เมื่อความสุขของแม่ กลายเป็นพื้นที่ฮีลใจ Happy Mum Happy Me คาเฟ่ที่ชุบชีวิตบ้านร้าง 20 ปีให้เป็นพื้นที่ส่งต่อความสุข - เส้นทางเศรษฐี

“เมื่อก่อนบอกตรงๆ เลยว่าอยู่กับแม่น้อยมาก แต่การทำร้านนี้กลายเป็นช่วงเวลาที่โคตรมีความสุขที่ได้อยู่ด้วยกัน ได้ทำอะไรด้วยกัน ได้เห็นแม่มีความสุข อันนี้ก็คือความสุขของผมจริงๆ”
ประโยคนี้เป็นคำพูดของ คุณกุ๊ก-อำนวยสินธุ์ พุกรักษา ผู้ก่อตั้งร้าน Happy Mum Happy Me คาเฟ่ที่เกิดจากการอยากทำตามความฝันของแม่ นั่นคือการเปิดร้านอาหาร
วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ มีโอกาสได้พูดคุยกับ คุณกุ๊ก และ แม่กุ้ง-วรนุช แซ่ปั่ง เกี่ยวกับจุดเริ่มต้นของสถานที่ฮีลใจแห่งนี้ ที่เป็นเหมือนการมาเที่ยว มากินข้าวบ้านเพื่อน สร้างความอบอุ่นให้กับใครหลายคน รวมถึงสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนวัยเกษียณ ให้กลับมามีไฟอีกครั้งหนึ่ง

จุดเริ่มต้นจากบ้านร้าง 20 ปี
ก่อนที่จะเกิดเป็นคาเฟ่ Happy Mum Happy Me แต่เดิมคุณกุ๊กมีเงินเก็บอยู่ก้อนหนึ่งที่เตรียมไว้สำหรับไปเรียนต่อต่างประเทศ แต่กลับต้องหยุดชะงักเพราะวิกฤตโควิด-19
“ตอนนั้นโควิดค่อนข้างหนักมาก เราเลยมองว่ามีบ้านอยู่หนิ เลยอยากรีโนเวตแล้วมาทำคาเฟ่กับแม่ เพราะความฝันของแม่คือเขาอยากเปิดร้านอาหารตามสั่ง” เขากล่าว
ทางด้าน แม่กุ้ง เล่าถึงความรู้สึกช่วงนั้นให้ฟังว่า “โห ตอนนั้นตื่นเต้นมากเลย เหมือนเรากำลังจะเริ่มต้นใหม่ ไม่ใช่คำว่าเกษียณแล้ว แต่รู้สึกมีไฟขึ้นมาเลย”
คุณกุ๊ก เล่าว่า จริงๆ แล้วบ้านหลังนี้เคยเป็นบ้านร้างมาก่อน ทำให้ต้องมีการปรึกษาวิศวกรกับสถาปนิกถึงเรื่องโครงสร้างบ้าน ไปจนถึงเรื่องการตกแต่งต่างๆ บวกกับมีความโชคดีตรงที่ว่าได้พาร์ตเนอร์ที่น่ารักมาช่วยดู จึงกลายเป็นว่ายิ่งมีคนมาช่วย ยิ่งทำให้อยากเปิดให้เร็วขึ้น
“เมื่อก่อนพอทุกคนเห็นบ้านหลังนี้ ทุกคนจะบอกว่ากลัว มีผีมั้ย มีอะไรไหม เพราะมันร้างมากครับ แต่พอเราเริ่มพัฒนาเขา แล้วเริ่มรู้สึกว่าบ้านหลังนี้มัน มันมีอะไรหลายๆ อย่างที่เป็นพลังงานดีๆ เหมือนเรามาชุบชีวิตเขาจากการที่ไม่มีใครอยู่ ก็เลยพยายามตกแต่งให้เขาได้กลับมาสดใสได้อีกครั้ง”
ช่วงแรกที่เปิดร้านนี้มีทีมงานที่ทำประมาณ 3 คน นั่นคือ คุณกุ๊ก คุณโน้ตที่เป็นพาร์ตเนอร์ และแม่กุ้ง
“วันแรกที่เปิดร้านขายได้ 3 จานเองมั้ง” แม่กุ้งพูดปนหัวเราะ
ก่อนที่คุณกุ๊กจะเล่าต่อว่า วันแรกที่เปิดจะเป็นเพื่อนทั้งหมด แต่เพื่อนๆ ก็มีการถ่ายรูปเช็กอินต่างๆ จนกลายเป็นว่ามีเพื่อนของเพื่อนเริ่มตามมาเรื่อยๆ ทำให้ร้านเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น
ซึ่งต้องบอกว่าแม่ครัวใหญ่ของที่นี่จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากแม่กุ้ง ที่รังสรรเมนูต่างๆ ด้วยความใส่ใจในทุกจาน โดยแม่กุ้งบอกว่าที่ร้านนี้ ถ้าใครที่ได้แวะเวียนมา แม่อยากให้ลองชิมเมนูซิกเนเจอร์ อย่าง “หมี่กะทิพุมเรียงกุ้งสด” เป็นสูตรของคุณยาย (คุณซ้อน นุชหีต) นำมาปรับปรุงสูตรจนกลายเป็นรสชาติที่ติดปากลูกค้า
แม่กุ้งบอกว่า ทุกเมนูต้องผ่านมือแม่ทุกจาน 100% ถ้าสมมติลูกบอกว่าอร่อยๆ ก็จะรู้สึกเฉยๆ แต่ถ้าเป็นลูกๆ ข้างนอก (ลูกค้า) บอกว่าอร่อย จะทำให้รู้สึกดี ผัดกี่จานก็จะไม่รู้สึกเหนื่อย

มีเวลาให้กันมากยิ่งขึ้น
เมื่อก่อนตอนสมัยคุณกุ๊กทำงานประจำ เขาก็มักจะไม่ค่อยได้คุยหรือไม่ค่อยได้อยู่ด้วยกันสักเท่าไหร่ แต่เมื่อได้มาทำคาเฟ่แห่งนี้ ก็ทำให้มีเวลาให้กันมากขึ้น
“สมัยก่อนไม่มีเวลาให้กัน เช้าเจอ แล้วตอนเย็นกว่าเขาจะกลับมา ก็เจออีกเช้าหนึ่ง ทำให้ไม่ค่อยได้เจอกันเท่าไหร่” แม่กุ้งบอกอย่างนั้น
ในฝั่งของคุณกุ๊กก็เล่าถึงชีวิตช่วงทำงานประจำว่า ก่อนหน้านี้ไม่ค่อยได้อยู่บ้าน จะชอบออกไปข้างนอก เพราะเป็นคนติดเพื่อน พอมาทำร้านนี้ กลายเป็นว่า แทบจะไม่ได้ไปไหนเลย
“เมื่อก่อนแฮปปี้มัมจะเปิดแค่เสาร์อาทิตย์ แต่ตอนนี้เปิดอังคาร-อาทิตย์แล้วครับ ยิ่งเป็นการการันตีว่าวันอังคาร-อาทิตย์คือจะไปไหนไม่ได้เลย”
ในแง่ของการทำงานร่วมกัน ด้วยความที่เป็นคนละวัยกัน ทำให้ต้องหาจุดตรงกลางเพื่อมาแชร์แนวคิดด้วยกัน อย่างหน้าที่ของแม่กุ้งจะเน้นทำส่วนในครัวเป็นหลัก และคุณกุ๊กจะรับหน้าที่ดูฝั่งหน้าบ้าน บาร์น้ำ ภาพรวมของการดีไซน์ต่างๆ
ที่มาของชื่อร้าน Happy Mum Happy Me
“ร้านนี้เกิดขึ้นจากความชอบของแม่ เรารู้สึกว่าสิ่งนี้ทำเพื่อแม่ ถ้าแม่มีความสุข ยังไงคนที่เป็นลูกอย่างเรา ก็มีความสุขด้วย มันก็เลยเป็นสิ่งที่เราอยากใช้ชื่อนี้”
เริ่มแรกที่ทำร้านนี้จะเปิดเฉพาะเสาร์-อาทิตย์ เพราะตอนนั้นคุณกุ๊กยังทำงานประจำอยู่ บวกกับตั้งคอนเซ็ปต์ไว้ว่าวันธรรมดา ตั้งแต่จันทร์-ศุกร์ อยากให้แม่ได้พักผ่อน กระทั่งร้านนี้เกิดไวรัลขึ้น ทำให้เหมือนพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ คนเริ่มรู้จักร้านมากขึ้นกว่าเดิม จากกระแสกล่องสุ่ม
“ตอนนั้นผมเริ่มสนใจกล่องสุ่ม แล้วได้หมอน Cry Baby มา ผมก็ลองให้แม่ถือแล้วถ่ายคลิปเล่นๆ หน้าร้าน กลับกลายเป็นคลิปนั้นเกือบล้านวิว”

เป้าหมายต่อไป
คุณกุ๊กเล่าว่า เป้าหมายหลักๆ ณ ตอนนี้ คือจะเป็นการโฟกัสในเรื่องเวิร์กช็อป การสร้างพื้นที่ Free Space มีศิลปินวาดรูป รวมถึงกำลังจะมีโปรเจ็กต์ใหม่ๆ ที่กำลังทำอยู่ในช่วงซัมเมอร์นี้
“พอลูกค้าบอกชอบในสิ่งที่เราทำ มันก็รู้สึกฮีลใจเราเหมือนกัน ไม่ใช่แค่ลูกค้าได้ฮีลใจเนอะ มันก็เหมือนเราได้ฮีลใจเหมือนกัน เพราะหลายๆ อย่างที่ทำ มันเริ่มจาก 1 จนถึง 100 จริงๆ เราเริ่มสิ่งนี้ด้วยการสตาร์ทจาก 1 จริงๆ” เขากล่าว
แม่กุ้งเล่าเสริมว่า “มันเป็นบ้านที่มีความอบอุ่น ทุกคนเป็นเพื่อนบ้านกันหมด ถึงจะไกล ต่างจังหวัดมาก็ ลูกๆ เพื่อนบ้านทุกคน หรือมีบางคนที่อยากจะทำ อยากไปเปิดร้านที่ต่างจังหวัดให้แม่ เขาก็มาถามไอเดียว่าทำยังไง เราก็บอกความรู้สึกที่เราทำคืออะไร”
สำหรับแรงบันดาลใจในการทำร้านนี้ คุณกุ๊กแนะนำว่า ต้องนึกก่อนว่ากำลังจะทำอะไร แล้วจะให้ใครมาทำด้วย
“อย่างผมพูดได้เลยว่า แม่ครัวที่ดีที่สุดสำหรับผมก็คือแม่ เพราะว่าเป็นอาหารที่กินตั้งแต่เกิด ผมเลยไม่เลือกคนอื่นนอกจากแม่เลย”
ในส่วนของคนวัยเกษียณที่อยากจะเริ่มต้นธุรกิจ แม่กุ้งเป็นคนหนึ่งที่ได้จุดประกายให้กับคนอายุ 60 บางคนที่อยากจะทำงาน
“วัยเกษียณของแม่ก็คือทำอะไรก็ได้ที่เรารัก อยากทำงานอะไรที่เรารักเราทำไปด้วยใจเลย พอใจเราเต็มร้อย ร่างกาย เราก็จะมาได้นิดหนึ่ง”
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 24 เมษายน 2569
Tags
Related Posts
YoPPa Yogurt แบรนด์โยเกิร์ตเพื่อสุขภาพสไตล์เกาหลี ของนักแสดงชื่อดัง “ญดา-นริลญา กุลมงคลเพชร” การันตีความปังตั้งแต่สาขาแรกที่ สยามสแควร์ ซอย 3 และขยายแรงต่อเนื่องถึง 50 สาขา ภายในเวลาเพียง 3 เดือน จุดขายที่โดดเด่น เน้นเสิร์ฟโยเกิร์ตที่มี “ซิน ไบโอติก” อุดมไปด้วยจุลินทรีย์ดี “โพรไบโอติก” กับ “พรีไบโอติก” อาหารของจุลินทรีย์ ราคาเริ่มต้นเพียง 49 บาท ทำให้ลูกค้าซึ่งส่วนใหญ่คือกลุ่มวัยเรียน นักศึกษา First Jobber และวัยทำงาน ตัดสินใจซื้อได้ง่าย และกลับมาซื้อซ้ำได้บ่อยครั้ง ร่วมเป็นพาร์ตเนอร์แฟรนไชส์ YoPPa Yogurt ความสำเร็จของ YoPPa Yogurt ทำให้บริษัทตัดสินใจเปิดขายแฟรนไชส์ให้กับผู้ที่สนใจในราคาเริ่มต้น 280,000 บาท เพื่อหาคู่ค้าในการกระจายสาขาของ YoPPa Yogurt ให้เข้าถึงลูกค้าทั่วกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด สิ่งที่จะได้รับ 1. ระบบ Operation : วางระบบการทำงานหน้าร้านและหลังบ้านให้พร้อมเปิดได้ทันที 2. ทีมงานมืออาชีพ คอย Support ให้คำปรึกษาและดูแลตลอดการทำธุรกิจ 3. Training สูตรลับเฉพาะ อบรมการทำเครื่องดื่มทุกเมนูของ YOPPA อย่างเข้มข้น 4. การตลาดจัดเต็ม : ทีม Marketing ช่วยโปรโมต พร้อม คุณญดา นริลญา
11 สิงหาคม 2569
ข้อมูลเป็นทางการของผลิตภัณฑ์ “น้ำปลาร้าแม่บุญล้ำ” ที่ถูกยกให้เป็นเบอร์ต้นๆ ของวงการน้ำปลาร้าพร้อมรับประทาน ณ พ.ศ. นี้ ระบุถึงประวัติความเป็นมา ไว้ว่า “จากจุดเล็กๆ ของการทำปลาร้าเพื่อบริโภคในครัวเรือนของคุณพ่อสนั่น คุณแม่ทองสุข ศรีโยธา ในปี 2510 ได้ค่อยๆ ขยับขยายเติบโต สู่รุ่นลูกคือ คุณพ่ออุทัย คุณแม่บุญล้ำ ปรีเรือง โดยใช้ชื่อกิจการว่า เพชรดำค้าปลาร้า ซึ่งต่อมาในปี 2557 ได้ก่อตั้ง บริษัท เพชรดำฟู้ดส์ จำกัด และมีสินค้าเริ่มแรกคือ น้ำปลาร้าต้มสุกภายใต้แบรนด์ “แม่บุญล้ำ” ของดีประจำจังหวัดกาฬสินธุ์” “ที่สร้างรายได้อันยั่งยืนให้กับชาวบ้านในชุมชนโดยรอบ และพัฒนาคุณภาพสินค้าแบบยั่งยืนตามหลักสากล จนกลายเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกระดับประเทศ ด้วยประสบการณ์จากรุ่นสู่รุ่น ที่สืบทอดมาอย่างยาวนานกว่า 59 ปี และเคล็ดลับ การหมักจากรุ่นคุณยาย พร้อมความพิถีพิถัน ใส่ใจในทุกขั้นตอนการผลิต ทำให้ น้ำปลาร้าต้มสุกตรา “แม่บุญล้ำ” มีรสชาติเฉพาะตัว หอม อร่อยถูกปากคนไทยจนถึงปัจจุบัน” คุณอ้อม-พิไรรัตน์ บริหาร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เพชรดำฟู้ดส์ จำกัด ผู้ผลิตน้ำปลาร้าต้มสุก แบรนด์ ‘แม่บุญล้ำ’ ในฐานะทายาทเจน 3 ของกิจการ
11 สิงหาคม 2569
“เมื่อก่อนบอกตรงๆ เลยว่าอยู่กับแม่น้อยมาก แต่การทำร้านนี้กลายเป็นช่วงเวลาที่โคตรมีความสุขที่ได้อยู่ด้วยกัน ได้ทำอะไรด้วยกัน ได้เห็นแม่มีความสุข อันนี้ก็คือความสุขของผมจริงๆ” ประโยคนี้เป็นคำพูดของ คุณกุ๊ก-อำนวยสินธุ์ พุกรักษา ผู้ก่อตั้งร้าน Happy Mum Happy Me คาเฟ่ที่เกิดจากการอยากทำตามความฝันของแม่ นั่นคือการเปิดร้านอาหาร วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ มีโอกาสได้พูดคุยกับ คุณกุ๊ก และ แม่กุ้ง-วรนุช แซ่ปั่ง เกี่ยวกับจุดเริ่มต้นของสถานที่ฮีลใจแห่งนี้ ที่เป็นเหมือนการมาเที่ยว มากินข้าวบ้านเพื่อน สร้างความอบอุ่นให้กับใครหลายคน รวมถึงสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนวัยเกษียณ ให้กลับมามีไฟอีกครั้งหนึ่ง จุดเริ่มต้นจากบ้านร้าง 20 ปี ก่อนที่จะเกิดเป็นคาเฟ่ Happy Mum Happy Me แต่เดิมคุณกุ๊กมีเงินเก็บอยู่ก้อนหนึ่งที่เตรียมไว้สำหรับไปเรียนต่อต่างประเทศ แต่กลับต้องหยุดชะงักเพราะวิกฤตโควิด-19 “ตอนนั้นโควิดค่อนข้างหนักมาก เราเลยมองว่ามีบ้านอยู่หนิ เลยอยากรีโนเวตแล้วมาทำคาเฟ่กับแม่ เพราะความฝันของแม่คือเขาอยากเปิดร้านอาหารตามสั่ง” เขากล่าว ทางด้าน แม่กุ้ง เล่าถึงความรู้สึกช่วงนั้นให้ฟังว่า “โห ตอนนั้นตื่นเต้นมาก
11 สิงหาคม 2569
คำว่า “รับราชการ” ในสังคมไทย มักถูกมองว่าเป็นอาชีพที่มั่นคง และเป็นความหวังของครอบครัว แต่ในโลกความเป็นจริงยุคปัจจุบัน ความรู้สึกของคนทำงานในระบบราชการกำลังเป็นอย่างไร พวกเขากำลังมีความสุขกับงานที่ทำ หรือกำลังนับถอยหลังรอวันลาออกจากระบบ ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นในหัวข้อ “อยู่ราชการต่อ หรือ ลาก่อนดี” จากกลุ่มตัวอย่างบุคลากรรัฐทั่วประเทศจำนวน 1,310 หน่วยตัวอย่าง ซึ่งสะท้อนภาพจริงของระบบราชการไทยในหลากหลายมิติที่น่าสนใจ อาชีพข้าราชการ กับ “ความมั่นคง” เมื่อถามถึงเหตุผลหลักในการตัดสินใจก้าวเข้าสู่อาชีพข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐ หรือพนักงานรัฐวิสาหกิจ ผลสำรวจชี้ชัดว่าปัจจัยด้านความปลอดภัยในชีวิตยังคงนำมาเป็นอันดับหนึ่ง 78.85% ระบุว่า เป็นงานที่มั่นคง รองลงมา 54.12% ระบุว่า มีสวัสดิการที่ตอบโจทย์ ทั้งเรื่องการรักษาพยาบาลและบำเหน็จบำนาญ ต่อมา 23.28% ระบุว่า เงินเดือนดี และอีก 22.9% ระบุว่า เป็นความต้องการของครอบครัว คนรอบข้าง ขณะที่เหตุผลด้านอุดมการณ์อย่าง “การต้องการรับใช้ประเทศชาติและประชาชน” มีเพียง 8.32% และเหตุผลด้าน “ยศ
11 สิงหาคม 2569
ในแต่ละวันมนุษย์ผลิตและบริโภคพลาสติกจำนวนมหาศาล ก่อนที่พลาสติกจำนวนมากจะกลายเป็นขยะและสะสมอยู่ในสิ่งแวดล้อม ที่น่ากังวลคือพลาสติกบางประเภทต้องใช้เวลานานถึง 450–500 ปี กว่าจะย่อยสลาย ขณะที่พลาสติกบางส่วนอาจไม่ได้หายไปอย่างสมบูรณ์ แต่แตกตัวเป็นชิ้นส่วนขนาดเล็กหรือไมโครพลาสติกแทน เมื่อสิ่งของชิ้นหนึ่งหมดหน้าที่และถูกทิ้งลงถังขยะ นั่นจึงไม่ใช่เพียงการตั้งคำถามว่า “จะกำจัดมันอย่างไร” แต่เป็นคำถามที่ว่า “เราจะทำให้สิ่งที่กำลังจะกลายเป็นขยะกลับมามีคุณค่าได้อย่างไร?” เพราะบางที จุดจบของสิ่งหนึ่งอาจเป็นจุดเริ่มต้นของอีกสิ่งหนึ่งได้ Qualy แบรนด์ที่นำความคิดสร้างสรรค์มาผสมผสานกับความยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “Design For Sustainable World” โดยมองว่าการออกแบบไม่ได้มีหน้าที่เพียงสร้างความสวยงามหรือฟังก์ชันการใช้งาน แต่ยังสามารถเปลี่ยนวัสดุที่กำลังจะกลายเป็นขยะ ให้กลับมามีคุณค่าในรูปแบบใหม่ได้อีกครั้ง คล้ายกับแนวคิดเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด ที่สิ่งหนึ่งหมุนเวียนและกลับมาในรูปแบบใหม่ เพียงแต่ในโลกของ Qualy สิ่งที่กำลังเวียนว่ายนั้นคือ “ขยะ” วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ชวนไปพูดคุยกับ “คุณไจ๋ – ธีรชัย ศุภ
11 สิงหาคม 2569
ชีวิตเป็นเรื่องของการวิ่งตามหา ‘ความสุข’ ไฉนเลย ‘ความสุข’ จริง ๆ ไม่ต้องวิ่งตาม “หลาย ๆ ครั้ง เราตามหา ‘สิ่งที่เราต้องการ’ เช่น อยากได้แบรนด์เนมไหมนะ หรืออยากได้นู้นนั่นนี่หรือเปล่า แต่เอาเข้าจริงมันเรียบง่ายมาก เราแค่อยากเข้าเซเว่นแล้วซื้ออะไรก็ได้ เพราะแต่ก่อนทำไม่ได้ อยากไปไหนก็จ่ายตังค์ไปได้เลย แต่เมื่อก่อนมันไม่ใช่ จะไปไหนก็ไปไม่ได้เพราะไม่มีตังค์” คำพูดในบางช่วงของคลิป อิตาลี่ I Final Girl จากช่อง “เบบี้โจลี่สตาร์” ได้ถูกพูดถึงจากชาวเน็ตในวงกว้าง ด้วยคำพูดกินใจ และสะท้อนสัจธรมมของชีวิตบางอย่าง โจลี่ได้อธิบายว่า เธอเพียงแค่อยากนั่งตกตะกอนชีวิตว่า ชีวิตที่เรากำลังใช้อยู่นี้ แท้จริงเรากำลังต้องการอะไร ต้องทำอะไรถึงจะเจอสิ่งที่เรียกว่า ‘ความสุข’ ซึ่งก็เริ่มเจอทีละอย่างนะ “อ๋อ เราแค่อยากมีเงินซื้อของที่อยากกินในเซเว่นไปเรื่อย ๆ มันเรียบง่ายแค่นั้นเลย” เธอกล่าว เรามักถูกสอนให้เชื่อว่า “ความสุข” คือหนึ่งในเป้าหมายสูงสุดของชีวิต เรียนให้จบ ได้งานดี มีเงินเดือนสูง เลื่อนตำแหน่ง ซื้อบ้าน มีชื่อเสียง หรือประสบความสำเร็จในสิ่งที่ตั้งใจ แล้ววันหนึ่งเราจะมีความสุข แต่ถ้าความสุขไม่ได้เป็น “ปล
11 สิงหาคม 2569