่อหน่วยอาจไม่ได้เพิ่มขึ้นตามปริมาณผลผลิต แต่หากสามารถเพิ่มผลผลิตต่อไร่ได้ จะทำให้เกษตรกรมีรายได้รวมเพิ่มขึ้น และเป็นแนวทางสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมมันสำปะหลังทั้งระบบ


