GRAND ขายโรงแรมใช้หนี้.!

เป็นอีกหนึ่งบริษัทที่ตกอยู่ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน สำหรับบริษัท แกรนด์ แอสเสท โฮเทลส์ แอนด์ พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ GRAND เห็นได้ชัดจากการผิดนัดชำระหุ้นกู้หลายรุ่นด้วยกัน โดย ณ สิ้นไตรมาส 2/2569 มีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดอยู่ที่ 255.40 ล้านบาท ก็ถือว่าสาหัสสากรรจ์ และเป็นที่มาของเงินสดคือพระเจ้า..!!
ขณะที่ช่องทางในการหาเงินของ GRAND มีไม่มากนัก…ครั้นจะไปกู้เงินจากแบงก์ นาทีนี้คงไม่มีแบงก์ไหนปล่อยกู้ให้ละมั้ง จะออกหุ้นกู้ใหม่ เพื่อมา Rollover หุ้นกู้ชุดเก่า ก็คงไม่มีใครซื้อ หรือจะเพิ่มทุน หาพันธมิตรใหม่ ก็คงไม่ง่าย สิ่งที่ทำได้เร็วที่สุดเห็นจะเป็นการขายสินทรัพย์ เพื่อนำเงินมาเติมสภาพคล่องนี่แหละ…
เลยเป็นที่มาของการตระเตรียมจะขายธุรกิจโรงแรมเดอะ เวสทิน แกรนด์ สุขุมวิท รวมทั้งพื้นที่ให้เช่า (ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน และร้านค้าภายในโรงแรม ให้แก่บริษัท แรบบิท โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ RABBIT ในราคาขายรวม 494.60 ล้านบาท
แต่เนื่องจาก RABBIT มีบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่สัดส่วน 48.58% แต่หากรวมการถือหุ้นบุริมสิทธิ์ด้วยจะเท่ากับ 68.03% ในขณะที่ BTS ก็เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ GRAND ในสัดส่วน 18.20% จึงถือเป็นรายการที่เกี่ยวโยงกัน
ชัดเจนว่า วัตถุประสงค์ของธุรกรรมนี้ ก็เพื่อเติมสภาพคล่องของบริษัท เนื่องจากปัจจุบัน GRAND ประสบปัญหาขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง จึงส่งผลต่อการผิดนัดชำระค่าเช่าและค่าตอบแทนตามสัญญาเช่าที่ดิน จนเป็นเหตุให้ผู้ให้เช่าใช้สิทธิบอกเลิกสัญญา ประกอบกับบริษัทมีข้อพิพาททางกฎหมายกับเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินบางกลุ่ม ที่เป็นที่ตั้งของโรงแรมเดอะ เวสทิน ที่ยังไม่ยุติ จึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินธุรกิจของโรงแรมเดอะ เวสทิน
ขณะที่ผลพวงจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ผสมโรงกับความซบเซาของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ส่งให้ผลการดำเนินงานของ GRAND ขาดทุนต่อเนื่อง โดยปี 2566 ขาดทุนสุทธิ 697.84 ล้านบาท และมีกระแสเงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงานติดลบ 416.01 ล้านบาท ปี 2567 ขาดทุนสุทธิ 729.56 ล้านบาท และมีกระแสเงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงานติดลบ 1,088.99 ล้านบาท ปี 2568 ขาดทุนสุทธิ 1,576.51 ล้านบาท และมีกระแสเงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงานติดลบ 364.36 ล้านบาท
ส่วนไตรมาส 1/2569 มีตัวเลขขาดทุนสุทธิ 177.28 ล้านบาท และมีกระแสเงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงานติดลบ 28.69 ล้านบาท
ทำให้ GRAND ต้องเร่งขายสินทรัพย์และเงินลงทุนเพื่อนำเงินมาชำระคืนให้แก่เจ้าหนี้เงินกู้ยืม และเจ้าหนี้หุ้นกู้ รวมทั้งเจ้าหนี้อื่น ๆ โดย ณ วันที่ 31 มี.ค. 2569 บริษัทมีภาระหนี้หุ้นกู้ที่ครบกำหนดชำระ และบริษัทขอเลื่อนการชำระหนี้ออกไป รวมประมาณ 593 ล้านบาท (ประกอบด้วยเงินต้น 540 ล้านบาท และดอกเบี้ย 53 ล้านบาท) และมีหนี้ที่ยังไม่ครบกำหนดชำระประมาณ 8,569 ล้านบาท
ดู ๆ ไปธุรกรรมนี้ก็ไม่ต่างจากการขายผ้าเอาหน้ารอดนะเนี่ย..??
ก็เป็นไปตามแผนที่ GRAND และบริษัทแม่ บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) หรือ PF ป่าวประกาศก่อนหน้านี้ว่า จะเร่งขายสินทรัพย์และที่ดินแลนด์แบงก์ในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และจังหวัดท่องเที่ยว รวม 11 รายการ มูลค่ารวม 12,145 ล้านบาท เพื่อนำเงินไปชำระคืนหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดในปี 2570-2572 โดยปัจจุบัน PF มีหุ้นกู้ 16 รุ่น รวม 5,397.90 ล้านบาท ขณะที่ GRAND มีหุ้นกู้รวม 3,566.10 ล้านบาท เพื่อลดภาระหนี้หุ้นกู้ที่มีอยู่ทั้งหมด รวมทั้งชำระหนี้ธนาคารบางส่วนด้วย
งั้นแปลว่า หลังจากนี้ก็น่าจะเห็น GRAND นำของเก่ามาเร่ขายอย่างต่อเนื่องนะสิ…
ส่วนดีลนี้จะดันหรือไม่..?? ขึ้นอยู่กับผู้ถือหุ้นว่าจะไฟเขียวหรือเปล่า..?? ซึ่งมีนัดหมายประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 10 พ.ย. 2569 นี้
แต่น่าตั้งข้อสังเกตถึงปฏิกิริยาของฝั่งผู้ซื้ออย่าง RABBIT ที่รีบออกตัวว่า “บริษัทยังไม่ได้มีการตกลง ลงนาม หรือเข้าทำเอกสาร สัญญา หรือข้อตกลงใด ๆ กับ GRAND เกี่ยวกับการเข้าทำธุรกรรมดังกล่าว และบอร์ดของบริษัทก็ยังไม่ได้มีมติอนุมัติให้เข้าทำธุรกรรมดังกล่าว” นะ…
งั้นสิ่งที่ GRAND กำลังตีฆ้องร้องป่าวอยู่นั้น..?? หรือแค่จะบอกผู้ถือหุ้นและผู้ถือหุ้นกู้ว่า มีธุรกรรมจะขายแอสแซทให้กับ RABBIT นะ ส่วนจะขายได้หรือเปล่า..?? ไม่รู้ ๆๆ
…อิ อิ อิ…