ค่า GP อีคอมเมิร์ซขึ้นแล้วขึ้นอีก วัดใจ ‘ภาครัฐ’ สางปัญหาซ้ำซาก

การปรับขึ้น “ค่าธรรมเนียมการขาย” หรือค่า GP (Gross Profit) ของผู้ให้บริการแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซแบบถี่ ๆ ยังคงเป็นปัญหาหนักอกของเหล่าผู้ประกอบการ แม้ที่ผ่านมาจะมีการเรียกร้องไปยังหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการออกแบบกลไกกำกับดูแล และบทลงโทษที่ชัดเจน แต่ก็ยังไม่เห็นแนวทางที่เป็นรูปธรรมเท่าไรนัก

“ช้อปปี้” ขึ้นค่า GP รอบที่ 3

ขณะที่ในฝั่งของแพลตฟอร์มยังคงมีการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมอย่างต่อเนื่องด้วย ซึ่งในเดือนสิงหาคม 2569 “ช้อปปี้” (Shopee) และ “ลาซาด้า” (Lazada) พร้อมใจกันใช้ค่าธรรมเนียมอัตราใหม่ที่มีการปรับเพิ่มจากช่วงก่อนหน้าอีก 1-3%

โดย “ช้อปปี้” ระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป ช้อปปี้จะดำเนินการปรับปรุงอัตราค่าธรรมเนียมการขาย (Sale Transaction Fee) สินค้าในบางหมวดหมู่จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอัตราค่าธรรมเนียมการขาย แต่บางหมวดหมู่จะมีการปรับเปลี่ยนอัตราค่าธรรมเนียมการขาย 1% หรือ 2% ทำให้ Mall Sellers ต้องจ่ายสูงสุดที่ 19.26% และ Non-Mall Sellers สูงสุด 17.12% (รวม VAT)

ก่อนหน้านี้ ช้อปปี้ได้มีการประกาศปรับขึ้นค่าธรรมเนียมการขายในปี 2569 มาแล้ว 2 ครั้ง ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 7 เม.ย. และ 1 มิ.ย. ที่ผ่านมา เท่ากับว่าการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมครั้งนี้คือรอบที่ 3 ของปี

ส่วน “ลาซาด้า” มีการเปลี่ยนแปลงค่าธรรมเนียม Premium Package รวมถึงค่าธรรมเนียมบริการมาร์เก็ตเพลส (Marketplace Service Fee) ทำให้ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. 2569 เป็นต้นไป ร้านค้าทั่วไปต้องจ่ายสูงสุด 15% LazMall สูงสุด 17.5% (ไม่รวม VAT) โดยในปี 2569 ลาซาด้ามีการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมการขายมาแล้ว 1 ครั้ง ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. ที่ผ่านมา

ขณะที่ “ติ๊กต๊อก ช็อป” (TikTok Shop) มีการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมในปี 2569 ไปแล้ว 2 ครั้ง โดยอัตราล่าสุดที่มีผลตั้งแต่วันที่ 5 ก.ค. 2569 Mall Sellers ต้องจ่ายสูงสุด 13.91% และ Non-Mall Sellers สูงสุด 11.77%

กขค. จี้ผู้ค้าปกป้องสิทธิตัวเอง

พลตำรวจโทพิทยา ศิริรักษ์ กรรมการการแข่งขันทางการค้า และประธานอนุกรรมการพิจารณาแนวทางการกำกับดูแลและป้องปรามพฤติกรรมทางการค้าในธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล กล่าวว่า เมื่อวันที่ 4 ส.ค. ที่ผ่านมา คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เปิดเวทีรับฟังผู้ค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ได้รับความเสียหาย หรือไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการดำเนินงานของแพลตฟอร์มออนไลน์ เข้าร่วมประชุมแลกเปลี่ยนมุมมองเพื่อสะท้อนปัญหาในการประกอบธุรกิจ

โดยพบว่าปัญหาที่ผู้ค้าส่วนใหญ่เจอมีความคล้ายคลึงกัน เช่น การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมที่ไม่เป็นธรรม การบังคับคู่ค้าเข้าร่วมแคมเปญส่งเสริมการขาย การบังคับโปรโมชั่น การไม่คืนเงินประกันให้กับคู่ค้า การเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขสัญญาโดยไม่แจ้งให้คู่ค้าทราบล่วงหน้า การบริการขนส่งที่ล่าช้า หรือปฏิเสธการเข้ารับสินค้าจากคู่ค้า รวมถึงปัญหาด้านลิขสิทธิ์ เครื่องหมายการค้า และระบบอัลกอริทึ่ม เป็นต้น

ภายหลังการประชุมครั้งนี้ สำนักงาน กขค.ได้จัดให้มีการให้คำปรึกษาและความช่วยเหลือทางกฎหมายเป็นรายกรณี พร้อมรับเรื่องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีทันทีหากพบพฤติกรรมเข้าข่ายการค้าที่ไม่เป็นธรรม

“กขค. ไม่นิ่งนอนใจและพร้อมใช้มาตรการตามกฎหมายการแข่งขันทางการค้าเข้าคุมเข้มธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัลทันที จึงขอให้ผู้ประกอบธุรกิจเชื่อมั่นในกระบวนการทางกฎหมาย และรู้จักปกป้องสิทธิของตนเพื่อให้ได้รับความเป็นธรรมทางการค้า”

ชำแหละปัญหาร้องเรียนสะดุด

นางสาวกุลธิรัตน์ ภควัชร์ไกรเลิศ นายกสมาคมอีคอมเมิร์ซไทย (THECA) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในปี 2568 มีผู้ประกอบการยื่นฟ้องต่อสำนักงาน กขค. ในคดีที่เกี่ยวกับแพลตฟอร์มดิจิทัลประมาณ 15-16 เคสเท่านั้น ถือว่าน้อยกว่าภาพที่เกิดขึ้นจากการเรียกร้องในหมู่ผู้ประกอบการมาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะยังมี “ช่องว่าง” ในการเตรียมหลักฐานที่ครบถ้วนและชัดเจน

เมื่อเก็บข้อมูลล่าช้า หรือไม่ครบถ้วน ก็จะทำให้ไม่สามารถพิสูจน์ลำดับเหตุการณ์ หรือความผิดได้ ขณะเดียวกันผู้ประกอบการหลายรายยังไม่เข้าใจกระบวนการร้องเรียนต่อ กขค. หรือการพิสูจน์ความผิดทางข้อกฎหมาย แม้จะมีความพยายามในการร้องเรียนมาโดยตลอดก็ตาม ซึ่งไม่ใช่แค่การขึ้นค่าธรรมเนียม แต่ยังมีเรื่องการลดการมองเห็นสินค้า การเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการให้บริการ การระงับบัญชีโดยไม่มีเหตุผลชัดเจน และอื่น ๆ

“พอผู้ประกอบการเตรียมข้อมูลและหลักฐานไม่เพียงพอ การร้องเรียนหรือสอบสวนก็ไม่คืบหน้า รวมถึงทำให้โอกาสในการร้องเรียนไม่สำเร็จสูงด้วย โดยพบว่ามีผู้ประกอบกว่า 70% ที่ไม่สามารถเตรียมหลักฐานได้อย่างครบถ้วน ก่อนยื่นร้องเรียนต่อ กขค.”

สมาคมทำหน้าที่ “ตัวกลาง”

นางสาวกุลธิรัตน์กล่าวถึงบทบาทของสมาคมในประเด็นนี้ว่า สมาคมทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมต่อผู้เสียหายจากกลุ่มเฟซบุ๊ก “ผู้เสียหายแพลตฟอร์ม” ที่ปัจจุบันมีสมาชิกมากกว่า 20,000 คน กับหน่วยงานกำกับดูแล พร้อมทั้งผลักดันพัฒนาแนวทางการเตรียมข้อมูลและหลักฐานอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ผู้ประกอบการยื่นร้องเรียนต่อ กขค. ได้อย่างตรงจุด ซึ่งมีหลัก ๆ 5 ขั้นตอน ได้แก่

1.ประเมินพฤติกรรมของแพลตฟอร์ม วิเคราะห์ว่าการดําเนินการของแพลตฟอร์มอาจเข้าข่ายผิดกฎหมายการแข่งขันทางการค้าหรือไม่ เช่น ขึ้นค่า GP บังคับใช้บริการขนส่ง หรือบังคับให้เข้าร่วมโปรโมชั่น 2.เก็บหลักฐานอย่างเป็นระบบให้ครบ 12 หมวด เช่น ข้อมูลร้านค้า ข้อมูลยอดขาย และการจัดอันดับ เป็นต้น

3.วิเคราะห์ผลกระทบและความเสียหาย เชื่อมโยงพฤติกรรมของแพลตฟอร์มกับผลกระทบที่เกิดขึ้น 4.เชื่อมโยงกับกฎหมายการแข่งขันทางการค้า พิจารณาว่าพฤติกรรมดังกล่าวอาจเข้าข่ายบทบัญญัติใด เช่น มาตรา 50 การใช้อำนาจเหนือตลาดโดยไม่เป็นธรรม หรือมาตรา 57 การปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม และ 5.จัดทำคำร้องและยื่นต่อ กขค.

“ถึงแม้ว่าที่ผ่านมาการเรียกร้องส่วนใหญ่จะไม่ประสบความสำเร็จ แต่ก็มีเคสที่ประสบความสำเร็จ หรือชนะคดีกับแพลตฟอร์มอยู่ 3-4 เคส ซึ่งสะท้อนว่าการจัดเตรียมหลักฐานและข้อมูลให้ครบถ้วนเป็นสิ่งสำคัญ”

ติงค่าฟี “ไทย” ขึ้นถี่เกิน

เมื่อถามถึงแนวโน้มการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมในอนาคต นายกสมาคมอีคอมเมิร์ซไทยบอกว่า ในปีนี้ไม่ควรมีการขึ้นค่าธรรมเนียมอีกแล้ว เพราะจากข้อมูลที่สมาคมรวบรวมไว้พบว่าในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมามีการขึ้นค่าธรรมเนียมถึง 4 รอบ ซึ่งถือว่าถี่มากเมื่อเทียบกับในต่างประเทศ

เข้าใจว่า “แพลตฟอร์ม” ต้องมีผลกำไรจากการให้บริการ เพราะเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ มีผู้ถือหุ้นคาดหวังผลการดำเนินเสมอ แต่อีกด้านก็ต้องการให้กติกาต่าง ๆ แฟร์กับผู้ประกอบการด้วย เพราะการขึ้นค่าธรรมเนียมแบบถี่ ๆ ทำให้ผู้ขายหลายรายตั้งตัวไม่ทัน และต้องแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในระยะเวลาอันรวดเร็ว

“ขอบข่ายอำนาจของ กขค.ในปัจจุบันยังทำได้แค่แบบจัดการรายเคส ซึ่งในฝั่งของการกำกับดูแลเรื่องค่า GP หรือปัญหาอื่น ๆ ในภาพรวมยังอยู่ในช่วงสุญญากาศทางการกำกับดูแล ซึ่งทางสมาคมเดินหน้าผลักดันอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผลประโยชน์เกิดแก่ผู้ประกอบการในไทย”