“เวิลด์แบงก์” มอง GDP ไทยปี 70 โต 2.3% คลายกังวลพลังงาน-รัฐอัดฉีดกระตุ้นเศรษฐกิจ


ธนาคารโลก (WORLD BANK) เปิดเผยว่า ทิศทางอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทย (GDP) จะกลับมาฟื้นตัวแข็งแกร่งขึ้นที่ระดับ 2.3% ในปี 2570 และ 2.4% ในปี 2571 เมื่อแรงกดดันจากราคาน้ำมันคลี่คลายลง ผสานกับมาตรการกระตุ้นทางการคลังที่เข้ามาช่วยชดเชยการชะลอตัวของการลงทุนภาคเอกชน ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปคาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากติดลบ 0.1% ในปี 2568 เป็น 2.2% ในปี 2569 ขณะที่หนี้สาธารณะมีแนวโน้มขยับสูงกว่า 69% ของ GDP ภายในปี 2571 ซึ่งเป็นผลพวงจากมาตรการบรรเทาค่าครองชีพและการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน

ขณะที่คาดการณ์ว่าอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทย (GDP) ในปี 2569 จะชะลอตัวลงเหลือ 2.0% จากปี 2568 ที่ขยายตัว 2.4% โดยมีสาเหตุหลักจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งเข้ามากดดันภาคการท่องเที่ยวและโลจิสติกส์ อย่างไรก็ดี การชะลอตัวดังกล่าวจะไม่รุนแรงเท่าที่เคยประเมินไว้ก่อนหน้านี้ เนื่องจากยังมีปัจจัยบวกจากการส่งออกที่แข็งแกร่ง การลงทุนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี AI และมาตรการบรรเทาผลกระทบด้านพลังงานในช่วงครึ่งปีหลังเข้ามาช่วยลดแรงกดดัน

สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 พบว่า ไตรมาส 1 ขยายตัวเร่งขึ้นเป็น 2.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน รับแรงหนุนจากมาตรการภาครัฐ การลงทุนภาคเอกชนที่แข็งแกร่ง และการส่งออก โดยเฉพาะการบริโภคภาคเอกชนในเดือนมิถุนายนที่ปรับตัวดีขึ้นจากอานิสงส์ของมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ทว่าในไตรมาส 2 การเติบโตกลับชะลอลงเหลือ 1.9%

ด้านการส่งออกสินค้าถือเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจ โดยในเดือนกรกฎาคมพุ่งขึ้นเกือบ 22% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะสัดส่วนการส่งออกกลุ่มคอมพิวเตอร์และชิ้นส่วนที่ขยับขึ้นถึง 2 เท่าจากปี 2566 มาอยู่ที่ 8% ของตะกร้าสินค้าส่งออก ทว่าความแข็งแกร่งนี้ยังไม่กระจายตัวไปยังภาคการผลิตในวงกว้าง สะท้อนจากดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่หดตัวติดต่อกัน 3 เดือน โดยเดือนมิถุนายนติดลบ 3.1% แม้กลุ่มอุปกรณ์ไฟฟ้าจะขยายตัวได้ 8% ก็ตาม

ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวยังคงซบเซา โดยในช่วงครึ่งปีแรกมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสม 15.9 ล้านคน ลดลง 4.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และยังคงต่ำกว่าช่วงก่อนเกิดโควิดในปี 2562 ถึง 19.8%

ปัญหาต้นทุนที่สูงขึ้นยังเป็นแรงกดดันสำคัญต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจากที่เคยติดลบ 0.7% ในช่วงต้นปี 2569 ได้พลิกกลับมาพุ่งสูงถึง 2.5% ในเดือนสิงหาคม หลังจากราคาน้ำมันแพงขึ้นและส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้าในประเทศ

นอกจากนี้ ประเด็นหนี้สินยังเป็นความท้าทายที่ต้องเฝ้าระวัง หนี้ครัวเรือน ณ ไตรมาส 1/2569 ทรงตัวในระดับสูงถึง 86.9% ของ GDP ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคอย่างมาก ส่วนหนี้สาธารณะในเดือนมีนาคม 2569 ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 66.7% ของ GDP เข้าใกล้เพดานตามกฎหมายที่กำหนดไว้ 70%

อย่างไรก็ตาม ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกในปี 2569 ขึ้นเป็น 4.5% (เพิ่มขึ้น 0.3% จากเดิมที่เคยประเมินไว้เมื่อเดือนเมษายน) ปัจจัยหนุนหลักมาจากแรงขับเคลื่อนของการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)

โดยรายงานระบุว่า ตัวเลขการเติบโตของภูมิภาคจะพุ่งแตะระดับสูงสุดในปี 2569 ก่อนจะค่อยๆ ชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 4.4% ในปี 2570 และ 4.3% ในปี 2571 (ปรับแก้จาก 2071 ตามลำดับปีปฏิทิน) ทั้งนี้ เมื่อเจาะลึกในบรรดาเศรษฐกิจหลัก “เวียดนาม” เป็นประเทศที่ได้รับการปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจโดดเด่นที่สุด โดยคาดว่าจะทะยานขึ้นถึง 7.4% หรือเพิ่มขึ้นถึง 1.1% จากการประเมินครั้งก่อน

อย่างไรก็ตาม แม้ภาพรวมตัวเลขเศรษฐกิจจะดูสดใส แต่ธนาคารโลกได้ออกโรงเตือนถึงความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ เนื่องจากโมเมนตัมการส่งออกส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่แค่ในกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI เท่านั้น ซึ่งหากหักล้างสินค้ากลุ่มนี้ออกไป จะพบว่าการค้าโดยรวมของภูมิภาคอยู่ในภาวะทรงตัวหรือถึงขั้นติดลบ

ขณะที่ข้อมูลชี้ให้เห็นว่า สัดส่วนการเติบโตของการส่งออกในหลายประเทศพึ่งพาสินค้ากลุ่ม AI เกินกว่าครึ่งหนึ่ง โดยเฉพาะกลุ่มประเทศอย่าง มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย และเวียดนาม ที่มีสัดส่วนการพึ่งพาสูงทะลุ 70% ทำให้ภูมิภาคนี้ยังคงมีความเสี่ยงสูง และอาจได้รับผลกระทบอย่างหนักหากกระแสการลงทุนด้านเทคโนโลยีของโลกเกิดการชะลอตัวหรือพลิกกลับในอนาคต